
'อภิสิทธิ์'นำครม.วางพวงมาลาสักการะร.5
นายกฯ"อภิสิทธิ์"นำครม.วางพวงมาลาถวายสักการะวันปิยะมหาราช" น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระจุลจอม เกล้า ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านอธิการบดีจุฬาฯ นำอาจารย์และนิสิต วางพวงมาลา ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล
(23ต.ค.) เวลา 06.50 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะรัฐนตรี อาทิ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คม นาคม เป็นต้น ได้เดินทางไปวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยะมหาราช เนื่องในวันปิยะมหาราช โดยในการวางพวงมาลาในครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ได้วางในนามนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
จากนั้นเวลา 07.45 นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วยนายกรณ์ ได้ออกเดินทางจากสนามบินกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) โดยเครื่องบินฟอกซ์เกอร์ ของกองทัพบก ไปเป็นประธานการเปิดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 ที่รร.ดุสิตธานี หัวหิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า หน่วยงานรัฐและเอกชน นำพวงมาลาถวายราชสักการะ นอกจากนี้โรงเรียนต่างๆ นำวงโยธวา ทิตมาจัดแสดง อาทิ สภากาชาดไทย กระทรวงการคลัง มูลนิธิชัยพัฒนา โรงเรียนสายปัญญา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนพระตำหนัดสวนกุหลาบ โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว สำนักงานป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชมรมผุ้สูงอายุกรุงเทพมหานคร วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ วิทยาลัยในวังชาย ท่ามกลางสายฝนที่ตกมาตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา
ส่วนบรรยากาศที่จุฬาฯ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำอาจารย์ นิสิต และนิสิตเก่าจุฬาฯ ร่วมทำพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมง กุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล
ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่า ในวันที่ 23 ตุลาคมทุกปี ชาวจุฬาฯและชาวไทยทั่วประเทศ จะมีโอกาสร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ทั้งการประกาศเลิกทาส การก่อตั้งกรมรถไฟ ซึ่งกลายเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน หรือการก่อตั้งสถานศึกษาต่างๆ โดยจุฬาฯ เป็นหนึ่งในสถานศึกษาที่พระองค์ทรงก่อตั้งขึ้น
เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ นายโยธินศร์ สมุทรคีรีจ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ พร้อมข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หน่วยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา และพสกนิกรชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ทุกหมู่เหล่า ร่วมวางพวงมาลาดอกไม้สด เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ตุลาคม ต่อหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ณ ลานเอนกประสงค์ริมน้ำน่าน เทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ พร้อมนำกล่าวราชสดุดีถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ทั้ง การศึกษา การรถไฟและทรงเลิกทาส
จากนั้นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า อุตรดิตถ์ 1000 คน กราบถวายบังคมอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ลานเอนกประสงค์ริมน้ำน่าน ที่ตั้งอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ของอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2444 หรือ 108 ปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงเสด็จประพาสต้นทางชลมารตามลำน้ำน่าน เพื่อเยี่ยมพสกนิกรชาวบางโพธิ์ หรือ ชาวเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่าน จังหวัดอุตรดิตถ์จึงจัดสร้างพลับพลาประทับแรมที่บริเวณริมน้ำน่าน ข้างอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่อย่างสวยงาม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ ที่หน้าที่ว่าการอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี นายชายชาญ เอี่ยมเจริญ นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมหน่วยงานกองทัพเรือในพื้นที่อำเภอสัตหีบ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน กลุ่มพลังมวลชน ชมรม สมาคมต่าง ๆ 43 หน่วยงาน ตลอดจนประชาชนชาวอำเภอสัตหีบทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันถวายราชสักการะ นำพวงมาลาดอกไม้มาร่วมแสดงมุทิตาจิต สดุดี ต่อหน้าพระรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งราชจักรีวงศ์
เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่านที่มีต่อแผ่นดินสยาม และปวงชนชาวไทยทุกคน อีกทั้งพระองค์ทรงเป็นมหาราชผู้ทรงเลิกทาส เนื่องในวันปิยมหาราช ได้เวียนมาบรรจบ ซึ่งถือเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน
ซึ่งพระองค์ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ.2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ และทรงขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดีเดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ. 2411 รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ ตรงวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา
พระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่ง ที่ทำให้พระองค์ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช ” สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น ประเทศไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ
เพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทาสตลอดชีวิต พ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อๆ กันเรื่อยไป ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่นคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตราย รวมทั้งการเลิกทาสทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้
ต่อจากนั้น ก็ทรงปรับปรุงหน้าที่กรมต่างๆ ที่มีอยู่แต่เดิมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยรวมกรมต่างๆที่มีอยู่มากมายเวลานั้นเข้าเป็นกระ ทรวง 10 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กลาโหม กระทรวงวัง กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงโยธาธิการ กระทรวงธรรมการ และกรมศึกษาธิการ ตั้งขึ้นเป็นกระทรวงธรรมการมีหน้าที่ตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ฝึกหัดบุคคลให้เป็นครู สอนวิชาตามวิธีของชาวยุโรป เรียบเรียงตำราเรียน และตั้งโรงเรียนขึ้นทั่วราชอาณาจักร ด้วยพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ของพระองค์ ท่านที่ได้ทรงวางรางฐานไว้ ทำให้ประชาชนในสยาม ได้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข และเป็นเอกราชมาจนตราบทุกวันนี้



