ข่าว

เฉี่ยว จยย.ล้มกระบะตีนผีทับหัวซ้ำสาวดับคาหมวกกันน็อก

เฉี่ยว จยย.ล้มกระบะตีนผีทับหัวซ้ำสาวดับคาหมวกกันน็อก

17 ส.ค. 2561

กระบะตีนผีซิ่งแซงเฉี่ยว จยย.สาววัย 23 ปี ล้ม เหยียบคันเร่งล้อทับหัวซ้ำดับคาหมวกกันน็อกหลบหนี

 

               เมื่อเวลา 17.30 น. (16 ส.ค.)  ร.ต.อ.อรรถพล สายทองแก้ว รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งเหตุรถยนต์กระบะเฉี่ยวชนรถจักกรยานยนต์และเหยียบซ้ำ มีผู้เสียชีวิตคาที่ จำนวน 1 ราย บริเวณถนนเจิมปัญญา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ตรงข้ามที่ทำการไปรษณีย์ตรัง (เขตเทศบาลนครตรัง) จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยตำรวจจราจร ตำรวจสายตรวจ แพทย์เวร รพ.ศูนย์ตรัง และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง

 

 

 

               ที่เกิดเหตุการสัญจรทั้งสองช่องทางติดขัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในชั่วโมงเร่งด่วนหลังเลิกงาน พบชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่ บนถนนพบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อภายหลัง น.ส.สลินทิพย์ เปราะทอง อายุ 23 ปี บ้านเลขที่ 19/4 หมู่ 6 ต.นาท่ามใต้ อ.เมืองตรัง สภาพนอนหงายจมกองเลือดที่ปนอยู่กับมันสมอง บริเวณศีรษะมีหมวกกันน็อกสภาพแตกสวมติดอยู่ สวมเสื้อยืดสีเหลือง กระโปรงสีดำ รองเท้าคัทชู ข้างตัวพบกระเป๋าสะพาย 1 ใบ และกระดาษเอกสารจำนวนหนึ่งตกอยู่ ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 110 สีแดง-ดำ หมายเลขทะเบียนป้ายแดง 943 ตรัง ซึ่งเป็นของผู้เสียชีวิต ล้มตะแคงขวาอยู่บนถนน

               แพทย์ทำการชันสูตรพบว่ากะโหลกศีรษะแตก สะโพกหัก และมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย ก่อนจะนำร่างส่งไปชันสูตรอย่างละเอียดต่อที่ รพ.ศูนย์ตรัง ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร มีคนขับรถบรรทุก 10 ล้อ อีซูซุ ทะเบียน 70-0855 ตรัง ซึ่งเป็นรถคันที่ขับตามหลังมาและเป็นผู้เห็นเหตุการณ์จอดอยู่บริเวณกลางถนน เพื่อรอให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

               จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุซึ่งเป็นชั่วโมงเร่งด่วน บริเวณที่เกิดเหตุมีรถสัญจรเป็นอย่างมาก ผู้เสียชีวิตได้ขับขี่รถคันดังกล่าวมาทางเลนซ้าย และมีรถกระบะขับตามหลังมา พร้อมกับได้แซงทางด้านขวาของตัวรถ จยย. และเฉี่ยวชนจนรถของผู้เสียชีวิตล้มลง ก่อนที่ล้อของรถยนต์กระบะคันดังกล่าวจะเหยียบศีรษะและร่างของผู้เคราะห์ร้ายจนเสียชีวิตแล้วขับหลบหนีไป อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ เพื่อหาสาเหตุและตามจับตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป