
ถกค้าปลีก-นักธุรกิจรับกติกาใหม่ลงทุนไร้พรมแดน
ถกค้าปลีก-นักธุรกิจ เกี่ยวข้องมีหลายมุมมอง ยันต้องมีกฎหมายค้าปลีก ฟากประชาชนอยากให้คุมกำเนิดพื้นที่ค้าขายทั่วประเทศไม่เกิน 1 แสนตารางเมตร ฝ่ายค้าปลีกยังไม่จำเป็นเพราะมีกฎหมายผังเมืองรองรับอยู่แล้ว
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่โรงแรมชลอินเตอร์ อ.เมือง จ.ชลบุรี นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์เปิดการสัมมนา " พระราชบัญญัติค้าปลีก กับกติกาการอยู่ร่วมกันในยุคทุนไร้พรมแดน " ซึ่งในการสัมมนาในครั้งนี้ได้มีประชาชนในพื้นที่ จ.ชลบุรี เข้าร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็นประมาณ 400 คน
นายวิเชียร ตั้งธรรมสถิตย์ นายกสมาคมคุ้มครองการทำกินของคนไทยกล่าวเปิดประเด็นว่า ตนกำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนทั่วประเทศประมาณ 2 หมื่นคน เพื่อสนับสนุนพระราชบัญญัติค้าปลีกซึ่งร่างโดยสมาคมฯ โดยยึดหลักรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 และส่งไปคู่กับร่างของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีการพิจารณาร่วมกัน หาข้อดีข้อเสียแล้วกำหนดเป็นพระราชบัญญัติออกมา
สำหรับร่างของสมาคมฯจะเน้นในเรื่องของการกำหนดของผู้ประกอบการค้าปลีก รวมพื้นที่ทั่วประเทศไม่ควรเกิน 1 แสนตารางเมตร อยากให้มีกรอบกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ เพราะไม่เช่นนั้นร้านโชห่วยจะอยู่ไม่ได้ หรือการผู้ประกอบการรายใดมีพื้นที่เกิน 1 แสนตารางเมตร ก็จะมีบทเฉพาะกาลกำหนดไว้จะต้องลดลงเหลือภายในพื้นที่ที่กำหนดภายใน 3 ปี ในส่วนของการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลพระราชบัญญัติค้าปลีก อยากให้เป็นคนกลางมาดูแลจริงๆ เพื่อจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในการตั้งห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ควรจะสอบถามคนในท้องถิ่นด้วยว่ามีความต้องการหรือไม่
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมค้าปลีกไทยกล่าวว่า พระราชบัญญัติค้าปลีกที่จะประกาศใช้ เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น เพราะมีกฎหมายผังเมืองประกาศใช้อยู่แล้ว ที่สำคัญพระราชบัญญัติค้าปลีกที่ออกมานี้จะเน้นควบคุมในเรื่องของโมเดิร์นเทรด แต่ไม่ได้มีการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย หรือขนาดกลาง หากมองตัวตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยปี 2533 ค้าปลีกค้าส่งมีมูลค่าประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาท แต่ในปี 2552 มีการเติบโตมีมูลค่าสูงถึง 1.389 ล้านล้านบาท อัตราการขยายตัวถึง 8.21 แสนล้านบาท เห็นว่าผู้ค้าปลีกไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
นายกวีพจน์ วรยิ่งยง เลขานุการสมาคมตลาดสดไทย กล่าวว่า พระราชบัญญัติค้าปลีกไม่ควรมาบังคับใช้กับตลาดสด เพราะส่งเสริมให้มีจุดขายอยู่แล้ว และยังเป็นการส่งเสริมการค้าการขายอีกด้วย ส่วนกรณีที่กล่าวกันว่าผู้ค้าปลีกรายย่อยไม่ได้รับผลกระทบนั้น ในข้อเท็จจริงจะพบว่าร้านค้าปลีกรายย่อยหรือโชห่วยลดลงในเขตชุมชนดั้งเดิม แต่ไปขยายเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ ตนอยากจะให้ชุมชนดั้งเดิมอยู่ได้
"อยากให้โมเดิร์นเทรดมีการกำหนดพื้นที่ในการก่อสร้างให้ชัดเจน รวมทั้งเวลาในการปิด-เปิด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนในท้องถิ่น โดยเฉพาะการพิจารณาของคณะกรรมการควรกำหนดหน้าที่และบทบาทให้ชัดเจน เพื่อการทำงาน และควรให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมโดยการประชาพิจารณ์ก่อนที่จะมีการก่อสร้างโมเดิร์นเทรด"
นายเสน่ห์ สมศรี รองประธานชมรมผู้ประกอบการค้าอาหาร จ.ชลบุรี กล่าวว่า การที่มีโมเดิร์นเทรดเข้ามาในประเทศไทยต้องเข้าใจว่า รายได้จะต้องกลับไปสู่บริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ อยากพิจารณาให้ดีจะพบว่ายังมีร้านค้าอีกมากมายที่เกิดขึ้นมาแต่ดั้งเดิม ควรจะเลือกซื้อจากร้านค้านั้นๆ ที่สำคัญอยากให้มีตลาดนัดเยอะๆ ห้างสรรพสินค้าใหญ่ก็จะอยู่ไม่ได้ ส่วนการที่โมเดิร์นเทรดเกิดขึ้นใหม่ อยากให้มีการประชาพิจารณ์สอบถามความคิดเห็นของประชาชนว่าจะเอาหรือไม่



