ข่าว

ธปท.เตือนนักลงทุนรับมือเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

ธปท.เตือนนักลงทุนรับมือเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

22 ต.ค. 2552

ผู้ว่าการ ธปท.เตือนนักลงทุนรับมือเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย ตัวเลขบวกระวังการเมืองวุ่นเศรษฐกิจโลกป่วน จับตา ไทยเข้มแข็ง งบใช้จริงไม่ใช่แผนใช้งบกระดาษ หากเป็นไปตามแผนมั่นใจเศรษฐกิจไทยฟื้น

 เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 22 ตุลาคม 2552 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ ได้จัดสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อ “ รับมือเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ยุคหลังวิกฤติ ” ที่โรงแรมอมรินทร์ ลากูน จ.พิษณุโลก โดยมีนักธุรกิจ นักวิชาการ ส่วนราชการและประชาชนที่สนใจเข้าร่วมรับฟังกว่า 500 คน โดยมี ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ มองเศรษฐกิจไทยปี 53” โดยมี ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมเสวนาหัวข้อ “ รับมือเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ยุคหลังวิกฤต ”

 ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย กล่าวถึงเศรษฐกิจไทย ในปี 2553 ว่า หากมองเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงไตรมาสต่อไตรมาสในปีนี้ ถือว่าเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 แต่หากมองเทียบช่วงไตรมาสเดียวกันของปี 2551 ที่ผ่านมา จะเห็นว่าตัวเลขยังติดลบ แต่คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเป็นบวก ยาวไปถึงไตรมาสแรกของปี 2553 ในช่วงปี 2552 นี้ ถือว่าเราผ่านวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ถือว่าหนักที่สุด หลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ประกอบการปรับตัวมากที่สุดแล้ว ต่อแต่นี้ไปเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยเราจะค่อย ๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จะมี 2 ประเด็น คือ เศรษฐกิจโลก กับปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้เศรษฐกิจไทยเราดีขึ้นจริง หรือจะแย่ลงอีก

 โครงการไทยเข้มแข็งที่รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจระยะยาวนั้น ยังต้องติดตามอีก 2 เรื่อง คือ 1 เงินออกไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์จริง ๆ ถ้านำไปใช้จริงจะเกิดประสิทธิภาพ 2 การใช้จ่ายรวดเร็วหรือไม่ ถ้าเป็นการตั้งงบในกระดาษ ไม่ดำเนินการใด ๆ ก็ลำบาก แต่ถ้ารัฐบาลทำจริง จะช่วยขยายฐานภาษีของเรามากขึ้น เงินภาษีจะกลับมาชดใช้หนี้เงินกู้ที่เรากู้มาได้ ทั้งนี้ของให้ประชาชนช่วยกันจับตาดู เพื่อให้โครงการไทยเข้มแข็งเป็นไปตามแผนที่วางไว้จริง

 นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากให้นักลงทุนหันมามองเศรษฐกิจชุมชน ที่สามารถมาต่อยอดส่งออกขายต่างประเทศ อาทิ สปา เครื่องสำอาง น้ำหอมไทยสามารถส่งไปขายต่างประเทศได้ดี การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ณ วันนี้ต้องพึ่งเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  เพราะถ้ามีการพื้นตัวเศรษฐกิจชุมชนรากหญ้า จะเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างแท้จริง

 นอกจากนี้อยากฝากให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง อย่าระงับการปล่อยเงินกู้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอี ผมมองว่าธุรกิจนี้ยังขับเคลื่อนไปได้ หากสถาบันระงับการปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจเอสเอ็มอีตาย สถาบันการเงินจะตายตามไปด้วยแน่ ฉะนั้น เศรษฐกิจชุมชนแข็งแกร่ง บูรณาการออกมาใช้แล้วสร้างตลาดจะเป็นโอกาสของไทยในอนาคต

 ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เนื่องจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจมาเร็วกว่าที่คาด จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติดีขึ้น มองว่า GDP ไตรมาส 3 หดตัว 3.8 % และในไตรมาส 4 จะขยายตัวประมาณ 0.8 % โดยคาดว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวประมาณ 3.7 % โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการผลิตและส่งออกเป็นหลัก อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2552 อยู่ที่ 0.3 % ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย -0.8% คาดว่าปีหน้า จะสูงกว่าปีนี้อยู่ที่ระดับ 0.9% และ 2.3 % ตามลำดับ สิ่งที่น่าจับตามองว่าการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง คดีมาบตาพุด ยังคงเป็นปัจจัยลบที่สำคัญและอาจมีผลต่อการลงทุนมากกว่าที่คาด ต้องจับตามองตลอดเวลา

     แม้โครงการไทยเข้มแข็งนับเป็นโอกาส ไม่มองงบปีนี้หรือปีหน้า สิ่งที่ควรดูคืองบโดยรวม งบที่อยู่ในงบประมาณปี 2551-2552 โต 15 % น้อยกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปีที่ผ่านมา เพราะงบนอกงบประมาณไปทดแทนงบที่หายไปงบลงทุน 4 แสนกว่าล้านบาท ถึงปีนี้งบลงทุนลดลงไป 2 แสนล้านบาทหายไปครึ่งหนึ่ง