ข่าว

ปปช.ตั้ง“ วิชัย”ปธ.คณะทำงานร่วม"อสส."คดีสลายม็อบ

ปปช.ตั้ง“ วิชัย”ปธ.คณะทำงานร่วม"อสส."คดีสลายม็อบ

22 ต.ค. 2552

ป.ป.ช.ตั้ง “ วิชัย ” เป็นปธ.คณะทำงานร่วม ป.ป.ช.-อสส.คดีสลายม็อบ ยันทำสำนวนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เพราะยึดตามหลักของศาลที่มีเกณฑ์การทำงานสูงกว่าอัยการ

 
 (22ต.ค.)   เมื่อเวลา 13.20 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติมอบหมายให้ตนเป็นประธานคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.กับอัยการสูงสุด (อสส.) หลัง อสส.ตีกลับสำนวนคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดยให้มีการพิจารณาสำนวนเพิ่มเติม โดยคณะทำงานร่วมจะประกอบด้วยตัวแทนจาก อสส. 5 คน และ ป.ป.ช. อีก 5 คน โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มประชุมนัดแรกได้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนเรื่องระยะเวลาในการทำงานนั้น ยังไม่มีการกำหนด เนื่องจากต้องหารือในที่ประชุมคณะทำงานร่วมก่อน เพราะในสำนวนคดีที่ป.ป.ช.สรุป ส่งไปนั้น ทาง อสส.ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความรับผิดชอบ และอำนาจในการสั่งการของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีความรุนแรงสมควรแก่เหตุหรือไม่ และกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการกระทำที่ขัดต่อข้อกำหมายหรือไม่ จึงให้สอบพยานเพิ่มเติมอีกกว่า 100 ปาก โดยส่วนใหญ่เป็นฝ่ายตำรวจ

 นายวิชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ส่วนตัวในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบทำสำนวนคดีดังกล่าวร่วมกับนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. มั่นใจว่าสำนวนคดีที่ ป.ป.ช.สรุปไปนั้นมีความชัดเจนเพียงพอแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติม แต่ก็ต้องมีการหารือในที่ประชุมคณะทำงานร่วมก่อน โดยอาจจะขอให้มีการปรับลดจำนวนพยานที่จะต้องสอบเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามเอว่าแม้สำนวนคดีจะถูกอสส.ตีกลับ แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อการเอาผิดทางวินัยกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ส่วนพยานฝ่ายตำรวจอีกกว่า 100 ปากที่ อสส.ให้สอบเพิ่มเติมนั้น ตนคิดว่าจะยังได้รับความร่วมมือจากตำรวจในการเข้าให้ข้อมูลเป็นอย่างดี ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ในจำนวนพยานอีก 100 ปากนั้น มีบางส่วนที่ ป.ป.ช.ยังไม่เคยเรียกมาให้ข้อมูล เนื่องจากเห็นว่าข้อมูลที่ได้สอบสวนพยานในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องนั้นมีความชัดเจนเพียงพอแล้ว อีกทั้งถ้าถึงที่สุดแล้ว ป.ป.ช.จะต้องส่งเรื่องฟ้องต่อศาลเอง ก็จะไม่มีปัญหา เพราะป.ป.ช.มั่นใจในสำนวนคดีที่ได้สรุปไป และมีความพร้อมในเรื่องพยาน หลักฐานอย่างเต็มที่ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้รู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะหากต้องยื่นฟ้องต่อศาลเองก็เป็นเรื่องดีที่จะได้มีการปฏิรูปฝ่ายการฟ้องคดีใหม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าแม้จะเกิดกรณีการตีกลับสำนวนคดีครั้งนี้ก็ไม่ทำให้เกิดปัญหาในการทำงานระหว่าง ป.ป.ช.และ อสส. เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง

 “ ที่ผมบอกว่า ป.ป.ช.ทำสำนวนคดีนี้ครบถ้วนแล้ว เพราะว่าทั้งผมและนายวิชาก็มาจากศาล จึงได้ทำงานโดยยึดตามหลักของศาล ที่มีความเข้มงวดมากกว่าการทำงานของอัยการ และเกณฑ์ การทำงานของศาลก็สูงกว่า เพราะต้องสามารถพิสูจน์และยืนยันได้ว่าบุคคลดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริง แต่ในส่วนของอัยการจะมองเรื่องเหตุผลว่าเพียงพอที่จะยื่นฟ้องคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วข้อสรุปจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการหารือในที่ประชุมของคณะทำงานร่วมก่อน ” นายวิชัย กล่าว