ข่าว

ฟ้องล้มละลายเป้าอดีตมือกลองคาราบาว

ฟ้องล้มละลายเป้าอดีตมือกลองคาราบาว

22 ต.ค. 2552

อดีตมือกลองวงเพื่อชีวิตดัง "เป้า คาราบาว" นั่งรถเข็นขึ้นศาล หลังแบงก์กรุงเทพ ฟ้องล้มละลาย ค้างหนี้ค่าบ้าน 2.7 ล้าน ตั้งแต่ปี 2547 ไกล่เกลี่ยไม่ได้นัดใหม่ 10 พฤษภาคม 2553 เจ้าตัวพ้อป่วยไม่มีรายได้

 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 1 ศาลล้มละลายกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ศาลนัดพร้อมคู่ความ คดีหมายเลขดำที่ ล.12722/2552 ที่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดยนายอมร จันทรสมบูรณ์ กรรมการผู้มีอำนาจ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.อ.อำนาจ ลูกจันทร์ หรือ เป้า คาราบาว อดีตมือกลองวงดนตรีเพื่อชีวิต “คาราบาว” และนางพึงพิศ ลูกจันทร์ ภรรยา เป็นจำเลยที่ 1-2 เรื่องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

 โดยวันนี้ จ.อ.อำนาจ เดินทางมาศาลโดยนั่งรถเข็น มีเฝือกอ่อนดามที่ลำคอ เนื่องจากผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อน ซึ่งนางพึงพิศ ภรรยา เดินทางมาด้วย ทั้งนี้เมื่อเริ่มพิจารณาคดี ศาลเห็นว่าทั้งสองฝ่าย ยังสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้ จึงมีคำสั่งเลื่อนนัดพร้อมคู่ความออกไปเป็นวันที่ 10 พฤษภาคม 2553

 หลังเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี จ.อ.อำนาจ กล่าวว่า หนี้สินที่เกิดขึ้นมาจากการกู้ยืมมาเพื่อซื้อบ้าน แต่เมื่อทำธุรกิจร้านอาหารขาดทุนจึงไม่มีเงินมาชำระคืน ตนไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ดังนั้นเมื่อธนาคารนำบ้านไปขายทอดตลาดแล้วนำเงินไปชำระหนี้ที่ค้างไว้ ก็เข้าใจว่าเรื่องจะจบ แต่ปรากฏว่ายังมีหนี้สินค้างอยู่ และเมื่อรวมกับดอกเบี้ยจึงกลายเป็นเงินจำนวนมากขึ้น

 อดีตมือกลองวงคาราบาว กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันสภาพร่างกายตนไม่เหมือนอดีต ต้องผ่าตัดหมอนรองกระดูกเคลื่อน และต้องขยายเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ (บอลลูนหัวใจ) มาแล้ว 3 เส้น และทำกายภาพบำบัดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

 "ทุกวันนี้ผมไม่มีรายได้ เนื่องจากไม่สามารถสอนตีกลองได้อีก ขณะที่เพื่อนวงการเพลงเพื่อชีวิต ที่มาเยี่ยมก็บอกว่าจะช่วยจัดคอนเสิร์ตหารายได้มาช่วยเหลือ แต่ติดตรงที่แต่ละวงต่างมีความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน จึงเป็นอุปสรรคที่ไม่สามารถร่วมกันจัดงานได้" จ.อ.อำนาจกล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 ศาลแพ่งมีคำพิพากษา ให้จำเลยชดใช้เงิน 2,221,397 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของเงินต้น 1,668,959.64 บาท นับจากวันที่ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2544 หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่ดินโฉนดที่บึงกุ่ม กทม.

 ทั้งนี้ จำเลยไม่อุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์จำนองโฉนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547 ได้เงิน 1,660,000 บาท และนำเงินมาจ่ายแก่โจทก์ แต่ยังค้างชำระอีก 1,401,492.38 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 2,758,013.62 บาท