
ช็อป อย่างชาญฉลาด กันพลาดในภาวะศก.ขาลง
"ช็อปปิ้ง" กิจกรรมบันเทิงยอดฮิตติดลมบนของคนทุกชนชั้นและทุกเพศทุกวัย เพราะไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา หรือเครียด การ "ช็อป" เป็นกิจกรรมผ่อนคลายอย่างแรกสุดที่ถูกนึกถึงเสมอ
ทว่า ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ ครั้นจะเอาแต่ "ช็อปแหลก" โดยไม่สนใจก็ดูจะกระไรอยู่ อย่ากระนั้นเลย "คม ชัด ลึก" จึงพาเหรดเหล่าไฮโซมาแย้มให้ฟังว่าคนมีกะตังค์อย่างพวกเขาเหล่านั้นจะมีหลักการช็อปอย่างไรกันบ้าง
เริ่มที่ขาช็อปรุ่นเล็ก อย่างไฮโซสาว "มิ้งค์" ณัฎฐิ์ประภา ชุณหะวัณ ที่บอกว่า ตัวเองเป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการช็อปปิ้ง แต่ก็จะระมัดระวังไม่ให้บ่อยเกินไป และทุกครั้งก่อนออกไปช็อปปิ้งจะสำรวจสิ่งที่ตนเองต้องการเป็นอันดับแรก แล้วจึงจะมุ่งหน้าไปซื้อแต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ เท่านั้น ส่วนหลักการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าแต่ละอย่างนั้น จะเน้นประโยชน์การใช้สอยเป็นอันดับ 1 และรองลงมาคือความสมเหตุสมผลของสินค้าแต่ละชนิดกับราคา
"อยากฝากไปถึงสาวกนักช็อปทุกคนว่า ควรคิดและวางแผนในการเลือกซื้อสินค้า ไม่ใช่คิดแต่จะช็อปปิ้งสะบั้นหั่นแหลกจนมองไม่เห็นคุณค่าของเงิน อีกอย่างอย่าเอาแต่ซื้อของตามแฟชั่นจนลืมมองไปว่าเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ ดังนั้น ก่อนซื้อของควรมุ่งไปที่คุณประโยชน์และการใช้สอยจะดีกว่า"
ต่อด้วยเวิร์กกิ้ง วูเมนสาวคนเก่ง "น้ำผึ้ง" จารุวรรณ โชติเวทัญ เจ้าของคาถา "เศรษฐกิจพอเพียง มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก ไม่อย่างนั้นก็อาจถึงกับหมดตัวได้” เล่าว่า แม้ก่อนหน้านี้ในช่วงวัยรุ่นเธอเป็นนักช็อปตัวยง เมื่อใดที่เห็นของถูกใจหากไม่ขัดกับเงินในกระเป๋าเป็นต้องรีบซื้อทันที แต่เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมาย บวกกับช่วงนี้ที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงขาลง จึงเกิดความคิดที่จะประหยัด และมีแบบแผนในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น เช่น ในแต่ละเดือนแบ่งเงินไว้ช็อป 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ส่งผลให้ทุกวันนี้ห่างหายจากการช็อปกระจายไป
ส่วนการเลือกซื้อแต่ละครั้ง สาวน้ำผึ้ง บอกว่าเธอยอมจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อสินค้าแบรนด์เนม เพราะคิดว่ามีคุณภาพดีและสามารถใช้งานได้นานสมราคา แต่ก็ไม่ลืมมองข้ามเรื่องความเหมาะสมทั้งด้านราคา และบุคลิกตนเอง ที่สำคัญจะยึดตามความชอบของตัวเองเป็นหลักมากกว่าเชื่อเสียงเชียร์
เช่นเดียวกับเจ้าแม่เครื่องสำอางรุ่นใหญ่ รุจิตร สุธนะเสรีพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ แห่งซิสเล่ย์ ประเทศไทย และเจ้าของหลักการช็อปที่ว่า "หลีกเลี่ยงการใช้จ่ายที่ทำให้เป็นทุกข์ แต่เมื่อคุณมีงบประมาณในการใช้ ก็ขอให้ใช้อย่างมีความสุข" เป็นอีกคนที่ยอมรับว่าตามใจตนเองในเรื่องช็อปปิ้งเสมอ เนื่องจากในเวลาปกติไม่ค่อยมีเวลา ดังนั้น เมื่อมีโอกาสไปช็อปแต่ละครั้ง ก็ชอบที่จะเลือกซื้อของที่อยากได้มาให้ครบไปเลยในครั้งเดียว ทำให้ดูเหมือนว่าใช้จ่ายมาก แต่ความจริงแล้วไม่ได้มากมายขนาดนั้น
"ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนี้มีผลต่อการช็อปปิ้ง มีผลกับจิตใจมากกว่า จากที่เคยควักกระเป๋าซื้อโดยไม่ได้คิดมาก แต่ทุกวันนี้เวลาจะซื้อของที่เกินความจำเป็น ก็จะรู้สึกผิดเล็กน้อย ทำให้เราพยายามพิถีพิถันในการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ที่สุดแล้วเรื่องของความพึงพอใจ ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญอันดับแรกในการช็อปปิ้งอยู่ แต่ก็จะเลือกอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น" รุจิตร กล่าว
ฟังหลักการช็อปจากฝั่งสาวๆ ไปแล้ว ลองมาฟังฟากหนุ่มๆ ดูบ้างว่าเขาเหล่านี้ยึดหลักอย่างไรกันบ้าง ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณา นิตยสาร Aday ซึ่งออกตัวว่าเป็นคนไม่ค่อยช็อปปิ้ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อของก็จะชอบจ่ายของหนักๆ หรือไม่ก็ตัดปัญหาด้วยการไม่ซื้อไปเลย และถึงจะเป็นไฮโซนามสกุลดัง แต่ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังต้องมีการวางแผนการใช้จ่าย โดยมีการแบ่งเงินเดือนออกเป็นสัดส่วน ส่วนหนึ่งอาจจะเก็บไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายภายในบ้าน หรือแบ่งไว้เป็นเงินเก็บ และมีบ้างที่เก็บไว้เพื่อใช้จ่ายอะไรก็ได้ตามแต่ความพอใจ และถึงแม้จะบอกว่าไม่ใช่ขาช็อป แถมยังไม่ยึดติดกับยี่ห้อใดๆ แต่กระนั้นก็ยังมีร้านขายสินค้าดีไซน์เก๋ไก๋ สวยงาม แต่แฝงไว้ซึ่งความเรียบง่าย สัญชาติญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งหนุ่มไฮโซผู้นี้ยอมรับว่าเดินผ่านไม่ได้ เป็นต้องได้เสียเงินทุกครั้งไป
ขณะที่ผู้มีลัทธิสุขนิยมเป็นที่ตั้งอย่าง "หมู" พลพัฒน์ อัศวประภา เจ้าของแบรนด์ Asava บอกอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่เคยวางแผนการช็อปปิ้ง” แต่ก็อาจจะมีการคิดคำนวณคร่าวๆ ในใจบ้าง เพื่อไม่ให้เกินกำลังการซื้อของตัวเอง และของทุกชิ้นต้องเป็นของคุณภาพดี เหมาะกับตัวเอง และที่สำคัญต้องใช้ได้นาน ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าแพงไป แต่เจ้าตัวกลับมองว่าคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างทุกวันนี้ จะส่งผลต่ออารมณ์อันสุนทรีย์ในการช็อปแหลกของเขาหดหายไปบ้าง ในทางกลับกันหนุ่มนักช็อปมองว่า ใครก็ตามหากพอจะมีกำลังทรัพย์อยู่ก็ควรออกมาใช้เงินบ้าง ไม่ว่าจะกินข้าวหรือจะซื้อของ เพราะถ้าไม่มีผู้ซื้อธุรกิจอีกหลายตัวก็จะอยู่ไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกันแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือประเทศ ช่วยเศรษฐกิจชาติอีกด้วย
เศรษฐกิจไม่น่าไว้ใจขนาดไฮโซคนมีกะตังค์เป็นกระบุงยังต้องสะดุงคิด เพราะไม่อยากเสี่ยงกับภาวะเงินๆ ทองๆ เป็นพิษ ส่วนคนรวยนิดรวยน้อยหากยังมัวแต่ “ช็อปแหลก” “ช็อปกระจาย” แบบไร้สมองช่วยกลั่นกรองอยู่ล่ะก็...มองเห็นหายนะอยู่แค่เอื้อม คอนเฟิร์ม!!



