ข่าว

เรือนชานบ้านเมือง-การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการกลับไปสู่ “ราก” (2)

เรือนชานบ้านเมือง-การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ด้วยการกลับไปสู่ “ราก” (2)

23 ต.ค. 2552

ผมเป็นคนโชคดี ที่พอจะรู้จักมักคุ้นกับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองหลายท่าน รวมทั้งพรรคพวกเพื่อนพ้องที่เป็นตัวจริงเสียงจริงกระจายตัวอยู่ในวงการต่างๆ ทำให้ผมได้รับรู้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่มีความชัดเจน อีกทั้งยังได้รับทราบถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังเบื้องลึกของเหต

ที่เกิดขึ้นจริง สารภาพตามตรงครับว่าจากข้อมูลต่างๆ ที่ผมได้รับยิ่งทำให้ผมยังไม่วางใจเอาเสียทีเดียวกับ “เหตุ” ต่างๆ ที่กำลังรุมล้อมสังคมไทย ต้องยอมรับนะครับว่า “ธรรมใดเกิดแก่เหตุ ธรรมนั้นตถาคตได้ตรัสไว้”  ซึ่งหมายความว่าทุกอย่างล้วนแล้วแต่ “เป็นเหตุเป็นผล” ซึ่งกันและกัน ดังคนโบราณกล่าวไว้ว่า “ไม่มีไฟ ก็ไม่มีควัน” ดังนั้น หากสามารถหา “เหตุ” ที่แท้จริงให้พบ ถ้าจิตใจไม่เอนเอียงว่ากันไปตามเนื้อผ้า ก็จะคาดเดา  “ผล” ที่กำลังจะตามมาได้ไม่ยากครับ 

จากการที่ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์เศรษฐกิจตกต่ำ “ต้มยำกุ้งดีซีส” ในยุคที่ พ่อใหญ่จิ๋ว เป็นนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2540 ในขณะที่เศรษฐกิจตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน ภาคอุตสาหกรรมต่างขาดทุน ล้มละลาย ภาคบริการมีปัญหาแรงงานนับแสนถูกปลดออกจากงาน ฯลฯ แม้แต่รัฐบาลเองก็แทบเอาตัวไม่รอด ไม่มีทางเลือกครับ ในยุคนั้นคนไทยจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ที่จะพึ่งตัวเองกลับสู่การผลิตใน ภาคเกษตรกรรม ครับ เพราะเรายังพอมีพื้นที่ดินอุดมสมบูรณ์เหลืออยู่ ยังพอมีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์เหลืออยู่ ทำให้เราประคับประคองตัวให้อยู่รอดปลอดภัยผ่าวิกฤติไปได้เฉียดฉิว แบบไม่ร่ำรวยเงินทองข้าวของเครื่องใช้แบบใครๆ แต่กลับร่ำรวยความสุขสงบ ที่สมถะ เรียบง่าย พอเพียง สมควรแก่อัตภาพแบบไทยๆ 

ในช่วงของวิกฤติการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำและสังคมไทยที่ไม่ “รู้รักสามัคคี” ถูกปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก เป็นผลให้เกิดการแข่ง “กีฬาสี” ดังเช่นปัจจุบัน ก็คงไม่มีทางเลือกมากนักหรอกครับ สังคมไทยคงต้องเตรียมตัวเตรียมใจกลับคืนไปสู่ “ราก”  อันเป็น “ทุนทางสังคม” ดั้งเดิมซึ่งเป็น “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่ปู่ย่าได้สร้างสมให้รุ่นลูกหลาน ซึ่งเป็น “ของดี มีอยู่” ที่มีทั้ง “คุณค่าและมูลค่า”  มีทั้ง “ประโยชน์และความสุข”  อีกทั้งยังต้องน้อมนำเอาแนวคิดในเรื่อง “ความพอเพียง” มาเตือนสติแบบรู้เท่าทันใน “เหตุ” อยู่ตลอดเวลา อย่าไปหวังลมๆ แล้งๆ กับ “โครงการไทยเข้มแข็ง” ที่ยังไม่รู้ว่าจะแข็งจริงหรือไม่ และจากข้อมูลต่างๆ ที่ผมได้รับยังอดเป็นห่วงท่าน โอบามาร์ค ว่าจะสามารถประคองรัฐนาวาชุดนี้ให้อยู่รอดปลอดภัยถึงฝั่งได้หรือไม่ หากท่านไม่ทำการยกเครื่องผ่าตัดครั้งใหญ่ เห็นทีจะอยู่ต่อได้อีกไม่นานครับ 
 
นอกจากนั้น ควรจะมี การวางแผนที่จะนำเอาทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและมูลค่าที่สุด คือ “ที่ดิน” ทั้งภาครัฐ ที่ทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า และ “ที่ดิน” อันรกร้างว่างเปล่าของภาคเอกชนนับล้านๆ ไร่ ที่มีเพียงคนร่ำรวยล้นฟ้า (กินใช้กันเจ็ดชั่วโคตรยังไม่หมดเพียงไม่กี่ตระกูล) ได้กักตุนเก็งกำไรกันเอาไว้ นำมาก่อให้เกิดประโยชน์แก่คนหมู่มาก (ที่ไร้ซึ่งที่ดินทำกิน) อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของผลผลิตมวลรวมของประเทศชาติ โดยการนำผืนดินที่ไม่ได้ทำประโยชน์เหล่านี้นำมาทำกิจกรรมทางการเกษตร ใช้จุดแข็งของ “วัฒนธรรมการเกษตร” แปลงวิกฤติให้พลิกฟื้นขึ้นเป็นโอกาสทำให้ประเทศของเรากลายเป็น “ครัวโลก” ให้ได้ ก็ขอวิงวอนให้บรรดาอภิมหาเศรษฐี ผู้รากมากดีที่มีอำนาจวาสนาทั้งภาครัฐและเอกชน ฝากคิดฝากทำด้วยครับ    

หากสามารถยูเทิร์นเดินย้อนศรกลับสู่ “ราก” ที่แท้ของสังคมไทยได้เช่นนี้  ในสถานะที่วิกฤติสุดๆ ในทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ดังเช่นที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ก็ยังพอเห็นแสงสว่างริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์อันเป็นความหวังอยู่บ้าง ที่ทำให้ผมเชื่อว่าสังคมไทยก็น่าจะมีโอกาสพลิกฟื้นกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้งหนึ่งครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์