ข่าว

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

07 ส.ค. 2561

เขื่อนแก่งกระจานน้ำล้นสปิลเวย์ ใช้เรือผลักดันน้ำ 20 ลำ เร่งระบายลงทะเล เบี่ยงน้ำก่อนเข้าเขื่อนเพชรบุรีช่วยลดผลกระทบ คาดน้ำท่วมสูง 50 ซม. รัฐระดมป้องเมืองเพชร

     คืบหน้าศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติเรื่องสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี ฉบับที่ 1/2561 ด้วยมีฝนตกหนักต่อเนื่องในลุ่มน้ำเพชรบุรีบริเวณเหนือเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ส่งผลให้มีน้ำไหลหลากเข้าเขื่อนอย่างรวดเร็ว มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับยังมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณน้ำล้นทางระบายน้ำล้นของเขื่อนลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีและส่งผลกระทบตั้งแต่วันที่ 6-7 สิงหาคม ในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีตั้งแต่ท้ายเขื่อนแก่งกระจานจนถึงเขื่อนเพชรบุรี ประกอบด้วย 5 อำเภอ ได้แก่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่าลาด อ.ท่ายาง อ.เมืองเพชรบุรี และอ.บ้านแหลม โดยระดับน้ำจะสูงกว่าตลิ่งประมาณ 10–15 เซนติเมตร ดังนั้นจึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมเผชิญเหตุและแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรีให้เตรียมรับสถานการณ์และเฝ้าระวังระดับน้ำแม่น้ำเพชรบุรีพร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงและเคลื่อนย้ายเด็กเล็ก คนชรา และผู้ป่วย ออกจากพื้นที่นั้น

      ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สำนักงานชลประทานที่ 14 รายงานการบริหารจัดการน้ำ เมื่อเวลา 06.00 น. ระบุว่าเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำ 708.183 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุอ่างทั้งหมด 710 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 99.74 % มีน้ำไหลลงในอ่างประมาณ 17 ล้านลบ.ม. เปิดระบายน้ำ 120.47 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือวันละ 10.4086 ล้านลบ.ม. สำหรับเขื่อนเพชรบุรีซึ่งรับน้ำโดยตรงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นและได้เปิดระบายน้ำลงแม่น้ำเพชรบุรี 127.51 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือวันละ 11.0168 ล้านลบ.ม. เปิดน้ำเข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่ 4 สาย รวม 39.17 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งสิ้น 166.68 ลบ.ม. และยังไม่มีชุมชนใดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยแม่น้ำเพชรบุรีในเขตเมืองสามารถรับน้ำได้ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งยังมีพื้นที่รับน้ำเหลืออยู่แต่หากเขื่อนแก่งกระจานเพิ่มการระบายน้ำมากกว่า 200 ลบ.ม.ต่อวินาทีเมื่อใด เขื่อนเพชรบุรีก็จะต้องเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนมากขึ้นตามไปด้วย 

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

     นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ เปิดเผยภายหลังประชุมว่า จากนี้เริ่มนับถอยหลังซึ่งน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานล้นสปิลเวย์แล้ว 1 เซนติเมตร โดยลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีในอัตรา 200-250 ลบ.ม. โดยน้ำจะไหลเข้าท้ายแม่น้ำเพชรบุรีลงแก่งกระจาน หลังจากนั้นจะไหลเข้าสู่พื้นที่ อ.บ้านลาด อ.ท่ายาง และอ.บ้านแหลม และภายในเย็นวันที่ 7 สิงหาคม จะเข้าตัวเมืองเพชรบุรี ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่ง 20-30 ซม.และเพิ่มสูงขึ้นราว 50-70 ซม.ไม่ต่างจากปี 2560 มากนัก ทั้งนี้คาดการณ์ว่าหากมีฝนตกน้ำจะล้นสปิลเวย์ 250-300 ลบ.ม.ต่อวินาที แต่ไม่ล้นสันเขื่อน เพราะช่องห่างระหว่างสปิลเวย์กับสันเขื่อน 7 เมตร โดยนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเขื่อนแก่งกระจานวันที่ 8 สิงหาคม เพื่อติดตามการวางแผนรับมือระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน ให้เกิดผลกระต่อประชาชนน้อยที่สุด

      ทั้งนี้คาดการณ์ไว้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้จะท่วมน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารมีการเสริมคันกั้นน้ำในพื้นที่เปราะบางเรียบร้อยแล้วโดยจะมีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 62,800 ไร่ และมีบ้านเรือนได้รับผลกระทบประมาณ 968 ครัวเรือน

หน่วงไว้ได้12ชม.-ติดธงเหลือง

     ด้านนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า น้ำในเขื่อนแก่งกระจานขณะนี้สูงถึงอาคารระบายน้ำล้นแล้ว ซึ่งในแม่น้ำเพชรบุรียังมีเขื่อนเพชรบุรีที่กั้นลำน้ำไว้ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหน่วงชะลอการไหลให้ช้าลงและระบายไปในปริมาตรที่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนน้อยที่สุดขอให้ประชาชนอย่าตระหนกและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดรวมถึงติดตามฟังคำเตือนต่างๆ อีกทั้งในพื้นที่ยังติดธงเป็นสัญลักษณ์เตือนถึงระดับของสถานการณ์ซึ่งขณะนี้เป็นธงสีเหลืองคืออยู่ในสถานการณ์เฝ้าระวัง 

     สำหรับการบริหารจัดการน้ำเขื่อนแก่งกระจานได้ผลเป็นที่น่าพอใจสามารถยืดระยะเวลาได้เกือบ 12 ชม. ก่อนที่น้ำในอ่างจะเพิ่มระดับจนถึงอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (สปิลเวย์) ช่องทางการพร่องน้ำทำโดยการระบายผ่านประตูระบายน้ำของเขื่อนการระบายโดยกาลักน้ำและเครื่องสูบน้ำระบบไฮโดรลิกกำลังสูงที่ปากแม่น้ำเพชรบุรีที่จะออกสู่ทะเล ทั้งนี้การที่ชะลอน้ำไว้ได้เป็นผลให้ยืดระยะเวลาที่น้ำในแม่น้ำเพชรบุรีจะล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและระยะเวลาที่น้ำจะไหลเข้าไปท่วมตัวเมืองเพชรบุรี ประชาชนสามารถขนย้ายข้าวของขึ้นสู่ที่สูงได้ทัน เกษตรกรย้ายปศุสัตว์และสัตว์น้ำจากพื้นที่ก่อนน้ำท่วม

ใช้เรือผลักดันน้ำ20ลำลงทะเล

     สำหรับการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาสาธารณภัยรับมือสถานการณ์น้ำในเพชรบุรีนั้น ทุกเหล่าทัพได้ระดมสรรพกำลัง พร้อมยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลือ ล่าสุดกองทัพบกกำชับให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 1 มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 15 (มทบ.15) พร้อมกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 1 จัดกำลังพล 300 นาย เข้าร่วมสนับสนุน รวมถึงแบ่งกำลังพลไปร่วมสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจชุมชน นอกจากนี้ยังจัดส่งรถบรรทุกทหาร 15 คัน เรือท้องแบน 6 ลำ พร้อมชุดครัวสนาม ชุดแพทย์เคลื่อนที่ และกระสอบทราย 8,000 ใบ เข้าพื้นที่ด้วย

     ขณะที่กองทัพเรือได้ลำเลียงเรือผลักดันน้ำจำนวน 20 ลำ พร้อมกำลังพล 70 นาย ติดตั้งบริเวณปลายแม่น้ำเพชรบุรีเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเรียบร้อยแล้ว ฟากกองทัพอากาศได้สั่งการให้กองบิน 5 จ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดชุดเคลื่อนที่เร็วร่วมประเมินสถานการณ์และประสานการปฏิบัติกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมกำลังพล 30 นาย และยุทโธปกรณ์ อาทิ รถบรรทุก เรือท้องแบนและเครื่องสูบน้ำโดยพร้อมปฏิบัติทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ

เบี่ยงน้ำก่อนเข้าเขื่อนเพชรบุรี

     บ่ายวันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้ลงพื้นที่เพชรบุรีโดยประชุมที่เขื่อนแก่งกระจานรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ก่อนไปเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อติดตามระดับน้ำพร้อมขึ้นเฮลิคอปเตอร์ตรวจสภาพพื้นที่แม่น้ำเพชรบุรี คันกั้นน้ำเพชรบุรี การติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ และพบปะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่ปฏิบัติงานเพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนกรณีประสบภัย

     พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อนเซินติญและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในห้วงที่ผ่านมาทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่เทือกเขาตะนาวศรีซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน กรมชลประทานได้คาดการณ์น้ำที่ไหลผ่านสปิลเวย์สูงสุดที่ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที หรือ 8.64 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ โดยมีระดับน้ำสูงขึ้นจากสันสปิลเวย์ประมาณ 0.5-0.6 เมตร ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม เป็นต้นไป คาดว่าจะมีน้ำจากการระบายของเขื่อนประมาณ 210 ลบ.ม.ต่อวินาที และหากมีฝนตกในพื้นที่แม่น้ำเพชรบุรีจะมีปริมาณน้ำ 230-250 ลบ.ม.ต่อวินาที คาดว่าจะทำให้แม่น้ำเพชรบุรีมีปริมาณน้ำผ่านสูงสุดในวันที่ 12 สิงหาคม ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำ ได้แก่ 1.หน่วงน้ำ ตัดน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งซ้าย ฝั่งขวา รวม 55 ลบ.ม.ต่อวินาที และผันเข้าคลองระบาย D9 ในอัตรา 35 ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งสองส่วนตัดน้ำก่อนถึงเขื่อนเพชรบุรีได้ 90 ลบ.ม.ต่อวินาที

     2.ระบายน้ำผ่านเขื่อนเพชรบุรีในอัตรา 140-160 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยแม่น้ำเพชรบุรีมีการพร่องน้ำเตรียมไว้แล้ว ประกอบกับการเสริมคันกั้นน้ำ จะไหลผ่านหนองหญ้าปล้อง ท่ายาง บ้านลาด โดยไม่มีผลกระทบ และจะไหลผ่านเมืองเพชรบุรี ซึ่งมีความกว้างของแม่น้ำเพชรบุรีไม่มากทำให้มีระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งพื้นที่ชุมชน 0.2-0.3 เมตร สำหรับมาตรการเตรียมการช่วยเหลือ คือติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยงที่อาจจะมีน้ำเอ่อเข้าท่วมชุมชนจำนวน 30 เครื่อง ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อเร่งระบายน้ำในจุดที่ระบายน้ำได้ช้า จำนวน 44 เครื่อง เตรียมยานพาหนะ เครื่องจักรกล เช่น รถโกยตัก จำนวน 7 คัน ประจำในพื้นที่เพื่อขุดเปิดทางน้ำ

     พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ใน 3-4 วันนี้ หากมีปริมาณน้ำเข้ามามากอีกจะมีการปรับแผนระบายน้ำเพิ่มเติม แต่หากไม่มีน้ำเพิ่มเติมการดูแลประชาชนก็จะอยู่ในระยะเวลาอันสั้น ขณะเดียวกันปภ.และทางจังหวัด ได้เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชนไว้เรียบร้อยแล้ว ได้สั่งให้ชี้แจงประชาชนให้มากขึ้นถึงการระบายน้ำเพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวป้องกัน พร้อมกันนี้ผู้ว่าฯ เพชรบุรี ร่วมกับทหารและเจ้าหน้าที่ได้เตรียมกระสอบทรายให้ประชาชนในจุดที่อาจจะได้รับผลกระทบ ส่วนด้านปลายน้ำที่จะออกอ่าวไทยมีการเตรียมเครื่องมือในการผลักดันน้ำออกให้เร็วที่สุด และจากที่ลงพื้นที่ดูวันนี้ตั้งแต่เขื่อนแก่งกระจานจนถึงตัวเมือง ขณะนี้ยังไม่มีจุดใดที่น้ำล้นตลิ่งอาจมีเพียงแพที่อยู่ในน้ำยกสูงขึ้นเท่านั้น และเชื่อว่าการทำงานบูรณาการครั้งนี้จะลดผลกระทบจากน้ำท่วมและการระบายน้ำได้ดี

     “ปริมาณสูงสุดที่จะออกจากเขื่อนแก่งกระจานอยู่ที่ 240-250 ลบ.ม.ต่อวินาที น้ำที่ลงสู่เขื่อนเพชรบุรีจะเหลือ 14-160 ลบ.ม.ต่อวินาที จะลดผลกระทบได้พอสมควร และได้รับรายงานว่าหากสามารถระบายน้ำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ปริมาณน้ำที่จะเข้าถึงตัวเมือง 50 ซม. แต่พื้นที่ลุ่มต่ำปริมาณอาจสูงขึ้นแต่ไม่สูงขึ้นเป็นเมตรอย่างที่มีข่าว” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวและว่า ถ้าไม่มีสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมจากเทือกเขาตะนาวศรี น้ำท่วมจะไม่เกินสองอาทิตย์

แม่โขงดีขึ้นแต่มีน้ำจากจีน-ลาว

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

     นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวถึงสถานการณ์แม่น้ำโขงว่า ได้รับรายงานว่าเริ่มดีขึ้นในจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม ระดับน้ำก็เริ่มลดลง แต่พื้นที่ลุ่มต่ำที่ริมน้ำโขงอาจจะมีปัญหาอยู่โดยผลจากพายุที่ผ่านมาไปลงที่ประเทศจีนและสปป.ลาวทำให้จะมีน้ำไหลลงแม่น้ำโขงอีกแต่ทราบว่าสถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อย ส่วนสถานการณ์ที่เขื่อนน้ำอูนที่มีน้ำเกินนั้นรู้ว่าตอนนี้เริ่มมีปริมาณน้ำลงนิดหน่อยโดยสั่งให้เจ้าหน้าที่ติดตามตลอดวัน

     เมื่อถามว่าสถานการณ์น้ำในขณะนี้ถือว่าเอาอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า อาจจะใช้คำนี้ไม่ค่อยดี แต่ก็พยายามดูแลอย่างเต็มที่ ซึ่งเรามีศูนย์น้ำอัจฉริยะคอยติดตามตลอด 24 ชม. ถ้าพบว่ามีเหตุการณ์พื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงก็จะรายงานให้ตนทราบ เมื่อถามอีกว่า เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงยังพร่องน้ำออกจากเขื่อนไม่ได้ พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราได้พร่องน้ำล่วงหน้าเป็นเดือนแล้ว แต่อย่างกรณีของเขื่อนแก่งกระจาน น้ำไหลเข้ามาวันเดียวกว่า 120 ล้านลบ.ม. เกินขีดปกติ ในส่วนที่ชาวบ้านวิจารณ์การทำงานเรื่องการระบายน้ำนั้นจริงๆ แล้วการระบายนี้มีหลักเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำ (Rule Curve) ซึ่งเป็นเกณฑ์ป้องกันน้ำแล้งและน้ำท่วม โดยช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เขื่อนทุกแห่งในประเทศอยู่ในระดับมาตรฐานหมด ถ้าระบายน้ำเกินก็อาจจะเจอปัญหาภัยแล้ง แต่กลายเป็นว่าในช่วงที่ผ่านมาน้ำเข้ามาเยอะมากซึ่งเมื่อเกิดววิกฤติวันนี้แล้วเราก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากันไป

“บิ๊กตู่”ลงเมืองเพชรดูแผนรับมือ

     เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 8 สิงหาคม ว่าวันนี้ขั้นตอนได้ให้ส่วนราชการลงพื้นที่ไปก่อน ไม่ใช่นายกฯ ไปก่อน จะไปให้วุ่นวายทำไม ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูเรื่องการบริหารจัดหารน้ำโดยมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงไปดูในพื้นที่ จากนั้นตนถึงจะลงไปดู ทั้งนี้ลงไปดูเพื่อให้ทราบว่าจะต้องเสริมอะไรให้เขาตอนนี้คาดว่าสถานการณ์น้ำเรายังรับมือได้ แต่ไม่อยากจะบอกว่าต้องร้อยเปอร์เซ็นต์หรือร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ ถ้าฝนตกมากกว่าเกณฑ์ก็ต้องเตรียมการแก้ปัญหา จะแก้กันอย่างไร และจากการตรวจสอบเขื่อนขณะนี้ก็ยังแข็งแรงอยู่ และในวันหน้าถ้าปริมาณน้ำมากกว่านี้หรือใช้เวลานานกว่านี้จะปลอดภัยหรือไม่ ก็ต้องไปว่ากันอีกที

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

     “ฉะนั้นสิ่งที่วันนี้อยากจะขอร้องคือขอให้สื่ออย่าทำให้ประชาชนตื่นตระหนก บางทีก็วิพากษ์วิจารณ์นำไปพูดจนภาคประชาชนตื่นไปหมด สิ่งที่เราควรจะช่วยกันในวันนี้ควรจะศึกษามาตรการของทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเตรียมการอะไรไว้บ้าง ต้องสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนให้ทุกคนร่วมมือตรงไหนที่เป็นพื้นที่ความเสี่ยงต้องมีการเก็บข้าวของย้ายสัตว์เลี้ยงหรือไม่ หรือต้องอพยพไปอยู่กับเพื่อนกับญาติ สื่อต้องแนะนำแบบนี้ไม่ใช่บอกแต่เพียงว่าสถานการณ์น้ำขยายไปอำเภอนั้น อำเภอนี้ น้ำจะท่วม สื่อแนะนำอะไรไปบ้าง ข้าราชการ รัฐบาล พูดปากเปล่ากับสื่อทุกวัน แต่เรื่องเหล่านี้ไม่ได้รับการขยาย แล้วจะเกิดอะไร ก็ตายเจ็บเหมือนเดิม สรุปว่าไม่ช่วยอะไรกันเลย เหมือนเดิมว่ากันข้างเดียว เดี๋ยวเขื่อนจะพังประชาชนจะเดือดร้อน ผมถามว่าวันนี้รัฐบาลทำอะไรหรือเปล่า หรืออยู่เฉยๆ” นายกฯ กล่าวด้วยอารมณ์หงุดหงิด

     มีรายงานว่าจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่านอกจากพล.อ.ประยุทธ์ ลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี ในวันที่ 8 สิงหาคม เพื่อติดตามสถานการณ์พร้อมเยี่ยมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจึงได้เลื่อนกำหนดการเดิมที่จะลงพื้นที่ดูสภาพน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ในวันที่ 8 สิงหาคม ออกไปก่อน และหลังจากติดตามสถานการณ์น้ำ จ.เพชรบุรี นายกฯ วางแผนที่จะลงพื้นที่ จ.นครพนม มุกดาหาร และบึงกาฬ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำซึ่งตอนนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น ประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ผบ.ทบ.ระดมพล-ยุทโธปกรณ์

     วันเดียวกัน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ​​สถานการณ์น้ำที่เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่มีการเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนและปริมาณน้ำเริ่มล้นทางระบายน้ำล้น (สปิลเวย์) ในวันนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำโดยรอบแม่น้ำเพชรบุรีใน 24 ชม. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบมีการประสานงานและวางมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนไว้แล้ว รวมทั้งการแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนที่จะได้รับผลกระทบใน จ.เพชรบุรี ก็ทำให้มีเวลาเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ร่วมกับภาครัฐ ทั้งนี้ในส่วนของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก ได้ส่งกำลังพล 450 นาย จากมณฑลทหารบกที่ 15 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และกองร้อยฝึกรบพิเศษที่ 1 พร้อมรถยนต์บรรทุก 30 คัน เรือท้องแบน 8 ลำ กระสอบทราย ชุดซ่อมรถ ชุดครัวสนามเคลื่อนที่ และชุดแพทย์สนามเคลื่อนที่ โดยขณะนี้กำลังทหารได้เข้าช่วยติดตั้งเครื่องระบายน้ำที่เขื่อนแก่งกระจานเพื่อลดปริมาณน้ำในเขื่อน การช่วยขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงให้ประชาชนบริเวณริมแม่น้ำเพชรบุรี การเสริมความแข็งแรงของแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำล้นตลิ่ง และประจำ ณ ศูนย์ช่วยเหลืออุทกภัยที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมช่วยประชาชนรับมือน้ำท่วมเพชรบุรี ตลอด 24 ชั่วโมง

     ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมยังคงมีอยู่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ผบ.ทบ.ได้ให้ติดตามสถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศ ทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนและจังหวัดในพื้นที่ริมแม่น้ำโขงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งโดยกำชับร่วมมือหน่วยงานช่วยเหลือประชาชนด้วย

เดินเครื่องเรือผลักดันน้ำ20ลำ

     ด้านพล.ต.สุรินทร์ นิลเหลือง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 15 ขึ้นร่วมกับโรงพยาบาลค่ายรามราชนิเวศน์ และกำลังพลทหารที่ผ่านมาฝึกมาโดยเฉพาะ รวมถึงยุทโธปกรณ์ต่างๆ อาทิ เรือท้องแบน รถเคลื่อนย้ายกำลังพล วิทยุสื่อสาร อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการรับมือหากเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

     ที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 13 (นพค.13) หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ต.วังจันทร์ อ.แก่งกระจาน พ.อ.วราวุธ สีดาพาลี ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ได้ตรวจสภาพความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของชุดบรรเทาสาธารณภัยหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ เพื่อเตรียมความพร้อมและการซักซ้อมแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่เพชรบุรี ซึ่งพัฒนาการเคลื่อนที่ 13 ได้แบ่งกำลังพลออกเป็น 3 ชุด ชุดละ 12 คน พร้อมรถยนต์ รถขุดตัก รถประปาสนาม รวม 10 คัน เตรียมพร้อมไว้ช่วยผู้ประสบภัยเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม นอกจากนี้ยังส่งรถแบ็กโฮจำนวน 2 ค้น เพื่อขุดลอกคลองชลประทานที่ชุมชนบ้านบึงหกระจับ หมู่ 2 ต.ท่าคอย เขตเทศบาลตำบลท่ายาง อ.ท่ายาง เพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวกเมื่อเกิดภาวะน้ำท่วม

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

     เวลา 16.00 น. พล.ต.สีหเดช ดีสนธิโชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเพชรบุรี ได้เตรียมเยี่ยมการผลักน้ำจากแม่น้ำบางตะบูนลงทะเลอ่าวบางตะบูนของกองทัพเรือ ที่ติดตั้งอยู่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางตะบูน หน้าวัดคุ้งตำหนัก ต.บางตะบูน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยได้เดินเครื่องเรือผลักดันน้ำมาตั้งแต่เวลา 14.00 น. พบว่าทั้ง 20 ลำที่ติดตั้งทำงานได้ตามปกติ และผลักดันน้ำลงทะเลได้วันละ 2 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะช่วยบรรเทาน้ำท่วมได้มาก

     มีรายงานแจ้งว่าจากสถานการณ์น้ำล้นเขื่อนดังกล่าวทำให้ขณะนี้รีสอร์ทหลายแห่งที่อยู่ติดริมแม่น้ำเพชรบุรีได้รับผลกระทบเรื่องนักท่องเที่ยวซึ่งมีการยกเลิกการจองที่พักไปเกินครึ่งแล้ว ทั้งนี้มวลน้ำที่ล้นคาดว่าจะถึงเขื่อนเพชรบุรีในเวลาประมาณ 22.00 น.คืนนี้ โดยผู้ที่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

2เขื่อนเมืองกาญจน์ระบายเพิ่ม

     วันเดียวกัน นายไววิทย์ แสงพานิชย์ ผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ (อขว.) อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เขื่อนวชิราลงกรณ มีความจุอ่าง 8,860 ล้านลบ.ม. โดยข้อมูลเวลา 07.00 น.วันนี้ มีปริมาณน้ำ 7,480 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 84% โดย กฟผ.เขื่อนวชิราลงกรณ ปรับแผนระบายน้ำวันที่ 6-12 สิงหาคม ระบายน้ำเฉลี่ย 43 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เนื่องจากฝนตกเหนือเขื่อนมากเพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำเพียงพอ ซึ่งยังรับน้ำได้อีก 1,380 ล้านลบ.ม. ซึ่งทางเขื่อนรับทราบปัญหาผลกระทบของประชาชนและผู้ประกอบการทางด้านท้ายน้ำและได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างมากกว่าวันละ 100 ล้านลบ.ม.อย่างต่อเนื่อง จึงต้องบริหารจัดการให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้โดยได้รายงานแผนการระบายน้ำให้กาญจนบุรีและราชบุรีทราบ

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

      ด้านนายประเสริฐ อินทับ ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ (อขศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ปริมาณน้ำ 15,407.53 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 86.83% โดยเมื่อวาน (5 ส.ค.) มีน้ำเข้า 50.47 ล้านลบ.ม. และได้ระบายน้ำออกตามแผนการระบายน้ำ 18.86 ล้านลบ.ม. ซึ่งตอนนี้ยังมีพื้นที่รับน้ำได้อีก 2,345.15 ล้านลบ.ม. จึงทำให้มั่นใจยังคงรองรับปริมาณน้ำได้อีก โดยไม่เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน รวมไปถึงความปลอดภัยของประชาชนชนด้านท้ายน้ำ

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา นายอธิสรรค์ อินทร์ตรา นายอำเภอท่าม่วง พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดกาญจนบุรี (มทบ.17) ประจำอำเภอท่าม่วง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าม่วง เข้าตรวจสภาพน้ำบริเวณเขื่อนแม่กลอง รวมทั้งพื้นที่ริมแม่น้ำแม่กลองที่อยู่ในเขตพื้นที่ อ.ท่าม่วง โดยพบมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยสภาพโดยรวมทั่วไปเป็นปกติและยังรองรับปริมาณน้ำได้อีกเป็นจำนวนมาก

พ่อเมืองแจ้งปชช.ขนของขึ้นที่สูง

     นายอธิสรรค์ เปิดเผยว่า ได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดไปถึงนายกเทศมนตรีและนายกองค์การบริหารส่วนตําบลในพื้นที่ อ.ท่าม่วง กรณีมีการสร้างกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ว่าเขื่อนในพื้นที่กาญจนบุรีไม่สามารถรองรับน้ำได้ ดังนั้นจึงขอความร่วมมือช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงและให้ติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาพร้อมเตรียมความพร้อมตลอดเวลา

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

     ขณะเดียวกัน นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี มีหนังสือด่วนถึงทุกหน่วยงานกรณีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ ประกอบด้วย อ.ศรีสวัสดิ์ อ.ทองผาภูมิ อ.ไทรโยค อ.เมืองกาญจนบุรี อ.ท่าม่วง และอ.ท่ามะกา ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกหนักอาจทำให้เกิดอุทกภัยน้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันจึงให้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ติดตามข้อมูลสภาพอากาศ สภาพน้ำท่า การเสริมแนวคันกั้นน้ำ เก็บเอกสารทรัพย์สินสิ่งของไว้ในสถานที่ปลอดภัยหรือขึ้นที่สูง และหน่วยงานเกี่ยวข้องบูรณาการทำงานเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ด้วย

หยุดเดินเรือข้ามฟากมุกดาหาร

     ส่วนสถานการณ์ระดับแม่น้ำโขง พ.ต.ท.อุดร ชาวแขก สว.ตม.มุกดาหาร เปิดเผยว่า พ.ต.อ.โกเมน สุภาพ ผกก.ตม.มุกดาหาร ได้รับหนังสือขอความร่วมมือจากสปป.ลาว ขอให้หยุดเดินเรือโดยสารข้ามฟากระหว่างมุกดาหาร–แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว เนื่องจากน้ำในแม่น้ำโขงมีระดับสูงและไหลเชี่ยว เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารเรือข้ามฟาก ฉะนั้นจึงมีประกาศให้หยุดการเดินเรือไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงจะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงปัจจุบันอยู่ที่ 12.83 เมตร ซึ่งเกินระดับวิกฤติ 33 เซนติเมตร ซึ่งระดับวิกฤติอยู่ที่ 12.50 เมตร จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่จะเดินทางเข้าออก ระหว่างมุกดาหาร–แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ให้เปลี่ยนไปใช้รถโดยสารสารระหว่างประเทศแทน หากมีการเปลี่ยนแปลงทางตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร จะแจ้งให้ทราบต่อไป

น้ำโขงด้านนครพนมลดลงบ้าง

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโครงการชลประทานนครพนม ได้รายงานระดับน้ำในแม่น้ำโขงของสถานีตรวจวัดชุมชนหนองแสง เขตเทศบาลเมืองนครพนม เมื่อเวลา 09.00 น. ระดับน้ำอยู่ที่ 12.34 เมตรต่ำกว่าระดับตลิ่ง 66 ซม. ลดจากวานนี้ (5ส.ค.) ถึง 13 ซม. ถือเป็นแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี หากน้ำโขงลดปริมาณลงจะทำให้ลำน้ำสาขาระบายน้ำลงแม่น้ำโขงได้สะดวกขึ้นปัญหาน้ำท่วมขังก็จะเบาบางลง

      ส่วนจุดวัดแม่น้ำสงคราม ต.หาดแพง อ.ศรีสงคราม วัดได้ 13.85 เมตร โดยระดับวิกฤติอยู่ที่ 12.50 เมตร ปริมาณสูงกว่าระดับวิกฤติถึง 1.35 เมตร ถือว่าสูงกว่าปี 2560 ขณะเดียวกันชลประทานนครพนมได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 2 จุด จุดละ 4 เครื่อง คือประตูน้ำอูน อ.ศรีสงคราม และประตูน้ำห้วยบังกอ ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม 

ด้าน อ.บ้านแพง มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและถนนบริเวณบ้านนาเลียง ต.นางัว ทางเข้าวัดถ้ำคิ้วซึ่งเป็นวัดของหลวงลุงกันหา พระเกจิอาจารย์สายธรรมยุตชื่อดัง ขณะที่บ้านดอนแพง หมู่ 7 เขตเทศบาลตำบลบ้านแพง น้ำยังท่วมขังบ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำโขง ส่วนบริเวณท่าเทียบเรือการท่องเที่ยว ริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม แม้น้ำจะลดปริมาณลงแล้วแต่ยังเป็นอุปสรรคในการขนส่งสินค้าบริเวณโป๊ะเรือ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ อ.เรณูนคร บริเวณลำห้วยแคน พื้นที่รอยต่อกับ ต.หนองย่างชิ้น น้ำลดลงเล็กน้อย ด้านลำน้ำบัง ต.ท่าลาด รอยต่อระหว่างบ้านปากบัง หมู่ 2 ต.พิมาน อ.นาแก มีปริมาณน้ำลดลงมากขณะที่บ้านเรือนราษฎรที่อยู่ติดลำน้ำก่ำ เช่น ต.นาขาม หมู่ 3 บ้านดอนขาว หมู่ 5 บ้านนางามใต้ และหมู่ 6 บ้านยอดโพธิ์ น้ำยังคงท่วมไร่นาและบ้านเรือนระดับน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

หนองคายลดต่อเนื่องระบายได้

เขื่อนแก่งกระจานน้ำเต็มเร่งระบาย-ระดมป้องเพชรบุรี

     ด้านสถานการณ์น้ำโขงที่ จ.หนองคาย ระดับน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 12.00 น. ระดับน้ำวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย วัดได้ 10.27 เมตร ลดลงจากวานนี้ 54 ซม. อยู่ต่ำกว่าตลิ่ง 1.93 เมตร ซึ่งเทศบาลเมืองหนองคายได้เปิดประตูระบายน้ำแล้วเนื่องจากน้ำโขงลดลงต่ำกว่าปากท่อระบายน้ำในเขตเมือง ส่วนลำน้ำสาขา อาทิ ลำห้วยโมงและลำห้วยหลวงที่มีประตูระบายน้ำก็ยังคงต้องปิดประตูทั้งหมดแล้วระดมใช้เครื่องสูบน้ำลงแม่น้ำโขง โดยเฉพาะโครงการห้วยหลวง อ.โพนพิสัย ที่เป็นลำห้วยที่ไหลมาจากอุดรธานียังคงปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 บาน เนื่องจากน้ำโขงยังสูงกว่าน้ำลำห้วยหลวง และได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มจากเดิม 7 เครื่อง เป็น 14 เครื่องเพื่อเตรียมพร่องน้ำในลำห้วยได้รวดเร็วขึ้น

     อย่างไรก็ตามพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น บ้านอยู่ดีมีสุข รอยต่อกับบ้านนาตาล ต.จุมพล อ.โพนพิสัย ได้รับความเสียหายจากน้ำในลำน้ำสาขาไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตร สวนปาล์มของชาวบ้านถูกน้ำท่วมขังสูงประมาณ 1.5 เมตร พื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่ ต้องรอให้น้ำสาขาลดลงจึงจะสามารถระบายน้ำตามธรรมชาติได้เอง

ฉบับ นสพ.คมชัดลึก