ข่าว

รัฐเร่งเดินหน้าศูนย์"ไอทีซี"ทั่วไทย

รัฐเร่งเดินหน้าศูนย์"ไอทีซี"ทั่วไทย

05 ส.ค. 2561

รัฐเร่งเดินหน้าศูนย์"ไอทีซี"ทั่วไทย ยกระดับ"เอสเอ็มอี"สู่ความเป็นเลิศ

 

       จากความสำเร็จในการเปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม หรือ Industry Transformation Center : ITC ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวศูนย์ไปแล้วกว่า 23 แห่งทั่วประเทศ โดยจุดเริ่มต้นงานบริการไอทีซี  ส่วนกลาง ที่ศูนย์กล้วยน้ำไท กรุงเทพฯ ก่อนขยายงานบริการไปยังศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 11 แห่ง  รวมทั้งศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมเซรามิก จ.ลำปาง ที่นำรูปแบบจากศูนย์ไอซีทีส่วนกลางไปเป็นต้นแบบและปรับให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เพื่อให้บริการและสนับสนุนเอสเอ็มอีในระดับภูมิภาคอย่างครบวงจร 

รัฐเร่งเดินหน้าศูนย์"ไอทีซี"ทั่วไทย

       นอกจากนี้ยังมีการให้บริการในลักษณะศูนย์ย่อยที่นิคมอุตสาหกรรมอีก 10 แห่ง ที่มีการเชื่อมโยงกับสำนักอุตสาหกรรมจังหวัด ทำหน้าที่ให้แนะนำบริการเช่นเดียวกับศูนย์ไอซีทีรวมถึงรับเรื่องจากผู้มาขอใช้บริการและคัดกรองผู้ประกอบการเพื่อส่งต่อให้เครือข่ายศูนย์ไอซีทีภูมิภาคดูแลในเชิงลึกต่อไป เพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าถึงบริการ ทั้งด้านทักษะ องค์ประกอบทางวิชาการ และองค์ความรู้ขั้นสูง ได้เหมาะสมและตรงกับสินค้าและธุรกิจแต่ละประเภท

         “การทำงานของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม หรือไอซีที เป็นการปรับรูปแบบการทำงานของศูนย์อุตสาหกรรมระดับภาคเดิมให้เน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ของศูนย์ให้เป็นโรงงานต้นแบบและเป็นแหล่งทดลองสำหรับผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมให้เข้ามาสัมผัสเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำทางธุรกิจ การวิจัยเชิงพาณิชย์ การออกแบบและผลิต รวมทั้งด้านการเงิน ตลอดจนการบ่มเพาะผู้ประกอบการให้สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่การดำเนินธุรกิจและการพัฒนาสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถปรับตัวและพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ภายในสิ้นปี 2561 ทุกศูนย์ภาคจะต้องทำงานได้ตามเป้าหมายนี้”

           อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานเปิดศูนย์ไอทีซี จ.เชียงใหม่ ซึ่งดูผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ภาคเหนือ  หลังจากลงพื้นที่พบปะเครือข่ายภาคเอกชนและผู้ประกอบเอสเอ็มอีใน จ.เชียงใหม่ พบว่าในแต่ละพื้นที่มีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่แตกต่างกันไป สำหรับภาคเหนือผู้ประกอบการกว่า 300,000 ราย มีอุตสาหกรรมพื้นฐาน คือ เกษตรแปรรูป เกษตรอินทรีย์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยว และมีความต้องการเร่งด่วน คือ การพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งในส่วนของสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอีป้อนให้อุตสาหกรรมต่างๆ ให้ตรงจุด ดังนั้นเพื่อตอบโจทย์ในจุดนี้ก็จะมีการจัดให้เกิดกระบวนการคนสร้างคน โดยการสอนทักษะและองค์ความรู้ต่างๆ ให้บุคลากรพร้อมปฏิบัติงาน ทั้งนี้หลักสูตรจะมีความยืดหยุ่น ไม่มุ่งเน้นปริญญา แต่เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ เมื่อผู้ประกอบการมีชิ้นงานต้นแบบแล้วก็จะมีการช่วยเหลือในการทดลองผลิต และให้คำแนะนำว่าควรจะผลิตอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ เพื่อเป็นการทดลองตลาด

          สำหรับอุตสาหกรรมที่โดดเด่นของภาคเหนือที่กำลังมีการดำเนินการส่งเสริม คือ กาแฟ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้กาแฟเป็นสินค้าเด่น เป็นอัตลักษณ์ของภาพเหนือ โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ก่อนอื่นจึงได้จัดตั้งสถาบันกาแฟขึ้นเพื่อดูแลอุตสาหกรรมนี้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การผลิต การแปรรูป และการตลาด เพื่อพัฒนาให้เป็นแบรนด์กาแฟระดับโลกเกรดพรีเมียม อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ คือ สมุนไพร เป็นเรื่องที่รัฐบาลมีความชัดเจนในการให้การสนับสนุน เพื่อให้มีการใช้สมุนไพรสร้างสรรค์สินค้ามูลค่าสูง ซึ่งสิ่งที่ขาดแคลนและต้องการการสนับสนุน คือ กระบวนการสกัดวัตถุดิบเพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอาง จึงมีการหารือเพื่อสร้างโรงงานและงบประมาณในอนาคต 

         ทั้งนี้ทุกโครงการจะใช้ศูนย์ไอทีซีเป็นตัวเชื่อมโยง โดยให้มาใช้พื้นที่ของไอซีทีในการสร้างสรรค์ เช่น สถาบันกาแฟก็จะมาตั้งที่ศูนย์ไอซีที ซึ่งจะทำให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วเพราะเข้าถึงทั้งเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ทันสมัยและเพียบพร้อม นอกจากนั้นศูนย์ยังมีเป้าหมายที่จะเชื่อมโยงกลุ่ม Venture Capital ในประเทศไทยให้มาทำความรู้จักกับเอสเอ็มอีของไทย เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมที่น่าสนใจต่างๆ ของประเทศ ซึ่งการนำทั้งสองฝ่ายมาพบกันถือเป็นจุดเริ่มต้น แม้ยังไม่สนใจลงทุนแต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรู้จักการ Pitching นำเสนองานในกับกลุ่มวีซี ซึ่งเป็นการฝึกทักษะและประสบการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง และจากนี้ไปก็จะมีการพาวีซีลงพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้สำหรับทั้งสองฝ่าย 

         กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวเสริมว่า จากมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ขณะนี้กสอ.ได้เริ่มการให้บริการไปยังศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมส่วนภูมิภาคทั้ง 12 แห่งแล้ว โดยใช้โมเดลจากศูนย์ที่กรุงเทพฯ เป็นต้นแบบ ก่อนปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับศักยภาพของอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนในการพัฒนากระบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โดยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนา ส่งเสริม ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการให้ครอบคลุมทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ โอท็อป ผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้บริการพัฒนาสู่ไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป

 

รัฐเร่งเดินหน้าศูนย์"ไอทีซี"ทั่วไทย

        “ตัวอย่างธุรกิจที่ศูนย์ไอทีซีลำปางเข้าไปสนับสนุน อาทิ กระเบื้องศิลาดลของบริษัท เคอร่าไทล์ เซรามิก จำกัด แต่ที่น่าจะรู้จักกันดีคือแบรนด์ “ชามตราไก่” ของบริษัท ธนบดีเดคอร์ เซรามิค จำกัด ซึ่งนอกเหนือจากชามตราไก่แล้ว ธนบดียังเป็นผู้เริ่มต้นผลิตรูปลอกเซรามิกสีเคลือบแห่งแรกของภาคเหนือ ซึ่งเป็นการพัฒนาวิจัยร่วมมือกับไอทีซี ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จ.เชียงใหม่ และศูนย์ไอทีซี กลุ่มพัฒนาเซรามิกและวัสดุอุตสาหกรรม จ.ลำปาง ที่มีส่วนช่วยในทุกขั้นตอนตั้งแต่การทดสอบและวิเคราะห์วัตถุดิบ ให้คำแนะนำปรึกษาต่างๆ สนับสนุนสูตรน้ำเคลือบจากห้องสมุดเคลือบ ใช้บริการเครื่องจักรต่างๆ เพื่อการทดลอง จนพัฒนาเป็นสินค้านวัตกรรม อาทิ ผลิตภัณฑ์เซรามิกให้มีลวดลายนูนต่ำด้วยเทคนิคพ่นทราย จานรองแก้วดูดน้ำได้ จนสร้างชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิตเซรามิกของตกแต่งบ้านส่งออกไปยัง 73 ประเทศทั่วโลก”


 

ส่องเส้นทางสู่ความสำเร็จของ “เอสเอ็มอี”         

  “นอกจากชามตราไก่แล้ว บริษัทยังเพิ่มแบรนด์สินค้าให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยมีการติดตั้งเทคโนโลยีเกี่ยวกับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) ตลอดจนเชื่อมต่อเครือข่าย ‘Internet of Thing (IoT)’ เข้ากับเครื่องจักรกล Industrial automation เพื่อให้เป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเข้าไปขอคำปรึกษาและคำแนะนำจากศูนย์ไอซีที กลุ่มพัฒนาเซรามิกและวัสดุอุตสาหกรรม จ.ลำปาง อีกด้วย”  

     พนาสิน ธนบดีสกุล ศิลปินหนุ่มและกรรมการผู้จัดการ บริษัทธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด ทายาทรุ่นที่ 2 แห่งชามตราไก่ หนึ่งในผู้ประกอบการในพื้นที่ที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์ไอทีซี ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จ.เชียงใหม่ จนประสบความสำเร็จในการต่อยอดสินค้านวัตกรรมไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์  นอกจากนี้ยังมีมากมายหลากหลายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ อาทิ ผลิตภัณฑ์ผงกาแฟชงพร้อมดื่ม “เย็นใจ” ที่เข้ามาขอคำปรึกษาและขอทดลอง วิจัย และพัฒนาสูตร ตลอดจนใช้บริการเครื่องจักรภายในศูนย์แห่งนี้ อาทิ เครื่องสกัดด่วน เครื่องระเหยข้นชนิดฟิล์มบาง เครื่องทำผงอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dryer) จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ก่อนนำไปทดสอบการตลาด ผลิตภัณฑ์ผงหลินจือสกัด “สยามเห็ด” ที่นำเห็ดหลินจือตกเกรดมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างผงชงและแคปซูล

    เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ข้าวซอยกึ่งสำเร็จรูปพร้อมปรุง “ภรณ์เสวย” ของ อิทธิเชษฐ์ ศักดิ์ศิวณาถ เจ้าของร้านอาหารที่มีแนวคิดจะนำข้าวซอยกึ่งสำเร็จรูปส่งไปขายในจังหวัดต่างๆ จึงเข้ามาที่ศูนย์ไอทีซี จ.เชียงใหม่ เพื่อใช้บริการเครื่อง Spray Dryer, เครื่อง Freeze Dryer และเครื่องอบแห้งด้วยระบบลมร้อน โดยศูนย์เชียงใหม่ยังดำเนินการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย

   “ก่อนหน้านี้ผลิตภัณฑ์ของเรามีอยู่แล้ว แต่เรานำมาพัฒนาใหม่ โดยเฉพาะการรักษาคุณภาพด้านรสชาติและคงอัตลักษณ์ท้องถิ่นเอาไว้ ซึ่งศูนย์ไอซีทีก็เข้ามาให้ความช่วยเหลือตรงนี้ในการผสมผสานกลิ่นอายของศิลปะเครื่องเขินเข้ามาอยู่บนบรรจุภัณฑ์ และการคงความสดใหม่รสชาติให้คงเดิมมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ปัจจุบันผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการตอบรับดีจากชาวไทยและชาวต่างชาติ ตอนนี้เราได้รับการติดต่อไปจำหน่ายยังประเทศอังกฤษ” เจ้าของภรณ์เสวยกล่าว

   ไม่ต่างจากผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพอย่าง Nature Life Heath Care ของ จักรีพร ไชยกุล และรัฐพล มั่นมณี ที่ต้องการนำสมุนไพรไทยประเภทไพลมาพัฒนาเป็นสมุนไพรนั่งถ่านเพื่อบำบัดคุณแม่หลังคลอด โดยเมื่อแรกเริ่มเป็นการนำไอเดียเข้ามาปรึกษากับทางศูนย์ไอซีทีเชียงใหม่ จนในที่สุดสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ยังได้รับรางวัลจากงานประชุมวิชาการและการประกวดนวัตกรรมบัณฑิตศึกษาระดับชาติและนานาชาติอีกด้วย

   “โดยพื้นฐานเรามีความรู้เรื่องแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว แต่การนำไพลมาพัฒนาในรูปแบบถ่านเพื่อคุณแม่หลังคลอด ยังเป็นรูปแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราจึงเข้ามาปรึกษาที่ศูนย์เชียงใหม่ เพื่อศึกษาแนวโน้มความเป็นไปได้ในการผลิตให้ใช้งานง่ายขึ้น ซึ่งเราได้รับความช่วยเหลือทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งศูนย์ยังเป็นสื่อกลางประสานความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้เรายังพัฒนาไปยังผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นๆ เช่น สบู่ ถุงประคบ ถุงสมุนไพรสำหรับแช่เท้า เป็นต้น” จักรีพร เผยที่ของผลิตภัณฑ์

    เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งความสำเร็จของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ใช้บริการศูนย์ไอทีซีนั่นเอง