
กรมเจ้าท่ากู้ซากเรือฟินิกซ์
กรมเจ้าท่ากู้ซากเรือฟินิกซ์เตรียมฟ้องเรียกค่าดำเนินการกว่า 10 ล้านบาท
กรมเจ้าท่าเริ่มปฏิบัติการกู้ซากเรือฟินิกซ์หลังเจ้าของเรือบ่ายเบี่ยงคาดนำขึ้นฝั่งได้ปลายสัปดาห์นี้หากไม่มีปัญหาสภาพคลื่นลมแปรปรวน เตรียมฟ้องเรียกค่าดำเนินการกว่า 10 ล้านบาท
เวลา 10.30 น. (5ส.ค.61) นายจิรุตม์ วิศาลจิตรอธิบดีกรมเจ้าท่า พร้อมคณะได้ลงพื้นที่กลางทะเลภูเก็ตบริเวณจุดที่เรือฟินิกซ์อับปาง ระหว่างเกาะเฮกับเกาะราชา อ.เมืองภูเก็ต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิต จำนวน47ราย และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เพื่อติดตามความคืบหน้าปฏิบัติการกู้ซากเรือฟินิกซ์ดังกล่าว มาทำการตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการอับปาง หลังจากทางเจ้าของบริษัทไม่ดำเนินการ โดยมีผู้บริหาร บริษัท สปิทศ์เทค จำกัดซึ่งกรมเจ้าท่าได้ว่าจ้างให้เป็นผู้กู้เรือครั้งนี้คอยให้ข้อมูลและขั้นตอนการทำงานพบว่ามีเรือดำน้ำพร้อมด้วยนักดำน้ำเชี่ยวชาญน้ำลึกได้นำอุปกรณ์เป็นเชือกสลิงขนาดใหญ่ลงไปติดตั้งบริเวณตัวเรือ และอุปกรณ์อื่นๆเพื่อใช้สำหรับการดึงเรือขึ้นมา ตามแผนงานจะนำเรือดังกล่าวขึ้นจากน้ำภายในวันที่ 12 สิงหาคมนี้
นายจิรุตม์วิศาลจิตรอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวถึงแผนการกู้เรือฟินิกส์ ว่า หลังจากกรมเจ้าท่าได้ออกคำสั่งให้เจ้าของเรือฟินิกซ์ เป็นผู้จัดการกู้เรือลำดังกล่าวขึ้นภายในระยะเวลา 20 ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งไดมีการรับทราบคำสั่งตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยทางเจ้าของบริษัทฯได้แต่งตั้งผู้แทนให้มาชี้แจงกับกรมเจ้าท่าว่าไม่สามารถที่จะกู้เรือขึ้นมาได้โดยให้เหตุผลว่าบริเวณที่จมนั้นระดับน้ำลึกและไม่กีดขวางการเดินเรือ แต่จากการพิจารณาของกรมเจ้าท่ามองว่าจำเป็นจะต้องกู้เรือขึ้นมา เพราะเกรงว่าจะไปกีดขวางการเดินเรือในอนาคต และอาจจะเกิดมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรใต้ทะเล เนื่องจากจุดที่เรือจมนั้นห่างจากแนวปะการังไปเพียงประมาณ 100 เมตร ทำให้กรมเจ้าท่าต้องดำเนินการกู้ซากเรือดังกล่าวเอง โดยคาดว่าใช้งบประมาณในการดำเนินการจำนวน 10 ล้านบาทและจะไปฟ้องร้องเรียกค่าดำเนินการกับทางบริษัทฯ ต่อไป
"การกู้ซากเรือดังกล่าวได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ และนักประดาน้ำลึกที่มีความเชี่ยวชาญและมืออาชีพซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากในงานนี้ จำนวน 20 คน เนื่องจากเรือจมอยู่ในน้ำลึกถึง 45 เมตร และหากน้ำทะเลขึ้นสูงสุดถึง 52 เมตรซึ่งในการทำงานต้องใช้ความระมัดระวัง และต้องคำนึกถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานด้วย การทำงานที่ผ่านมาช่วงที่ยากที่สุดคือ การทำงานใต้น้ำ ทั้งการนำสายพานไปติดตั้งรอบลำเรือ การนำเหล็กไปดาม การติดตั้งอุปกรณ์สำหรับชักรอก ซึ่งส่วนนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 80-90%ซึ่งจากการลงไปปฏิบัติงานใต้น้ำพบว่ามีทราบเข้าไปอยู่ในลำเรือถึง 10%ขั้นตอนจากนี้จะมีการนำอุปกรณ์ลอยน้ำ ทั้งเครนขนาดใหญ่ซึ่งรองรับน้ำหนักได้ 200 ตัน ในการช่วยพยุงตัวเรือ,บอลลูนขนาดความจุประมาณ 10,000 ลิตร จำนวน 4 ลูกเอาลงไปในน้ำและเป่าลมเข้าไปเพื่อให้ดันตัวเรือขึ้นมาและใช้ตัวกว้านหรือรอกไฟฟ้าช่วยดึงเรือขึ้นมา ด้วย ซึ่งทั้งหมดจะต้องไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งไว้ใต้น้ำรอบลำเรือ เพื่อทำการดึงเรือขึ้นมา โดยจะต้องตั้งเรือให้ตรงก่อนจึงจะค่อยๆดึงเรือขึ้น คาดว่าสุดสัปดาห์นี้จะทำได้สำเร็จ และจะนำเรือไปขึ้นคานไว้ที่คานเรือรัตนชัย เพื่อตรวจสอบว่าเรือมีความสมบูรณ์ หรือไม่ อย่างไร โดยจะขึ้นคานไว้30วัน ที่ เพื่อตรวจสอบร่วมกัน ระหว่างกรมเจ้าท่าตำรวจเจ้าของคดีและผู้เชี่ยวชาญ
นายจิรุตม์ ยอมรับว่า สภาพอากาศถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญในปฏิบัติการใต้น้ำครั้งนี้โดยอาจจะเห็นว่าคลื่นผิวน้ำมีความแรงประมาณ 2-3 เมตร แต่ใต้น้ำจะมีความแรกมากกว่า และในช่วงวันแรกของการปฏิบัติงานมีนักประดาน้ำหลุดออกจากเชือกในจุดปฏิบัติงานลอยไปไกลประมาณ 1 ไมล์ทะเล แต่หากสภาพอากาศไม่เลวร้ายไปกว่านี้ก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ เพราะนักประดาน้ำจะทำงานได้รอบละ 20-25 นาที และทำงานได้วันละ 2 ครั้ง เพราะจะต้องมีการพักน้ำเพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อนักดำน้ำ
อย่างไรก็ตามนายจิรุตม์ กล่าวด้วยว่า ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ทั้งเรื่องสภาพอากาศในวันเกิดเหตุการเดินเรือออกจากฝั่ง เส้นทางการเดินเรือ สภาพลม สอบปากคำลูกเรือและผู้ที่รอดชีวิต ทราบว่าคลื่นลมค่อนข้างแรง คลื่นสูง 4-5 เมตร ประกอบกับระยะนี้ทะเลอันดามันเป็นลมตะวันตก ในขณะที่เรือมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือทำให้คลื่นและลมเข้าทางด้านข้างตัวเรือ จึงเป็นสาเหตุให้เรืออับปางได้
นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนของการตรวจสอบเรือในจังหวัดภูเก็ตที่มีประมาณ400ลำ ขณะนี้ทางกรมเจ้าท่าได้ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ตรวจสอบเรือขนาดใหญ่ ไปแล้วกว่า100ลำ ไม่ว่าจะเป็นเรือไดร์วิ่งและเรือบรรทุกผู้โดยสารขนาด100คนโดยพบข้อบกพร่องของเรือ 2 ลำ และได้สั่งให้หยุดเดินเรือเพื่อปรับปรุงโครงสร้างแล้วโดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรือขนาดเล็ก จากเดิมปกติจะมีการตรวจสอบเรือปีละ1ครั้ง แต่หากเจ้าของเรือไม่บำรุงดูแลรักษาให้ดีจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจในช่วงระหว่างปีด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้นซึ่งจะมีการนำแนวทางการบริหารจัดการท่าเรือของจังหวัดภูเก็ตเป็นต้นแบบ นำร่อง เป็นภูเก็ตโมเดลให้กับจังหวัดอื่นๆ ต่อไป



