เขื่อนแตก! "ลาว" อลหม่าน ศึกโซเชียลระอุเดือด
เขื่อนแตกที่ลาวว่าแรงแล้ว แต่ยิ่งกว่านี้ก็โซเชียลระอุ ทะลักล้นไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของรัฐบาลลาวนี่แหละ หนักหนา!!
ยามที่ สปป.ลาว เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ในสังคมลาวโกลาหลอลหม่านราวกับเขื่อนแตก ยิ่งยุคดิจิตอล สื่อสังคมโซเชียลลาวไม่ต่างจากไทย มีทั้งกระแสเสียงให้รวมใจเป็นหนึ่งเดียว กอบกู้วิกฤตเขื่อนแตก และมีทั้งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลลาว ทำงานล่าช้า ไม่ทันการณ์
รวมถึงประเด็นกู้ภัยและนักข่าวไทย ที่มีข่าวว่าทางการลาวคุมเข้ม มีการจัดระเบียบ แต่ก็มีคนลาวบางคนป่าวประกาศว่า รัฐบาลลาวไม่ต้องการให้อาสามัครกู้ภัยและนักข่าวจากเมืองไทย
ทุกวันนี้ สปป.ลาว มีประชากรทั้งสิ้น 6.4 ล้านคน และมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ล้านเลขหมาย โดยมีโครงข่ายให้บริการ 2 จี ครอบคลุม 85% ของประเทศ และมีโครงข่าย 3 จี และ 4 จี ครอบคลุมพื้นที่ 40% ของประเทศ
ทันทีที่เกิดเหตุ "เขื่อนดินย่อนแตก” น้ำทะลักท่วม 6 หมู่บ้าน ในเมืองสะหนามไช แขวงอัตตะปือ คนทั้งโลกก็ได้เห็นคลิปน้ำท่วมบ้านเรือน และภาพผู้คนหนีตายจ้าละหวั่น ภาพเหล่านี้ไม่ใช่ผลงานของนักข่าวสำนักไหน หากแต่ฝีมือชาวบ้านผู้ประสบภัยนั่นเอง
ชาวบ้านมีมือถือ มีสมาร์ทโฟน ได้ถ่ายคลิปหนีน้ำ ส่งไปให้ญาติพี่น้องยังต่างแขวง เพื่อบอกกล่าวเล่าเรื่องเขื่อนแตก เพราะหลายคนอาจยังไม่ทราบ
ภาพชุดแรกจากเมืองซะหนามไซที่โลกเห็น มาจากชาวบ้านถ่ายกันเอง
วิกฤตสะหนามไช ได้ส่งผลให้โซเชียลชาวลาวได้เกิดการปะทะกันทางความคิด ระหว่างกองหนุนรัฐ-พรรคประชาชนปฏิวัติลาว กับฝ่ายต่อต้าน ทั้งที่อยู่ในลาวและต่างประเทศ
ประเด็กหลักๆคือ กรณีอาสามัครกู้ภัยไทย จะเข้ามาช่วยเหลือคนลาว แต่ติดขัดระเบียบการเข้าเมือง ต้องไปรอที่หน้าด่าน ต.ม.วังเต่า ตรงข้ามข้ามด่าน ต.ม.ช่องเม็ก อ.สรินธร จ.อุบลฯ ครึ่งค่อนวัน คนลาวรู้ข่าวได้เรียกร้องให้ทางการลาวอนุญาตให้กู้ภัยไทยเข้าเมืองได้ บางคนไลฟ์สดเฟซบุ๊คด่าข้าราชการลาว ที่ไม่รู้แก้ปัญหายามวิกฤต
นายกฯ ทองลุน เยี่ยมประชาชน
ก่อนที่จะบานปลายไปใหญ่ นายกฯลาว ทองลุน สีสุลิด สั่งการผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Support Prime Minister Thongloun Sisoulith ให้ทุกด่าน ต.ม.อำนวยความสะดวกให้แก่หน่วยกู้ภัย โดยไม่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมและเก็บภาษีผู้นำสิ่งของมาบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย
รวมถึงประเด็นนักข่าวไทย ที่มีข่าวว่าทางการลาวคุมเข้ม มีการจัดระเบียบ แถมเก็บเงินค่าทำข่าวในลาว ซึ่งจริงๆ ในระเบียบการเก่าของกรมโฆษณาข่าวสารฯ ก็เป็นอย่างนั้น
ในภาวะวิกฤต นายกฯ ทองลุน ได้สั่งการให้ยกเว้นระเบียบการดังกล่าว เปิดทางให้สื่อต่างชาติเข้ามาทำข่าวได้ เพียงแต่ลงทะเบียนให้ถูกต้อง ไม่มีเก็บเงิน นอกจากนี้ กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมฯ ยังได้ระดมคนทำสื่อของรัฐไปปักหลักรายงานสดจากเมืองสะหนามไช เพื่อสู้กับฝ่ายบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
มีแฟนเพจของคนลาวจำนวนไม่น้อย ได้นำเรื่องกู้ภัยไทยและนักข่าวไทยไปขยายผลแบบผิดๆ หวังทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาลลาว ร้อนถึงแฟนเพจของรัฐ และฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลลาว ได้ออกมาแก้ข่าวพัลวัน
เป็นน่าสังเกตว่า ได้มีแฟนเพจใหม่ๆ ทั้งในฝ่ายเชียร์และฝ่ายโจมตีรัฐบาลลาว ต่างฝ่ายต่างใช้ข้อมูลจากเมืองสะหนามไชไปคนละด้าน แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “เน็ตไอดอลลาว” อย่างมาดามโบ, เจ๊นาง และแก้มบุ๋ม ได้ไลฟ์เฟซบุ๊คส่งเสียงเรียกร้องให้ช่วยเหลือชาวบ้าน ด้วยภาษาที่แรงและไม่เกรงใจคนของรัฐ
เพจฝ่ายต่อต้านรัฐบาลลาว
ต่อมา กระทรวงไปรษณีย์ การสื่อสารและโทรคมนาคมของ สปป.ลาว ได้ออกคำเตือนถึงพลเมืองเน็ตลาว หากใครใช้สื่อโซเชียลปลุกระดมสร้างความปั่นป่วน และความแตกแยก จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสื่อมวลชน
สงครามโซเชียล สะท้อนความขัดแย้งเก่าระหว่าง “ลาวฝ่ายซ้าย” กับ “ลาวฝ่ายขวา” ที่แปรเปลี่ยนเป็น “ฝ่ายประชาธิปไตยรวมศูนย์” (พรรคประชาชนปฏิวัติลาว) กับ “ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย”
ส่วนฝ่ายเสรีประชาธิปไตย มีหลายกลุ่ม โดยส่วนใหญ่เป็นคนลาวในสหรัฐ และบางส่วนเป็นแรงงานลาวในเมืองไทย เท่าที่ตรวจสอบดู ฝ่ายนี้จะใช้แฟนเพจ “เสียงประชาชนลาว” เป็นกระบอกเสียง และมีเพจย่อยๆอีกนับร้อย
สถานีทีวีตำรวจลาว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวได้จำแนกเสียงวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาภัยพิบัติที่เมืองสะหนามไชออกเป็น 2 กลุ่มคือ “กลุ่มต่อต้านทางการเมือง” กับ “กลุ่มเน็ตไอดอลลาว” ซึ่งกลุ่มหลังนี้ ไม่ได้เป็นพวกฝักใฝ่ทางการเมือง เพียงแต่สร้างกระแสเพิ่มยอดไลค์เท่านั้น
ภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ครั้งนี้ จึงมีเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ภายในลาวซุกซ่อนอยู่ใต้เขื่อนแตก



