ข่าว

เสด็จพ่อ ร.5

เสด็จพ่อ ร.5

23 ต.ค. 2552

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2411 นั้นที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

 เป็นประธาน ได้พร้อมใจกันกราบบังคมทูลให้เชิญสมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิจประชานาถ พระโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ และองค์แรกในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 15 ชันษา และกำลังประชวรด้วยไข้มาเลเรียขึ้นครองราชย์ เป็นรัชกาลที่ 5 ในพระบรมราชจักรีวงศ์ ปรากฏพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า “พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว”

 โดยที่ในเวลานั้นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ยังทรงพระเยาว์ ที่ประชุมจึงเห็นควรให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ไปก่อน และเมื่อทรงบรรลุนิติภาวะใน พ.ศ.2416 ก็โปรดฯ ให้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่ง และทรงเปลี่ยนพระนามตอนท้ายเป็น “พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

 ช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เป็นยุคที่จักรวรรดินิยมตะวันตกใช้การเมืองและการทหารล่าอาณานิคมในต่างแดน ทำให้ประเทศรอบบ้านของไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงดำเนินวิเทโศบายอย่างละมุนละม่อมเพื่อผ่อนหนักเป็นเบา ทำให้สยามประเทศสามารถรักษาเอกราชและอธิปไตยไว้ได้ นอกจากนี้ตลอดระยะเวลา 42 ปี ในสิริราชสมบัติ พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจซึ่งเป็นคุณแก่บ้านเมืองและพสกนิกรเป็นอเนกประการ อาทิ ทรงปรับปรุงการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน โปรดฯ ให้จัดตั้งกระทรวงทบวงกรมแทนจตุสดมภ์ที่ใช้มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ทรงปรับปรุงระบบศาลให้เป็นไปตามอย่างยุโรป ชำระพระราชกำหนดกฎหมาย และประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา กับทรงตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้น ในด้านเศรษฐกิจ-การคลัง ทรงตั้งหอรัษฎาพิพัฒน์เพื่อจัดเก็บรายได้แผ่นดิน ทรงแบ่งเงินรายได้แผ่นดินออกจากเงินส่วนพระองค์ และทรงตั้งธนาคารสยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์ปัจจุบัน)

 ด้านการศึกษา ทรงตั้งโรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง และโรงเรียนราษฎร์สำหรับประชาชนทั่วไป โปรดฯ ให้สร้างหอพระสมุด และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ส่งเจ้านายและบุคคลสามัญไปศึกษาวิทยาการในต่างประเทศ ด้านการทหาร ทรงจัดการทหารแบบยุโรป ทรงตั้งโรงเรียนนายร้อยและโรงเรียนนายเรือ ตราพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร ด้านการต่างประเทศ ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ได้เสด็จเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชีย และเสด็จฯ ประพาสยุโรป 2 ครั้ง ทำให้ทรงรู้จักคุ้นเคยกับราชสำนักยุโรป โดยเฉพาะรัสเซียและเยอรมัน อันเป็นการถ่วงดุลกับอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งกำลังคุกคามไทยอยู่ในเวลานั้น

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมกล้าฯ ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการคมนาคมและสื่อสาร โดยโปรดฯ ให้สร้างทางรถไฟเพื่อเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับหัวเมืองต่างๆ สร้างและขยายเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ ทรงก่อตั้งกิจการไปรษณีย์และโทรเลข ด้านสาธารณูปโภค ทรงริเริ่มการประปาและไฟฟ้า การสาธารณสุข ทรงตราพระราชบัญญัติสุขาภิบาล ทรงสร้างโรงพยาบาลทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินินาถ จัดตั้งสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดปัจจุบัน) ขึ้น ด้านการเกษตร ทรงส่งเสริมการเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทย ทรงวางระบบการชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ

 พระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่การเลิกทาส โดยทรงมีพระราชดำริว่า “การมีทาสเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของชาติ” แม้จะมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่ก็ทรงดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้คนไทยทุกคนเป็นไทโดยเท่าเทียมกัน

 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453 พระชนมายุได้ 58 พรรษา นับถึงปีนี้ก็เป็นเวลา 99 ปีแล้ว แม้ว่าคนไทยโดยทั่วไปจะยังรำลึกถึงพระองค์อยู่ไม่เสื่อมคลาย แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าพิศวงว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ตระหนักในพระราชกรณียกิจของพระองค์ หากแต่เคารพบูชาพระองค์ในฐานะ “เสด็จพ่อ ร.5” หรือเทพองค์หนึ่งซึ่งสามารถบันดาลสิ่งต่างๆ ให้เป็นไปตามที่สานุศิษย์กราบไหว้วิงวอน

 ผมไม่ทราบว่าลัทธิ “เสด็จพ่อ ร.5” เริ่มขึ้นเมื่อไหร่และอย่างใด แต่ทุกวันอังคารจะต้องมีคนจำนวนหนึ่งนำดอกกุหลาบสีชมพู ซิการ์ วิสกี้หรือบรั่นดี ไปถวายเสด็จพ่อที่พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งผมมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนประเภทที่นึกถึงแต่ “ผล” โดยไม่ค่อยนึกถึง “เหตุ” แต่ที่น่าสลดใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือวัดบางวัดบังอาจใช้วันที่ 23 ตุลาคม หรือวันปิยมหาราช ในการอัญเชิญดวงพระวิญญาณเสด็จพ่อ ร.5 มาประทับทรง เพื่อทำพิธีสเดาะเคราะห์เสริมดวงชาตา

 ครับ นี่คือเมืองไทยที่พุทธศาสน์กับไสยศาสตร์ยังคงปนเปกันไปหมด