
ฟังเสียงชุมชนกันบ้าง
เรื่องราวความไม่สงบที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปรากฏให้เห็นความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีใครบางคนที่ลุ่มหลงกับการแปลงข้อมูลที่เข้าทางตนเองและพยายามเบี่ยงเบนว่า
“เหตุการณ์ความรุนแรงมันลดลงและเราได้จับกุมระดับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบมากขึ้น เพราะเราเดินมาถูกทางแล้ว เราได้รับความร่วมมือจากประชาชนเป็นอย่างดีและชาวบ้านได้ชี้เบาะแสการก่อความไม่สงบจนได้มีการป้อมปรามและลดการก่อความไม่สงบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นี่คือคำพูดที่ประชาชนคนไทยมักจะพบและฟังได้บ่อยๆ จากสื่อประเภทต่างๆ หลายคนคงจะเชื่อข้อมูลนี้มากพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันคนในพื้นที่และคนไทยทั้งประเทศที่ติดตามความเคลื่อนไหวของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างละเอียดและเป็นธรรมคงจะงุนงง เพราะความรุนแรงที่ปรากฏตามสื่อดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับการโฆษณา(ชวนเชื่อ)ของหมู่ผู้มีอำนาจและคุมกลไกกองกำลังอันมหาศาลที่ครอบฟ้าครองดินแดนที่นั่น
มีการพูดคุยทั้งในที่สาธารณะและตามร้านน้ำชา(ที่ปลอดจากผู้แปลกหน้า)ระหว่างชาวบ้านที่มีฐานะทางสังคมในระดับต่างๆว่า “เขากำลังทำอะไรอยู่ มากันมากมาย แต่ไม่เห็นความสงบมันจะเกิดขึ้น ทำไมเขาไม่พูดความจริงอยู่เกือบทุกกรณีที่มันเกิดขึ้น ทำไมเขาต้องมาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องมาชี้นำ ไม่ค่อยได้มานั่งคุยรับรู้ความคิดเราบ้างเลย สงสัยเขาคงคิดว่าเราคนที่นี่จะโง่เขลาเบาปัญญามากเหลือเกิน ทำไมเขา...ทำไมเขา...” คำถามที่ถูกป้อนในวงสนทนาเช่นนี้มักจะปรากฏขึ้นเกือบทุกครั้งและทุกเวลาที่มีข่าวคราวไม่สงบและการประกาศหรือมีใบปลิวที่ถูกร่อนมาจากฟากฟ้า(โปรยลงมาจากเครื่องบิน)เกิดขึ้น คำพูดที่ว่า “เขา...เขา..” เพียงคำเดียวคำนี้มันสามารถสื่อได้หลายๆ อย่างหลายๆ มิติ มันคงไม่ใช่เพียงคำเรียกแทนบุคคลที่สามเพียงอย่างเดียว เพราะคำนี้สามารถเข้าใจทั้งในมิติความแตกต่าง ความแปลกแยก ความเป็นคนอื่น การยอมรับที่ไม่ค่อยสนิทใจและยิ่งในมุมมองของคนท้องถิ่นและแขกผู้มาเยือนเป็นกลุ่มบุคคลที่มาด้วยท่าทางเคร่งขรึมและมีของใช้ที่สามารถสร้างความหวาดระแวง ความไม่น่าไว้วางใจได้เช่นอาวุธปืน รถถัง และอีกสารพัดที่มีและเป็นแต่ความรุนแรงเพียงประการเดียว ยิ่งทำให้คนในพื้นที่มีคำถามมาโดยตลอด และคำตอบที่ได้รับเมื่อมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นดูเหมือนจะทำให้ความเป็นจริงในทางสันติสุขอย่างแท้จริงยิ่งห่างไกลและทวีความหวาดระแวงในหมู่ประชาชนมากยิ่งขึ้นทุกที
อิหม่ามที่เป็นผู้นำทางศาสนาในชุมชนท่านหนึ่งที่ต้องดูแลลูกบ้านในชุมชนชนบทที่ห่างไกลหมู่บ้านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า บทบาทการเป็นอิหม่ามที่ต้องประคับประคองความรู้สึก ความเข้าใจและความอดทนอดกลั้นในหนทางศาสนา เพื่อรักษาความรักความสามัคคีของประชาชนในชุมชนเล็กๆ ในสภาวะปัจจุบันเป็นไปด้วยความลำบากอย่างยิ่ง เพราะต้องทนฝืนกับความอึดอัดในความเป็นไปของสังคมทุกวันที่เต็มไปด้วยสายตาความหวาดระแวงจากเจ้าหน้าที่หนุ่มๆ ที่มีอาวุธเดินเข้าเดินออกในหมู่บ้านทั้งกลางวันกลางคืนตลอดเวลา โดยเฉพาะหน้ามัสยิดและในที่สาธารณะของชุมชนมีด่านตรวจตราตลอดเวลา ชีวิตของคนในหมู่บ้านต้องตกอยู่ในสภาวะเสมือนเป็นนักโทษที่ถูกคุมขังในบ้านของตัวเองตลอดเวลากว่า 5 ปีมาแล้ว ต้องทนยิ้ม ทนทำตามเจ้าหน้าที่ในสิ่งที่ไม่เห็นด้วยเพราะไม่เชื่อมั่นเลยว่ามันจะพาไปในสิ่งที่ดีงามหรือไม่ ? ที่สำคัญทุกวันนี้ได้เห็นลูกหลานชายหญิงในหมู่บ้านจะยิ่งเบี่ยงเบนพฤติกรรมไปในทางไม่พึงประสงค์มากขึ้นเช่นชอบเที่ยว ชอบมั่วสุมและมีข่าวคราวเรื่องของยาเสพติดหนาหูขึ้นทุกวันจนในหมู่บ้านระส่ำระสายวุ่นวายมากขึ้น การเมืองท้องถิ่น(อบต.)และท้องที่(กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและลูกทีม)ต่างอยู่ด้วยความสะพรึงกลัว ไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้ ไม่รู้ดำ เหลืองหรือแดงหรืออีกกี่สารพัดสี (ที่ต้องระวัง)?
อิหม่ามท่านนั้นบอกว่าทางรัฐนั่นแหละตัวดีที่ทำให้เกิดสภาวะเช่นนี้ ถ้า(กลไกรัฐ)เชื่อและลงสู่ชุมชนหมู่บ้านอย่างจริงจังและสร้างกระบวนการเชื่อมั่นเพื่อจะได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับว่าประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่คิดอย่างไร ถือและปฏิบัติตามที่ประชาชนต้องการเป็นสำคัญป่านนี้บ้านนี้เมืองนี้สงบไปนานแล้ว อิหม่ามได้สรุปตอนท้ายว่า...หรือว่ารัฐมีอย่างอื่นที่สำคัญกว่าอย่างที่ชาวบ้านกระซิบกันดังลั่นตามร้านน้ำชา ?
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
Thailand Centre for Muslim and Democratic Development (TCMD)
[email protected]



