ข่าว

มหันตภัยของมนุษยชาติไทย

มหันตภัยของมนุษยชาติไทย

22 ต.ค. 2552

ในการประชุมใหญ่ประจำปีของสหประชาชาติที่เพิ่งผ่านไป ประเด็นใหญ่ที่หยิบยกมาพูดกันคือ มหันตภัยของมนุษยชาติ ที่กำลังจะคุกคามชาวโลกอยู่ในยุคนี้คือ ภัยจากโลกร้อน ภัยจากผู้ก่อการร้าย และภัยจากอาวุธปรมาณูของชาติมือใหม่ แต่หันมามองเมืองไทยเรา มหันตภัยที่พวกเรากำล

 อันว่าการคอรัปชั่นในประเทศไทยนั้นดูเหมือนจะเป็นของคู่บ้านคู่เมืองจนมีตำนานเล่ากันต่อๆ กันมาว่าที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากดวงเมือง คอรัปชั่นได้ทวีความรุนแรงขึ้นซึ่งถึงแม้ว่าเราจะมีนายกรัฐมนตรีที่ซื่อใสสะอาดแต่ข่าวเรื่องคอรัปชั่นก็ปะทุขึ้นไม่หยุดหย่อนเดี๋ยวที่โน่นเดี๋ยวที่นี่ และขยายขนาดขึ้นด้วย ทั้งนี้ตามคำให้สัมภาษณ์ของประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ที่ว่า “...ได้รับทราบจากบรรดาผู้รับเหมาก่อสร้างว่ามีการกินหัวคิวในโครงการต่างๆ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็งสูงถึง 20-25% ถือว่ามากเกินไป...ถ้ากินแค่ 5% ก็คงไม่เป็นไรถือว่าธรรมดา...”

 ถ้าใช้สูตรของนักธุรกิจใหญ่ท่านนี้แล้วงบในโครงการไทยเข้มแข็งจะถูกเขมือบไปถึง กว่า 3 แสนล้านบาท น่าตกใจมาก

 การที่สัดส่วนที่จะถูกโกงไปสูงขึ้นมากอาจจะเป็นเพราะการจัดสรรงบประมาณตามโครงการไทยเข้มแข็งมีการกระจัดกระจายมากเกินไปทำให้แต่ละงานมีขนาดเล็กค่าคอมมิชชั่นจึงต้องมีเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น มิฉะนั้นเม็ดเงินใต้โต๊ะที่ได้กันแต่ละโครงการจะมีจำนวนน้อย ยกตัวอย่างเช่น โครงการถนนปลอดฝุ่น ว่ามีระยะทาง 3,000 กม.เศษแต่ซอยออกไปถึง 900 โครงการ ฉะนั้นแต่ละโครงการก็ครอบคลุมงานลาดยางเพียงแค่โครงการละไม่ถึง 4 กม. แถมข้าราชการระดับสูงที่รับผิดชอบยังออกมาพูดเสียด้วยว่าผู้รับเหมามีลงทะเบียนแค่ 700 รายเศษ น้อยกว่าจำนวนโครงการ ฉะนั้นการประมูลราคาจึงใกล้เคียงหรือเท่ากับราคากลางเลยทีเดียว การประมูลแบบ อี-ออคชั่น หรือวิธีอื่นใดก็เท่ากับการประมูลแต่ในนามเท่านั้น

 เรื่องนี้เรื่องเดียวก็น่าจะเห็นได้ว่าวางแผนการใช้เงินผิดพลาดเพียงใด

 ข่าวคอรัปชั่นที่หนาหูอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่เกิดขึ้นตาม ชุมชนพอเพียง โดยมีการจัดซื้อจัดจ้างในราคาที่เกินจริงหรือยัดเยียดจัดหาจัดจ้างในสิ่งของเครื่องใช้ที่ชุมชนเขาไม่ต้องการ

 การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยให้ชุมชนเขาที่เริ่มรับผิดชอบเองนั้นโดยทฤษฎีเป็นเรื่องดีและถูกต้องแต่ความสำเร็จหรือล้มเหลวนั้นมีเงื่อนไขรายละเอียดซับซ้อน ถ้ารัฐบาลต้องการจะนำแนวความคิดเหล่านี้มาใช้น่าจะเชิญ ศ.อิลินอร์ ออสโตรม แห่งมหาวิทยาลัยอินเดียนา สหรัฐอเมริกา มาให้คำแนะนำ เพราะท่านเพิ่งได้รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ทำการวิจัยไว้ว่าการตั้งชุมชนอย่างไร บนเงื่อนไขอะไร จึงจะประสบความสำเร็จ

 อันว่าการคอรัปชั่นในประเทศไทยนั้นเชื่อกันโดยทั่วไปว่าเกิดจาก “สามประสาน” ข้าราชการ นักการเมือง และพ่อค้า แต่เราลืมตัวการสำคัญไปคือ “นายหน้า” ซึ่งมีบทบาทสำคัญทำให้เกิดคอรัปชั่นขึ้นในทุกราย ถ้าเรายังหาทางจัดการกับนายหน้าไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าคอรัปชั่นจะจางหายไปจากประเทศไทย

นายหนูใหญ่
[email protected]