
JTC ไทย-เวียดนาม ดันการค้าทะลุเป้า 2หมื่นล้านเหรียญสหรัฐปี63
"พาณิชย์"ถกคณะกรรมร่วมทางการค้าไทย-เวียดนาม (JTC) เดินหน้ากระชับสัมพันธ์ทางการค้า วางเป้าการค้า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 63
3 ส.ค. 61 - นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นาคณะผู้แทนไทยจากภาครัฐและ ภาคเอกชนเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) ไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 3 และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจไทย-เวียดนาม ระหว่างวันที่ 2-3 ส.ค.2561 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ไทยและเวียดนาม ในฐานะสมาชิกอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมายาวนานกว่า 42 ปี เห็นพ้องที่จะกระชับ ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เพื่อจับมือกันขยายมูลค่าทางการค้าท่ามกลาง สภาพแวดล้อมทางการค้าโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน เพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าที่ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2563
โดยมีแนวทางการดำเนินการที่สาคัญ อาทิ การอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาทางการค้า โดยไทยได้ขอให้เวียดนามแก้ปัญหาเรื่องที่เวียดนามออกระเบียบกำหนด ให้รถยนต์นำเข้าต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมทุกล็อตทุกแบบ ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้าและค่าใช้จ่าย เนื่องจากเวียดนามมีศูนย์ทดสอบไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลารอคิวนาน โดยไทยเสนอให้มีการทำความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เวียดนามยอมรับผลการตรวจสอบของไทย และไม่ต้องตรวจสอบซ้ำในเวียดนาม พร้อมยินดีพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านนี้ให้เวียดนาม ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเรื่องนี้กันต่อไป
ขณะที่ความร่วมมือด้านสินค้าเกษตร ซึ่งไทยได้เร่งรัดให้ฝ่ายเวียดนามพิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้ามะม่วงและเงาะของไทยที่ยื่นขอตั้งแต่ปี 2558 ส่วนเวียดนามขอให้ไทย พิจารณาออกใบอนุญาตผลไม้ 5 ชนิด คือ เงาะ เสาวรส น้อยหน่า ส้มโอ และลูกน้ำสนม ที่ยื่นขอในปี 2560 เนื่องจากที่ผ่านมา เวียดนามได้อนุญาตให้นำเข้าผลไม้ 28 ชนิดจากไทยมาขายในเวียดนามแล้ว เช่น กล้วย แคนตาลูป แก้วมังกร ทุเรียน นอกจากนี้ยังขยายความร่วมมือด้านการเงินและธนาคารในหลายสาขา อาทิ การเชื่อมโยงการชำระเงิน ความร่วมมือ กับสถาบันการเงิน ความร่วมมือด้าน Fintech รวมทั้งการเร่งรัดให้เวียดนามพิจารณาออกใบอนุญาตการตั้งสาขาของธนาคารพาณิชย์ไทยในเวียดนาม และการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ไทยขยายขอบเขต การให้บริการเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจคู่ขนานไปกับ การประชุม JTC เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างนักธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยมีผู้ประกอบการ SMEs จากทั้ง 2 ประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกว่า 100 คน ถือเป็นจุดเริ่มต้นการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง SMEs ของทั้งสองประเทศ นักธุรกิจของทั้ง 2 ฝ่าย สนใจที่จะซื้อ ขาย และเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกัน สินค้าไทยที่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเวียดนาม ได้แก่ เครื่องจักร ยางยืดสาหรับเสื้อผ้า เด็ก เทป (seal) สำหรับอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก pvc รีไซเคิล มาสก์ทองคา ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว อาหารเสริม ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยยังสนใจที่จะหาคู่ค้าด้านโลจิสติกส์ในเวียดนาม ขณะที่ฝ่ายเวียดนามได้เชิญชวนภาคเอกชนไทยมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของเวียดนามอีกด้วย
ปัจจุบันเวียดนาม เป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทยในโลก การค้าของ ไทยกับเวียดนาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2556-2560) มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 13,141.13 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตรา การขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 9.74 ต่อปี ในปี 2560 การค้ารวมไทย-เวียดนาม มีมูลค่า 16,634.99 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย สินค้าส่งออกที่สำคัญไปเวียดนาม ได้แก่ น้ำมันสาเร็จรูป ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ขณะที่สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน น้ามันดิบ เป็นต้น
ด้านนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังบรรลุความร่วมมือในการส่งเสริมการค้าระหว่างกัน (Trade Promotion) ซึ่งฝ่ายไทยพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเวียดนามในการจัดสรรพื้นที่ในงานแสดงสินค้าให้กับคณะผู้ส่งออกเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในไทย 5 งาน เช่น งานแสดงสินค้าอาหารหรือไทยเฟกซ์ งานบางกอกเจมส์ฯ และงานสไตล์ พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน 13 ด้าน อาทิ ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องของการจดทะเบียนคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ความร่วมมือทางด้านการเงินระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งชาติของเวียดนาม ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การเปิดบริการทางการเงินสาขาใหม่ใหม่ เช่น ฟินเทค
ขณะเดียวกันไทยได้ขอให้เวียดนามสนับสนุนไทยเข้าร่วมเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ซึ่งเวียดนามเป็นสมาชิก และขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้สัตยาบันคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2562



