ข่าว

"ครม."เห็นชอบยุทธศาสตร์จัดการแร่

"ครม."เห็นชอบยุทธศาสตร์จัดการแร่

31 ก.ค. 2561

"ครม."เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์จัดการแร่ลดขั้นตอนดำเนินการรับฟังความเห็นประชาชนรอบด้าน

 

 

31 กรกฏาคม 2561  พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ ใน 2 ประเด็น 

ทั้งนี้ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์การจัดการแร่ 20 ปี 2.แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ สำหรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแร่ 20 ปี

 

ได้กำหนดนโยบายหลัก 4 ประการ ได้แก่ 1.ประเทศมีความมั่นคงเป็นฐานของทรัพยากรแร่ และวัตถุดิบเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.การนำมาใช้ประโยชน์ต้องมีดุลยภาพด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน 3.การพัฒนากลไกในการอนุญาต ให้มีประสิทธิภาพ มีการปรับปรุงระบบจัดสรรผลประโยชน์ให้เป็นธรรม 4.เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

    

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผ่นแม่บทการบริหารจัดการแร่ ตั้งแต่ปี 2560-2564 ได้มีการกำหนดหลักการสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.การจำแนกเขตแหล่งแร่ เพื่อกำหนดพื้นที่แหล่งแร่อุดมสมบูรณ์ และพื้นที่แหล่งแร่ทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาและมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่เท่าที่จำเป็น ให้เกิดความคุ้มค่าที่สุด 2.กำหนดนโยบายการบริหารจัดการแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

3.พัฒนากลไกลระบบอนุญาตประทานบัตร หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ ระบบกำกับดูแล ติดตามตรวจสอบอย่างละเอียด 4.เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการจัดทำยุทธศาสตร์และกำหนดนโยบาย พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 

 

นอกจากนี้ ยังได้มีข้อเสนอจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพิ่มเติมต่อคณะกรรมการกฤษฎีกา สำหรับการปรับปรุงแก้ไข ให้เหมาะสม ในกรณีของการบริหารจัดการแร่ตามยุทธศาสตร์ต้องคำนึงถึงปริมาณแร่สำรองสำหรับอนาคต เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม ควรใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องมีการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ภายหลังเสร็จภารกิจ ในส่วนของแผ่นแม่บทนั้น พื้นที่ประทานบัตรที่ได้มีการขออนุญาตต่ออายุไปแล้ว ตลอดจนอาชญาบัตรที่ออกให้ก่อน วันที่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ เป็นต้น

  

"แต่เดิมการขออนุญาตทำเหมืองแร่ของประเทศไทย ผู้ประกอบการต้องติดต่อกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบว่า พื้นที่ที่จะดำเนินการนั้น มีแร่มากน้อยแค่ไหน ก่อนต้องขออนุญาตผ่าน กรมอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานและเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการอยู่คนละส่วนกัน โดยไม่มีการรวบรวมข้อมูลเป็นองค์รวมเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ จึงมีการพัฒนาขั้นตอนนี้ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น" โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว