ข่าว

ยื่นพยานสืบชุมนุมปี 52 กว่า 590 ปาก

ยื่นพยานสืบชุมนุมปี 52 กว่า 590 ปาก

31 ก.ค. 2561

ศาลนัดตรวจความพร้อมหลักฐานอีกครั้ง 19 พ.ย.นี้ ขณะที่ "ณัฐวุฒิ" ระบุ นปช.ยังเป็นเอกภาพไม่หวั่นพลังดูด ผูกพันด้วยใจ

 

          31 ก.ค.61-ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีชุมนุม นปช.ขับไล่รัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2552 หมายเลขดำ อ.968/2561 พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อายุ 70 ปี อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายจตุพร พรหมพันธุ์ อายุ 53 ปี ประธาน นปช. , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อายุ 43 ปี แกนนำ นปช. กับพวกซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมฯ รวม 10 คน เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง ให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือผู้มีหน้าที่สั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 3 ข้อหา โดยอะยการยื่นฟ้องตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.61
 

     

    ยื่นพยานสืบชุมนุมปี 52 กว่า 590 ปาก

          จากกรณีกลุ่ม นปช.จัดการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยปราศรัยปลุกระดมยุยง ณ เวทีบริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ข้างทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ, ยึดและเผารถโดยสารประจำทางในพื้นที่ กทม. และนำรถบรรทุกแก๊สไปจอดไว้กลางถนนเพื่อข่มขู่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และประชาชนเดือดร้อนเสียหาย โดยกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหตุเกิดที่แขวง-เขตดุสิต, แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี, แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร และแขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.-14 เม.ย.52
          โดยวันนี้ นายวีระกานต์ จำเลยที่ 1, นายณัฐวุฒิ  จำเลยที่ 3 และจำเลยอื่นๆ ซึ่งได้ประกันตัวเดินทางมาศาล ส่วนนายจตุพร จำเลยที่ 2 ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ศาลก็เบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อร่วมกระบวนพิจารณา ซึ่งนายจตุพร มีสีหน้ายิ้มแย้ม
          ขณะที่เมื่อถึงเวลานัด  ทนายความของ นพ.เหวง จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องพร้อมแถลงต่อศาลว่า นพ.เหวง จำเลยที่ 4 ป่วยเข้ารักษาตัวที่ รพ.รามาธิบดี จึงไม่สามารถมาศาลได้ 
          อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาแล้วืเห็นว่า วันนี้เป็นเพียงนัดตรวจพยานหลักฐาน จึงอนุญาตให้ "นพ.เหวง" จำเลยที่ 4 ไม่ต้องมาศาล
          ต่อมา "อัยการโจทก์" ได้ยื่นพยานเอกสารและพยานบุคคลเพิ่มเติมจากเดิมแล้ว รวม 420 ปาก พร้อมแถลงว่า ล่าสุด อัยการเพิ่งยื่นฟ้อง "นายเมธี  อมรวุฒิกุล" อดีตดาราแนวร่วม นปช. เข้ามาเป็นจำเลยในฐานความผิดเดียวกัน และได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอรวมเข้ากับคดีนี้ไว้แล้ว  
           ส่วน ทนายความจำเลยทั้งหมด แถลงว่าได้ยื่นบัญชีพยานบุคคลที่จะนำสืบเพิ่มเติมรวมแล้ว 173 ปาก 
           ขณะที่ทนายความจำเลยจะต้องใช้เวลาในตรวจสอบบัญชีพยานเอกสารและพยานบุคคลของอัยการโจทก์ว่าจะมีพยานบุคคลใดสามารถรับกันได้บ้าง จึงขอเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานนัดวันนี้ก่อน 
           ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่า อัยการโจทก์ มีพยานเอกสารและพยานบุคคลจำนวนมาก  จึงอนุญาตให้เลื่อนนัดตรวจหลักฐานเพื่อให้ทนายความจำเลยใช้เวลาในการตรวจสอบบัญชีพยานทั้งหมด โดยนัดตรวจหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 19 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น

                ยื่นพยานสืบชุมนุมปี 52 กว่า 590 ปาก
           โดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาธิการ นปช.กล่าวถึง นพ.เหวง ว่า วันนี้ ให้ทนายความยื่นใบรับรองแพทย์กรณีผ่าตัดไส้ติ่งที่โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยเข้ารับการรักษาเมื่อสองวันที่ผ่านมา 
           ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิ ได้กล่าวถึงการเตรียมพยานต่อสู้คดีนี้ด้วยว่า เนื่องจากจำเลยมีจำนวนมาก เหตุการณ์ก็ผ่านมานานแล้วเป็นเวลาหลายปี พยานที่กำหนดไว้ก็น่าจะ 200-300 ปากเป็นอย่างน้อย แล รายละเอียดของเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายจุดหลายที่ เวลาผ่านมานานบางสถานการณ์ข้อเท็จจริงก็คลี่คลายไปแล้ว ดังนั้นก็จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายต่อสู้คดีตามกระบวนการต่อไป
           เมื่อถามถึงการเตรียมการของ นปช.ในการรับมือสถานการณ์พลังดูดนักการเมืองของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เราไม่ต้องเตรียมการอะไรเป็นพิเศษ นปช.เราผูกพันกันด้วยหัวใจและยืนหยัดกับอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่อสู้ร่วมกันมา ดังนั้นถ้าเป็นการดูดโดยการให้ นปช.ต้องข้ามเส้นหลักการไปยืนอยู่กับขบวนการสืบทอดอำนาจ ตนมั่นใจว่าใครที่เป็น นปช.โดยจิตวิญญาณ ไม่สามารถที่จะไปยืนร่วมอยู่กับขบวนการดังกล่าวได้ ส่วนที่มีรายชื่อคนไปร่วมบ้างก็แล้วแต่สภาพหัวใจของแต่ละคน ไม่มีเหตุผลที่ตนจะต้องวิพากษ์วิจารณ์กัน ให้ประชาชนเป็นคนพิจารณาตัดสิน
           "ไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าจะใช้คำว่ายื้อ ยืนยันว่าไม่มีเลย เพราะว่าเราต่อสู้กันมากว่า 10 ปี แล้วให้เขามาดูดไปร่วมกับขบวนการสืบทอดอำนาจได้ ไม่มีประโยชน์ที่พวกผมจะไปออกแรงยื้อ เพราะเราออกแรงต่อสู้กันมามากมายเกินกว่าที่จะต้องมายื้อกันด้วยเรื่องแบบนี้ ก็ถ้าใครตัดสินใจไปก็ขอให้โชคดี ส่วนตัวผม ส่วนพรรคพวกอีกหลายคนก็จะยืนยันอยู่ตรงนี้ว่าไม่มีทางที่จะทอดทิ้งหลักการของประชาธิปไตยไปได้" นายณัฐวุฒิ กล่าวตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่ามีการพูดคุยหรือยื้อคนที่มีรายชื่อถูกดูดหรือไม่
           เมื่อถามว่า ถ้าคนที่ถูกดูดแล้วที่สุดไปไม่รอด นปช.พร้อมอ้าแขนรับกลับมาหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนพูดไปแล้วว่าความเป็นเพื่อนยังอยู่ แต่ความเป็น นปช.ถ้าไม่ได้ยืนยันในหลักการประชาธิปไตยก็ถือเป็นอันยุติ ส่วนถ้าใครไปแล้วรอดไม่รอดก็ถือเป็นเรื่องของแต่ละคนแต่ละกรณี นปช.คงไม่ประกาศว่าจะรับหรือไม่รับใคร เพราะหลักการประชาธิปไตยจะคอยคัดกรองบุคคลอยู่แล้ว
          ส่วน นปช.มีแนวคิดการตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นปช.ที่ยังเห็นหน้าเห็นตากันอยู่ไม่มีแนวคิดเรื่องการตั้งพรรคในสถานการณ์นี้ เห็นตรงกันว่าใครจะไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับกลุ่มหรือพรรคไหนให้ถือเป็นเสรีภาพ ตราบเท่าที่กลุ่มหรือพรรคการเมืองนั้นยังยืนยันในหลักการประชาธิปไตย เส้นแบ่งหรือข้อกำหนดความเป็น นปช.คือตัวหลักการเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ความรู้สึก บทบาทการนำของใครหรือคนกลุ่มไหนเป็นการเฉพาะ ถ้าข้ามเส้นหลักการประชาธิปไตยถือว่าไม่ใช่ทั้งนั้น
          ส่วนแกนนำ นปช.ที่เคยเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวยืนยันว่า ยังเป็นสมาชิกอยู่ ส่วนจะตัดสินใจบทบาททางการเมืองอนาคตข้างหน้าต่อไปอย่างไรก็คงเป็นเรื่องสถานการณ์ ณ วันนั้น มาว่ากันอีกที วันนี้คนจำนวนมากยังไม่ให้ความชัดเจนอะไรเรื่องการเมืองทั้งสิ้น ตนก็เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องมาประกาศอะไรให้ชัดเจนเหมือนกัน ขนาดเขาเดินดูดกันโครมๆ ยังบอกว่าไม่ดูดเลย ตนยืนอยู่เฉยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องประกาศอะไร
           อย่างไรก็ดี นายณัฐวุฒิ ได้ตอบคำถามถึงความเป็นเอกภาพของ นปช.ด้วยว่า นปช.ยังเป็นเอกภาพในเรื่องอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองดังเดิม แต่ใครที่เดินออกไปแล้วหรือไปประกาศตัวอยู่กับฝ่ายตรงข้ามทางความคิดแล้วก็ถือว่าจบความเป็น นปช.ที่ตรงนั้น สื่อมวลชนจะเรียกว่าเป็นอดีตแกนนำ นปช.หรืออย่างไรก็ไปบังคับสื่อฯ ไม่ได้ แต่คนที่ไม่ได้ยืนยันหลักการประชาธิปไตยก็บังคับประชาชนที่ร่วมต่อสู้ในนาม นปช.ให้เชื่อว่ายังเป็น นปช.อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน เมื่อใครก็ตามไปร่วมมือทางการเมืองกับฝ่ายเผด็จการนั่นคือจุดจบของความเป็น นปช. ไม่สำคัญว่าสื่อมวลชนจะเรียกอะไรหรือตัวเองจะแทนความเป็นตัวตนแบบไหน ถ้าประชาชนไม่ยอมรับ หลักการไม่ใช่ก็คือไม่ใช่
           เมื่อถามว่า วันนี้ ได้คุยกับนายจตุพรเรื่องการเมืองบ้างหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันตลอด พี่น้องประชาชนก็ไปเยี่ยมอยู่เรื่อยๆ นายจตุพรก็ได้รับข้อมูลข่าวสารเป็นระยะ เห็นตรงกันกับท่าทีที่ นปช.แสดงออกอยู่เวลานี้ และไม่จำเป็นต้องว่าคนที่เดินออกไปแล้ว นปช.ไม่จำเป็นต้องเปิดฉากฟาดฟันสงครามน้ำลายใส่กัน ใครที่ละทิ้งจุดยืน ประชาชนผู้ร่วมอุดมการณ์จะให้บทเรียนเอง สรุปการตัดสินใจเอง จะไปยืนด่ากันสาดเสียเทเสียให้คนยิ้มเยาะตนไม่ทำ