
เตรียมสาปแช่งบ้านพัก "ป่าแหว่ง" ตามความเชื่อล้านนา
เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพเริ่มเคลื่อนไหว เตรียมจัดชุมนุมใหญ่ปลายเดือน ส.ค. นำร่องเปลี่ยนริบบิ้นรอบคูเมือง ผูกริบบิ้นเขียวที่สี่ล้อแดง
นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ เปิดเผยว่า ขณะนี้แกนนำกลุ่มได้มีการประชุมเตรียมพร้อมที่จะจัดกิจกรรมใหญ่อีกครั้งในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561 และในระหว่างนี้จะมีกิจกรรมย่อยๆ เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของภาคประชาชน เริ่มจากการเปลี่ยนริบบิ้นเขียวรอบคูเมืองใหม่ทั้งหมด รวมทั้งผูกริบบิ้นที่รถสี่ล้อแดงให้เขียวทั้งเมือง หลังจากนั้นในช่วงกลางเดือนจะจัดพิธีสาปแช่งตามความเชื่อล้านนาโบราณอย่างเป็นทางการ โดยจะจัดขึ้นในบริเวณใกล้กับบ้านพักข้าราชการตุลาการ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้องคำสาป ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย
นอกจากนั้นทางเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ยังขอเปิดสภาพลเมือง เพื่อให้ชาวเชียงใหม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นปัญหาบ้านพักข้าราชการตุลาการที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน พร้อมทั้งขอมติจากชาวเชียงใหม่ในการดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ แกนนำเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพได้มีการพูดคุยกับแกนนำสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวใหญ่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งแกนนำสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้ตอบรับที่จะเข้าร่วมกิจกรรม
สำหรับการส่งรายงานสรุปแนวทางการดำเนินการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่และฟื้นฟูสภาพป่าจากกรณีก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ ซึ่งทางคณะอนุกรรมการได้มีข้อสรุป คือ ให้รื้อบ้านพักข้าราชการตุลาการ 45 หลัง ออกจากพื้นที่ทันที เนื่องจากพื้นที่อยู่ในจุดที่ไม่เหมาะสม ส่วนอาคารชุด 9 หลัง มีข้อสรุป 2 แนวทาง คือ ให้รื้อทันที และให้ดำเนินการสิ่งปลูกสร้างอย่างเหมาะสม โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่มีผู้เข้าไปอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ จากรายงานข้อสรุปของคณะอนุกรรมการศึกษาการดำเนินการในส่วนของสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้พื้นที่เป็นป่าสมบูรณ์ กรณีก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ จะต้องนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดแนวทางการดำเนินการระดับพื้นที่ เพื่อส่งเข้าไปให้คณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และบ้านพักข้าราชการตุลาการ ที่มีนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการพิจารณาต่อไป



