
ลุ้นมาตรการรัฐดัน'จีดีพี'โต5% 'ส่งออก-ท่องเที่ยว' ขยายตัว
ลุ้นมาตรการรัฐดัน'จีดีพี'โต5% 'ส่งออก-ท่องเที่ยว' ขยายตัวต่อเนื่อง
คลัง ปรับเพิ่ม “จีดีพี” ปีนี้โต 4.5% ย้ำมีลุ้นขยายตัวถึง 5% หากทุกมาตรการภาครัฐเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย เผย “ส่งออก” ยังเป็นพระเอกหลัก คาดทั้งปีโต 9.7% หลังเศรษฐกิจคู่ค้าขยายตัวดี ขณะ “ท่องเที่ยว” โตต่อเนื่อง ประเมินแนวโน้มยังขยายตัวได้ แม้โดนผลกระทบจากเหตุการณ์เรือล่ม แนะจับตาความเสี่ยงจากปัญหาการค้าโลก
กระทรวงการคลัง ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2561 เพิ่มเป็น 4.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.2% เร่งตัวขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ 3.9% โดยการขยายตัวดังกล่าวมาจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เติบโตดี ขณะที่กรอบประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้อยู่ที่ 4.2-4.8% และมีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวถึง 5% ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้การบ้านเอาไว้
นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 5% ทุกมาตรการของรัฐบาลจะต้องสามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย เช่น การค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีวงเงิน 1.5 แสนล้านในโครงการ PGS7 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวที่จะทำให้มีเม็ดเงินลงไปสู่ภาคเกษตรกร รวมถึงมาตรการพักหนี้เกษตรกรที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มาตรการเหล่านี้ จะต้องมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศได้มากขึ้น
นอกจากนี้ สมมติฐานการประมาณการเศรษฐกิจหลายๆด้านจะต้องขยายตัวได้ดี ทั้งจีดีพีของเศรษฐกิจโลกที่ต้องขยายได้กว่า 4.2% จากคาดการณ์ 4.0% นักท่องเที่ยวต่างประเทศจะต้องเข้ามามากถึง 40 ล้านคน จากคาดการณ์ 3.95 ล้านคน เงินบาทต้องอ่อนค่ากว่าที่คาดการณ์ และการเบิกจ่ายภาครัฐมากกว่าเป้าหมาย เป็นต้น
ส่งออกหนุน‘จีดีพี’ปีนี้โต4.5%
สำหรับการปรับคาดการณ์จีดีพีมาอยู่ที่ 4.5% ในครั้งนี้ มีการส่งออกสินค้าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์มูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มเป็น 9.7% จากเดิม 8.0% ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญตามกรอบรายจ่ายเพื่อการบริโภคและลงทุนภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2561 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และพ.ร.บ. จัดทำงบประมาณกลางปีงบประมาณ 2561 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องที่ 7.9%
นอกจากนี้ ความคืบหน้าของโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่สำคัญ และการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้ง การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน คาดว่า จะมีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธุรกิจและส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น โดยคาดการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3.9% จาก 3.8% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ 3.8% จากเดิม 3.5%
การบริโภคโตต่อเนื่อง
สำหรับการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นตามการจ้างที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก คาดการณ์การบริโภคขยายตัวได้ 3.8% จากเดิม 3.5% ขณะที่ รายได้เกษตรกรเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้นจากด้านผลผลิต
นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ยังคาดว่าจะมีส่วนช่วยสนับสนุนกำลังซื้อของครัวเรือนในระยะต่อไป
ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยในส่วนของเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 จะอยู่ที่ 1.2% โดยมีช่วงประมาณการที่ 0.9 -1.5% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามราคาในหมวดพลังงานที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ขณะที่ เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 4.43 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 8.8% ของจีดีพี
จับตาปัจจัยเสี่ยงการค้าโลก
อย่างไรก็ดี ในการประมาณการเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ การตอบโต้ทางการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจสำคัญ และความผันผวนของตลาดการเงินโลก
ทั้งนี้ สมมติฐานหลักในการประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้ ประกอบด้วย อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอยู่ที่ 4.0% เท่ากับคาดการณ์ครั้งก่อน ค่าเงินบาทต่อดอลาร์สหรัฐอยู่ที่ 32.25 อ่อนค่าจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่อยู่ 31.50 แต่แข็งค่าขึ้นจากปีก่อน 5.0%
ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 70.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่อยู่ 64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ที่ 1.5% เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่อยู่ในระดับน่ากังวล จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 39.5 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจาก 39.9 ล้านคน โดยได้รับผลกระทบเรือล่มที่ภูเก็ต และ รายจ่ายภาครัฐอยู่ที่ 3.66 ล้านล้านบาท จากคาดการณ์เดิม 3.68 ล้านล้านบาท
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ



