"สามารถ"เชียร์ ! รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินรับอีอีซี
"สามารถ"เชียร์ ! รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบินรับพื้นที่อีอีซี เอาใจช่วยรัฐเร่งดำเนินการเป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์สุขคนไทย
25 กรกฏาคม 2561 นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์" ว่า ในที่สุดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ประกาศเชิญชวนให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
ประกอบด้วยสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งในส่วนของรถไฟความเร็วสูงคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.7 แสนล้านบาท
โดยรัฐจะร่วมลงทุนไม่เกิน 1.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 70% โดยการพัฒนาพื้นที่มักกะสันบริเวณสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 150 ไร่ รฟท.กำหนดให้เอกชนก่อสร้างอาคารมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 850,000 ตารางเมตร และมีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 42,000 ล้านบาท ส่วนการพัฒนาพื้นที่สถานีศรีราชาประมาณ 25 ไร่ รฟท.กำหนดให้เอกชนก่อสร้างอาคารมีพื้นที่ไม่น้อยกว่า 20,000 ตารางเมตร และมีมูลค่าการลงทุนไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท
นายสามารถระบุอีกว่า แต่ยังมีบางข้อสังเกตเกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุนหลายประการ อาทิ 1. ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง เหตุใดรัฐจึงต้องลงทุนถึง 1.2 แสนล้านบาท เอกชนลงทุนประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ รัฐยกที่ดินมักกะสันและศรีราชาให้เอกชนไปพัฒนาฟรี ๆ 2. เหตุใดรัฐจึงให้เอกชนก่อสร้างและบริหารโครงการนานถึง 50 ปี ในขณะที่โครงการอื่นเอกชนได้รับเวลาไม่เกิน 30 ปี ซึ่งข้อสังเกตเหล่านี้จำเป็นที่รัฐจะต้องชี้แจงให้กระจ่าง
สำหรับตนมีความเห็นต่อข้อสังเกตดังกล่าวดังนี้ 1. ในส่วนของรถไฟความเร็วสูงนั้นรัฐลงทุนไม่เกิน 1.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ถือว่าน้อยกว่าโครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ที่รัฐลงทุนประมาณ 80-85% ของมูลค่าโครงการ เอกชนลงทุนประมาณ 15-20% เท่านั้น โดยเงินลงทุนประมาณ 5 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นการลงทุนเฉพาะงานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเท่านั้น แต่เอกชนไม่ได้ลงทุนเพียงแค่นี้ ยังจะต้องลงทุนพัฒนาพื้นที่สถานีมักกะสันและสถานีศรีราชาเป็นเงินไม่น้อยกว่า 42,300 ล้านบาทอีกด้วย
พร้อมทั้งจะต้องเสียค่าเช่าที่ดินให้แก่ รฟท.ด้วย เป็นเงินประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าในปัจจุบัน หรือ Present Value นั่นหมายความว่า รฟท.ไม่ได้ยกที่ดินให้เอกชนไปพัฒนาฟรี ๆ นอกจากนี้ เอกชนยังจะต้องจ่ายค่าได้สิทธิในการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์อีกประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยสรุป โครงการนี้จะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 236,300 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนจากรัฐไม่เกิน 1.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 50% ที่เหลืออีก 50% เป็นการลงทุนโดยเอกชน เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนเงินลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองซึ่งมีเงื่อนไขการลงทุนใกล้เคียงกันพบว่า รัฐลงทุนเป็นสัดส่วนประมาณ 62% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า
2. การให้ระยะเวลาการก่อสร้างและบริหารโครงการนานถึง 50 ปี เป็นเพราะรัฐไม่ต้องการลงทุนเป็นเงินจำนวนมากกว่านี้ จึงต้องให้เวลาแทนเงิน เพื่อช่วยให้เอกชนมีระยะเวลาเพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวรายได้ให้คุ้มกับเงินลงทุน ไม่เช่นนั้น คงไม่สามารถจูงใจให้เอกชนมาร่วมลงทุนด้วยได้ เขาอาจนำเงินไปลงทุนในโครงการอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า หรือมีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า โดยในช่วงตลอดระยะเวลาก่อสร้างและบริหารโครงการ 50 ปี รัฐก็จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ทางอ้อม อาทิ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น มีการซื้อขายเพิ่มขึ้น รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น การเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง ประหยัดเวลาการเดินทาง ลดอุบัติเหตุจราจร และลดมลภาวะ เป็นต้น
"ผมอยากให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ประสบความสำเร็จ และรู้สึกดีใจที่ทราบว่ามีเอกชนที่มีศักยภาพหลายรายซื้อเอกสารประกวดราคา เพื่อหวังคว้าชัยชนะเข้าร่วมลงทุนในโครงการนี้ ขอเอาใจช่วยให้รัฐเร่งดำเนินโครงการนี้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่อีอีซีซึ่งประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง"



