
ยกเครื่องรถไฟครั้งใหญ่...ต้องใช้มืออาชีพ
ฟังคำให้สัมภาษณ์ทั้งจากรัฐมนตรีคมนาคม คุณโสภณ ซารัมย์ กับประธานสหภาพรถไฟ คุณสาวิทย์ แก้วหวาน ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายมีปัญหาทั้งคู่ และชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยขาดมืออาชีพในการบริหารการเมืองเข้ามายุ่งมากเกินไป
ไร้การประเมินผลงาน และวัดประสิทธิภาพกันอย่างจะแจ้ง บริการรถไฟของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น จีน ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ เราแพ้เขาอย่างชัดเจน
ปัญหาที่เกิดขึ้นการหยุดเดินรถภาคใต้ ฝ่ายสหภาพอ้างว่าเพราะหัวรถจักรเสีย การรถไฟไม่ได้ซ่อมตามข้อตกลง ขณะที่รัฐมนตรีคมนาคมเมื่อวันจันทร์ลงไปหาดใหญ่ บอกว่ามีหัวรถจักร 9 หัวที่สามารถใช้การได้ แปลว่าที่เหลือใช้การไม่ได้
ฉะนั้น ข้อหนึ่งก็คือคุณภาพของอุปกรณ์นั้นต่ำกว่ามาตรฐานโดยสิ้นเชิง ฝ่ายบริหารการรถไฟไม่ได้ซ่อมหรือจัดหาหัวรถจักรที่จะให้ความปลอดภัยกับประชาชนได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันฝ่ายสหภาพนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถประสานกับฝ่ายบริหาร และมีเงื่อนไขมากมายหลายประการที่ฝ่ายบริหารไม่สามารถจะรับได้
ฉะนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศว่าจะมีการปฏิรูปรถไฟครั้งใหญ่จึงเป็นสิ่งที่จะต้องและจะต้องทำโดยอาศัยมืออาชีพ มิใช่ให้ฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการประจำเป็นผู้ทำ สำคัญอย่างยิ่งคือจะต้องให้สหภาพและตัวแทนผู้โดยสารรวมไปถึงมือบริหารรัฐวิสาหกิจและต้องได้ประสบการณ์จากต่างประเทศมาร่วมกันเขียนและร่างแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ครั้งนี้
ปัญหาปัจจุบันทันด่วนที่เกิดขึ้นเป็นวันที่ 5 ที่รถไฟสายใต้ยังหยุดเดินอยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหยุดการประท้วงและต้องเดินรถใหม่ ระหว่างที่เดินรถใหม่จะเจรจาอย่างไรเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องทำกัน
แต่ฟังรัฐมนตรีคมนาคมบอกต้องเดินรถก่อนเจรจา ขณะที่ฝ่ายสหภาพบอกว่าต้องเจรจาก่อนเริ่มเดินรถใหม่ ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายพยายามเอาชนะคะคานกัน
แต่ทางออกคือต้องออกเดินรถพร้อมๆ กับการเจรจา
นี่คือการสะท้อนถึงการสนใจที่จะบริการประชาชนเป็นหลัก
สุทธิชัย หยุ่น



