ข่าว

รัฐหว่านเงินลงรากหญ้าอีกก้อนโตเพิ่มไทยเข้มแข็ง1.5 แสนล.

รัฐหว่านเงินลงรากหญ้าอีกก้อนโตเพิ่มไทยเข้มแข็ง1.5 แสนล.

21 ต.ค. 2552

ครม.ไฟเขียวกรอบใช้เงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทภายใต้แผนไทยเข้มแข็ง เน้นลงทุนโครงการเพื่อรากหญ้า กระตุ้นการใช้จ่ายในชนบท ด้านกรมบัญชีกลางรับห่วงภาคการคลังอ่อนแอ หลังรัฐมีภาระรายจ่ายมากขึ้น

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบการจัดสรรเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 วงเงิน 149,999.83 ล้านบาท ให้แก่โครงการต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติไทยเข้มแข็ง 2555 โดยส่วนใหญ่จะนำเงินไปลงทุนในโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการในปีงบประมาณ 2553 และมีความพร้อมในการดำเนินงาน ซึ่งมั่นใจว่าภายในเดือนธันวาคม 2553 ส่วนราชการจะสามารถเบิกเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ได้กว่า 80% ของวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท หรือ 3 แสนล้านบาท จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว 2%

 ทั้งนี้โครงการลงทุนวงเงินกว่า 1.49 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการประกันรายได้เกษตรกร 4 หมื่นล้านบาท การเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ วงเงิน 19,559 ล้านบาท โครงการเงินอุดหนุนสำหรับดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 2.3 หมื่นล้านบาท โครงการส่งเสริมเพิ่มศักยภาพการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน 10,613 ล้านบาท เป็นต้น

 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การที่รัฐบาลอัดฉีดเงินให้ประชาชนในชนบทจำนวนมากไม่ใช่การหาเสียง เชื่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลดีต้องกระตุ้นการบริโภค ให้เกิดการใช้จ่าย หากคนในชนบทมีเงินก็จะนำไปใช้จ่าย ต่างกับคนในเมืองที่มีเงินแล้วก็จะเก็บออมหรือซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยที่นำเข้าจากต่างประเทศ และเชื่อว่าการอัดฉีดเงินโครงการไทยเข้มแข็งลงไปในชนบท จะทำให้เกิดการใช้จ่ายมากกว่าการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท

  ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวในงานครบรอบ 48 ปี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในหัวข้อ "พร้อมหรือยังเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว" ว่า เชื่อว่ามาตรการไทยเข้มแข็งจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ขณะนี้การเบิกจ่ายเม็ดเงินเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ประมาณ 70 โครงการ จากโครงการรวมกว่า 2 หมื่นโครงการ ซึ่งน่าพอใจแม้ว่าบางจุดดูจะไม่โปร่งใสไปบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือภาคการคลังที่จะอ่อนแอนับไปจากนี้ เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐนับจากนี้จะเพิ่มขึ้นมาก

 "ขณะนี้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพราะมีช่องโหว่จากการเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการคาดการณ์เงินกู้จากไทยเข้มแข็งก็จะสร้างหนี้สาธารณะถึง 60% ของจีดีพีอยู่แล้ว หากรวมค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นทั้งเงินอุดหนุนและค่ารักษาพยาบาลก็จะทำให้ภาคการคลังอ่อนแอ รัฐจึงต้องเร่งรัดเข็มขัดเร่งด่วน" นายพงษ์ภาณุ กล่าว