ข่าว

เคลียร์หนี้นอกระบบได้ 1.6 แสนราย

เคลียร์หนี้นอกระบบได้ 1.6 แสนราย

24 ก.ค. 2561

"บิ๊กป้อม" เผย เคลียร์หนี้นอกระบบได้ 1.6 แสนราย ขู่ยึดทรัพย์เจ้าหนี้ที่เอาเปรียบเกิน ก.ม. กำหนด ครม. อนุมัติ บอร์ดดูแล ตปท. สร้างหนัง-สารคดี 13 หมูป่า

               24 ก.ค. 61  เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รายงานความคืบหน้าในที่ประชุมถึงการดำเนินการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. มอบหมายให้เป็นภารกิจพิเศษ ของ คสช.

 

 

 

               โดย พล.อ.ประวิตร ระบุว่า ขณะนี้ตรวจสอบแล้วทั่วประเทศพบว่ามีเจ้าหนี้ที่ปล่อยหนี้นอกระบบอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นราย คิดเป็นวงเงินที่ปล่อยกู้ไปประมาณ 5.22 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากเดิมหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องคือ ปลัดกระทรวงการคลัง ส่วนในพื้นที่คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และมีทหารช่วยดูแลด้วย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมมากขึ้น

               พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า รองนายกฯ ได้ระบุว่าการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบจะต้องทำจากเบาไปหาหนัก คือ ประชาชนต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นอันดับแรก ด้วยการไปแจ้งกับทางราชการ ที่ธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำเรื่องส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อที่จะเชิญเจ้าหนี้และลูกหนี้มาเจรจาไกล่เกลี่ยตามมูลค่าหนี้สินจริง โดยมีคณะกรรมการ อาทิ สำนักงานอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ ทหาร มารับรู้ร่วมด้วย ​ซึ่งประชาชนที่เป็นหนี้ต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริง ว่ามีเจ้าหนี้กี่ราย กู้มาเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่จดข้อมูลไว้ การแก้ไขปัญหาก็จะทำได้ยากขึ้น โดยในการไกล่เกลี่ยนั้นอาจให้ลดต้นหรือลดดอก ซึ่งดอกเบี้ยจะต้องไม่เกินตามกฎหมายไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี

               “ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร รายงานต่อที่ประชุมว่าได้แก้ไขปัญหา บรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนแล้ว 166,238 ราย ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้ไม่ยอมมาร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย หรือไม่ยอมลดดอกเบี้ยให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินตามข้อบังคับกฎหมายต่อไป ซึ่งอาจถึงขั้นดำเนินตามาตรการภาษี หรือยึดทรัพย์กับนายทุนที่เอาเปรียบ” พล.อ.สรรเสริญ กล่าว

 

 

 

               พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมรับทราบ เห็นชอบ กรณีการดูแลจัดการ การสร้างภาพยนตร์ และสารคดีที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ 13 ชีวิต เยาวชนและโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมี ที่ติดถ้ำหลวง ตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปก่อนหน้านี้ โดยนาวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นตัวแทนนายวิษณุ ชี้แจงที่ประชุมว่า ตามหลักเกณฑ์และข้อบังคับตามกฎหมาย ถ้าหากมีการสร้างภาพยนตร์ และสารคดีในเรื่องดังกล่าว นอกพื้นที่ประเทศไทยเราไม่สามารถควบคุมเขาได้ แต่หากมาใช้พื้นที่ในประเทศไทยถ่ายทำ เราสามารถประสานงานให้เป็นในทิศทางที่เหมาะสมได้ แต่ไม่ใช่ไปควบคุม โดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา ซึ่งมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม , กระทรวงมหาดไทย , เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น จะมีหน้าที่ประสานงานอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูลเพื่อให้สิ่งต่างๆ ที่นำเสนอออกไป ไม่กระทบกับสิทธิ์หรือสร้างความเสียหายกับตัวผู้ประสบภัย หรือผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้เนื้อหาตรงกับความเป็นจริง และไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายด้วย

               พล.ท.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ การที่บริษัทจากต่างประเทศจะเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์หรือสารคดีในประเทศไทย จะต้อบทำตามกฎหมายของไทย เช่น การจะถ่ายทำอะไรต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริหารจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือถ้าเกี่ยวข้องกับเด็กๆ ก็จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมีกฎหมายของประเทศไทยที่รองรับอยู่หลายฉบับ ถ้าปล่อยให้เขาเข้ามาทำเองก็จะเป็นเรื่องยุ่งยาก จึงจำเป็นต้องมีคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้