
การเมืองสองหน้า
"ชาญชัย อิสระเสนารักษ์" ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเปิดหน้าชน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากเคยให้สัมภาษณ์ไม่พอใจกับพฤติกรรมที่เอาใจพรรคร่วมรัฐบาลและประกาศเดินหน้ากับพรรคร่วมรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญท่ามกลาง
การแถลงข่าวของ "ชาญชัย" ในครั้งนี้ได้โชว์เอกสารจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะทำงานของพรรคเคยทำการศึกษาเสนอต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 50 และ “ข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์”
ผลการศึกษาของคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ขัดแย้งกับข้อเสนอของ "คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น
จึงเห็นว่าการที่ "สุเทพ" ประกาศเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาลเป็นการทำผิดธรรมนูญของพรรคมีสิทธิ์ถูกปลดตามข้อบังคับของพรรคในหมวด 3 ข้อ 6 ที่ให้อำนาจสมาชิกพรรคเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนหัวหน้าหรือกรรมการบริหารพรรคออกจากตำแหน่งได้ในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค โดยใช้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ ส.ส.ทั้งหมด หรือสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่อยู่หรือไม่น้อยกว่า 2,000 คน
แรงไม่ใช่เล่น !
แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา "พรรคประชาธิปัตย์" กำลังเล่นอะไรกันอยู่
ตั้งแต่วันที่ "สุเทพ" ควงแกนนำพรรคภูมิใจไทยนำโดย "เนวิน ชิดชอบ" และ เจ้าสัวซีพี "ธนินทร์ เจียวรานนท์" ไปทอดกฐินที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยไม่มี "หัวหน้าพรรค" และ "แกนนำพรรค" ไปร่วมงาน
ครั้งนี้มีเสียงไม่พอใจจากสมาชิกพรรคจำนวนมากทำนอง "สุเทพ" ต้องการแสดง "บารมี" ที่มีทั้ง "กลุ่มทุน" และ "กลุ่มอำนาจทางการเมือง" เคียงข้าง
เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่สัมพันธภาพระหว่าง "สุเทพ-เนวิน-เจ้าสัวซีพี" จะทำให้ "สุเทพ" เนื้อหอมถึงขั้นมีข่าวจะไปอยู่กับ "พรรคภูมิใจไทย"
และส่งผลให้การประชุมพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกบางคนแสดงอาการ "มึนตึง" ต่อ "สุเทพ" ทันทีที่เดินเข้าห้องประชุมผิดกับบรรยากาศที่ "ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี" ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี เดินเข้าห้องประชุมที่ได้รับเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้อง
ภาพการออกมาแถลงข่าวตอบโต้กันรายวันระหว่าง "กลุ่มทศวรรษใหม่" ของ "บัญญัติ บรรทัดฐาน" และ "กลุ่มผลัดใบ" ของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ดูเหมือนเป็น "นักรบตัวแทน" กลุ่มทศวรรษใหม่ นำโดย "ชาญชัย" ขณะที่กลุ่มผลัดใบ มี "ธานี เทือกสุบรรรณ" ส.ส.สุราษฎร์ธานี น้องชาย "สุเทพ"
หรือว่านี่คือธรรมชาติของประชาธิปัตย์
ทุกครั้งที่ได้เป็นรัฐบาลจะเกิดปัญหาความขัดแย้งภายในจนถูกแซวว่าเป็น "พรรคต้องคำสาป" ยามที่พรรคได้ดิบได้ดีจะมีปัญหาให้ตบตีกันเอง แต่ยามพรรคถูกรุมกระหน่ำจากศัตรูรอบข้างจะกอดคอกันต่อสู้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว
ดูเหมือนความขัดแย้งในครั้งนี้เกิดภาพ "ความแตกแยก" รุนแรงกว่าทุกครั้ง!
หลังจาก "ชาญชัย" ออกมาให้สัมภาษณ์จะเป็นผู้เสนอให้พรรคเปิดประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาว่า "สุเทพ" สมควรเป็นเลขาธิการพรรคต่อไปอีกหรือไม่
ทำให้ "สุเทพ" ถึงกับเอ่ยปากบอกว่าคนอยากปลดตัวเองเป็นพวกคิดเพ้อเจ้อ!
ด้าน "ชาญชัย" ก็ตอบโต้กลับดุเดือดไม่แพ้กัน "ผมไม่ได้เพ้อเจ้อ หรือนอนหลับตื่นมาแล้วจะถอดถอนใคร สิ่งที่ทำทุกอย่างเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ถ้าประชาธิปัตย์จะแก้รัฐธรรมนูญก็แก้ไป แต่ต้องบอกกับประชาชนด้วยว่าเปลี่ยนจุดยืนแล้ว อยากจะช่วยคนที่หนีคดี อยากยกเลิกโทษให้คนซื้อเสียงที่ถูกจับและบอกด้วยว่าที่ต้องแก้ เพราะต้องทดแทนบุญคุณให้พรรคร่วมที่ทำให้ตั้งรัฐบาลได้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีจุดยืน ไม่ใช่พรรคร่วมอยากได้อะไรก็ให้เขาหมด วันนี้ได้หมดทั้งลาภยศ ผลประโยชน์ ถามว่าจะเอาพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยหรือไม่ เอาหนังสือมาให้เซ็นแล้วยกพรรคไปด้วยเลยดีไหมวันนี้ถ้ามีธูปเทียนก็จะขอกราบพรรคร่วมว่า ให้คิดถึงประเทศชาติบ้าง ไม่ใช่จะเอาหมดทุกอย่าง”
การตอบโต้ระหว่าง "ชาญชัย" กับ "สุเทพ" อาจมองว่าแต่ละคนยืนกันอยู่คนละสถานะ คนหนึ่งพูดในฐานะ "สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" ที่ต้องการรักษา "ความเป็นเจ้าหลักการ" ของพรรคไว้
ขณะที่ "สุเทพ" พูดในฐานะ "ผู้จัดการรัฐบาล" ที่ต้องประสานให้ "พรรคร่วมรัฐบาล" สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้จึงเห็นการเจรจามักโอนอ่อนผ่อนตามพรรคร่วมเสมอ แต่โชคร้ายที่ "สุเทพ" เผอิญมีตำแหน่ง "เลขาธิการพรรค" พ่วงท้าย จึงเป็นเรื่องยากที่จะเล่นตีสองหน้าในขณะที่นั่งคร่อมสองตำแหน่ง
จึงต้องติดตามบทสรุปของ "พรรคประชาธิปัตย์" จะลงเอยอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หรือสุดท้ายจะเลือกใช้บท "การเมืองสองหน้า" เพราะมีแต่ได้กับได้
สมถวิล เทพสวัสดิ์



