
รัฐอัดงบลงรากหญ้าอีก1.5แสนล้านลงทุนไทยเข้มแข็ง
ครม.ไฟเขียวกรอบใช้เงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทใต้แผนไทยเข้มแข็ง เน้นลงทุนโครงการเพื่อรากหญ้า "กรณ์" มั่นใจสิ้นปี 53 เบิกจ่ายได้ 80% ของวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท หนุนเศรษฐกิจขยายตัว 2% กรมบัญชีกลางรับห่วงภาคการคลังอ่อนแอ เหตุรัฐมีภาระจ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบการจัดสรรเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน 149,999.83 ล้านบาท ให้แก่โครงการต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติไทยเข้มแข็ง 2555 โดยส่วนใหญ่จะนำเงินไปลงทุนในโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องเร่งดำเนินการในปีงบประมาณ 2553 และมีความพร้อมในการดำเนินงาน ซึ่งมั่นใจว่าภายในเดือนธันวาคม 2553 ส่วนราชการจะสามารถเบิกเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ได้กว่า 80% ของวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท หรือ 3 แสนล้านบาท จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัว 2%
ทั้งนี้ โครงการลงทุนวงเงินกว่า 1.49 แสนล้านบาท ได้แก่ โครงการประกันรายได้เกษตรกร 4 หมื่นล้านบาท การเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ วงเงิน 19,559 ล้านบาท โครงการเงินอุดหนุนสำหรับดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 23,000 ล้านบาท โครงการส่งเสริมเพิ่มศักยภาพการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน 10,613 ล้านบาท เป็นต้น
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังได้เชิญให้หน่วยงานตรวจสอบทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อตรวจสอบการดำเนินการการใช้เงินอย่างเข้มงวด ซึ่งในเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังจะเชิญทุกหน่วยงานมาซักซ้อมความเข้าใจให้ชัดเจนต่อไป โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการโกงกันเกิดขึ้นแม้แต่บาทเดียว
ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวในงานครบรอบ 48 ปีสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในหัวข้อ "พร้อมหรือยังเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว" ว่า เชื่อว่ามาตรการไทยเข้มแข็งจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว โดยขณะนี้การเบิกจ่ายเม็ดเงินเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ประมาณ 70 โครงการ จากโครงการรวมกว่า 2 หมื่น โครงการ ซึ่งน่าพอใจแม้ว่าบางจุดดูจะไม่โปร่งใสไปบ้าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือภาคการคลังที่จะอ่อนแอนับไปจากนี้ เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐนับจากนี้จะเพิ่มขึ้นมาก
"ขณะนี้รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นทุกปี เพราะมีช่องโหว่จากการเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการคาดการณ์เงินกู้จากไทยเข้มแข็งก็จะสร้างหนี้สาธารณะถึง 60% ของจีดีพีอยู่แล้ว หากรวมค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นทั้งเงินอุดหนุนและค่ารักษาพยาบาลก็จะทำให้ภาคการคลังอ่อนแอ รัฐจึงต้องเร่งรัดเข็มขัดเร่งด่วน" นายพงษ์ภาณุ กล่าว



