ข่าว

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

21 ก.ค. 2561

คสช.ปัดทหารเดินสายดูดอดีตส.ส. ชี้ทุกกลุ่มต้องยึดกรอบกฎหมาย ด้านอดีตสปช.เผยเปิดพื้นที่ให้กลุ่มสามมิตรใช้เป็นสำนักงาน พ.ท.ยันไม่เคยทิ้ง"แรมโบ้อีสาน"

      กองทัพต้องตกเป็นเป้าโจมตีอีกครั้งจากซีกตรงข้ามรัฐบาล ที่ระบุว่ามีความพยายามจากนายทหารระดับสูงและบางกลุ่มการเมืองเดินสายติดต่ออดีต ส.ส.และนักการเมืองในพื้นที่ เพื่อทาบทามให้ย้ายมาสังกัดพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยในการเลือกตั้งปี 2562 ที่จะถึงนี้

       วันที่ 20 กรกฎาคม พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีการเคลื่อนไหวและปรากฏการณ์ดูดส.ส.ของพรรคการเมืองในช่วงนี้ว่า การเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่ยังทำภายใต้กรอบกฎหมายทางคสช.เพียงแค่ติดตามดูความเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้นทุกคนต้องดำเนินการตามกรอบกฎหมายและอำนาจหน้าที่ ต่างคนต่างไม่ละเมิดก้าวล่วงกัน ส่วนผู้บังคับใช้กฎหมายก็บังคับใช้อย่างถูกต้องเป็นธรรมก็จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น การบริหารราชการแผ่นดินก็สามารถเดินต่อไปได้ตามกรอบโรดแม็พเพื่อนำไปสู่ความมุ่งหมายร่วมกันของคนไทย คือมีการเลือกตั้งช่วงต้นปี 2562 ซึ่งทุกอย่างยังคงเป็นไปตามนี้และยังไม่มีอะไรที่จะทำให้ต้องทำนอกเหนือไปจากนี้ได้

      “การเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่ลงไปพบปะพูดคุยกับประชาชนและลงพื้นที่ต่างๆ นั้น ขอย้ำว่าคสช.ติดตามการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองทุกกลุ่ม ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันคสช.ประเมินว่ายังไม่มีอะไรเป็นพิเศษที่ต้องน่าวิตกห่วงใยจนนำไปสู่ความไม่เรียบร้อยของบ้านเมือง” พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าว

คสช.ปัดกลั่นแกล้ง-2มาตรฐาน

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

 

     เมื่อถามว่าการที่กลุ่มสามมิตรใช้พลังดูดส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตามภูมิภาค ถือว่าขัดคำสั่งคสช.หรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ ชี้แจงว่า ต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวทางการเมือง อะไรก็ตามถ้าไม่ขัดกฎหมาย คสช.จะติดตามเฝ้าดูเท่านั้น และจะไม่ไปวิพากษ์วิจารณ์ใครมีพฤติกรรมแบบไหน ถ้าไม่ขัดกฎหมายแล้วกิจกรรมดังกล่าวก็สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้ากิจกรรมหรือการดำเนินการทางการเมืองใดก็ตามที่เริ่มขัดกฎหมาย คสช.จะมีมาตรการแจ้งให้ทราบ จากนั้นก็ตักเตือนห้ามปรามระงับยับยั้งให้ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

     “คสช.ไม่สามารถจะไปทำอะไรที่ผิดกรอบกฎหมาย ทำเกินอำนาจหน้าที่ได้ แล้วไปกลั่นแกล้งใคร จนสร้างความอยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับกลุ่มหรือฝ่ายการเมืองใดๆ ได้  ซึ่งคสช.ก็ปฏิบัติภายใต้กรอบกฎหมายด้วยเช่นกันกับทุกคน และทุกสายตาของประชาชนคนไทยทั่วประเทศก็ติดตามดูการทำงานของรัฐบาล คสช. ดังนั้นเราก็ต้องพึงระมัดระวังในแง่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ต้องเคารพกฎหมายด้วย” พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวตอบข้อกล่าวหาที่ว่าคสช.สองมาตรฐาน

      ทีมโฆษกคสช. กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการใช้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับพลังดูดส.ส. ว่า ทหารเป็นกลไกหนึ่งของรัฐบาล เราทำงานภายใต้อำนาจ หน้าที่ และภารกิจที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการมา เราไม่สามารถทำอะไรที่นอกเหนือจากนี้ได้ สังคมและประชาชน รวมทั้งโลกโซเชียลมีเดีย จะจับจ้องตรวจสอบ ติดตามดูความเคลื่อนไหวของทหารอยู่แล้ว ทหารทุกคนก็ต้องระมัดระวัง ไม่ไปทำอะไรที่นอกลู่นอกทาง 

     "คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่ทหารจะทำแบบนั้น เพราะทหารทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย ขณะเดียวกันถ้าอะไรที่ทำผิดกฎหมาย และกรอบอำนาจหน้าที่ ภารกิจ เราก็มีมาตรการลงโทษอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว ทั้งทางวินัยและทางอาญา” ผบ.มทบ.11 กล่าว

 

ยันถกสามมิตรไร้ผลประโยชน์

     นายสิระ เจนจาคะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เจ้าของบ้านทรงไทยย่านแจ้งวัฒนะ กล่าวในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงการพูดคุยกับนายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และเลขานุการกลุ่มสามมิตรว่า เบื้องต้นเป็นการคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าโดยไม่แบ่งสีแบ่งฝ่ายได้ เราจึงต้องทำงานร่วมกันไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม โดยหลังจากนี้จะไม่มีฝ่ายแล้ว ประเทศบอบช้ำมากพอแล้ว ทุกคนคือคนไทย ซึ่งไม่ว่าสีเสื้อไหนที่โดนคดีความ หรือโดนหลอกใช้ ในเร็ววันนี้จะมีการเลือกตั้ง ก็จะได้ ส.ส.จากการเลือกตั้ง แต่อย่างแรกคือจะต้องไม่มีสีเสื้อก่อน

      เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการหลอกใช้ประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ นายสิระ กล่าวว่า ได้ไตร่ตรองแล้วไม่มีใครหลอกใช้ใครได้ หากมาคุยแล้วไม่ทำตามข้อตกลง ก็เดินหน้าร่วมกันไม่ได้ เพราะไม่ได้มีพันธะหรือว่าผลประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งตนไม่ได้ขออะไรเพื่อตัวเองเป็นการส่วนตัว ถ้าไม่ทำเพื่อประเทศชาติก็ต้องขอตัว ทั้งนี้ ส่วนตัวยังเคารพรักอดีตพระพุทธะอิสระ แต่การร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร คาดว่ามีอะไรท่านก็ต้องเชียร์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่แล้ว ดูภายนอกการร่วมงานกับกลุ่มสามมิตรเป็นเรื่องผลประโยชน์ แต่จากการพูดคุยกัน ยืนยันว่าไม่มีการหยิบยื่นผลประโยชน์ ตำแหน่ง หรือการต่อรองบำเหน็จหลังการเลือกตั้ง แต่ถ้าร่วมงานกันไม่ว่าจะ 7 วัน หรือ 1 เดือน ก็ตาม ถ้ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามา ก็ต้องขอถอนตัว

     ส่วนข้อตกลงที่พูดคุยกับกลุ่มสามมิตร นายสิระ กล่าวว่า ที่คุยกันเบื้องต้น จะมีการใช้บ้านทรงไทยที่แจ้งวัฒนะ เป็นสำนักงานของกลุ่มสามมิตร และเป็นศูนย์บัญชาการของพรรคพลังประชารัฐด้วย ซึ่งมีสถานที่รองรับคนมากถึง 4 ไร่ แต่ถ้ามีการประชุมใหญ่เป็นหลักพันคนก็เห็นว่าจะมีการใช้สถานที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวานจึงเป็นแค่การขอใช้สถานที่อย่างเดียว เป็นการประเดิมชัยในทางการเมือง ซึ่งส่วนตัวยังไม่ได้คุยกันว่าตนจะลง ส.ส.หรือไม่ และยังไม่มีข้อตกลงทางการเมือง ทั้งนี้ภายหลังกลับมาจากภารกิจที่ต่างประเทศ ก็จะมีการพูดคุยกันอีกรอบหนึ่ง เรื่องการวางจุดยุทธศาสตร์ แต่ไม่ขอก้าวล่วงรายละเอียด เพราะเรื่องนี้จะมีผู้ใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจ

 

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

 

โต้ไม่เคยทอดทิ้ง“แรมโบ้อีสาน”

     ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมช.คมนาคม และแกนนำพรรคเพื่อไทยภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำ นปช. ประกาศถอนคำสาบานต่อหน้าย่าโมเพื่อกลับมาเล่นการเมืองกับกลุ่มสามมิตรและระบุว่าถูกพรรคเพื่อไทยทอดทิ้งในยามที่ตกระกำลำบากว่า เรื่องถอนคำสาบานถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ก็ต้องตอบคำถามสาธารณชนให้ได้ว่ามีเหตุผลอะไร เพราะนายสุภรณ์เคยสาบานต่อย่าโมซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวโคราชให้ความเคารพนับถืออย่างมาก และขณะนั้นสาธารณชนทั่วไปก็เข้าใจว่านายสุภรณ์เลิกเล่นการเมืองเด็ดขาดแล้ว

     “ส่วนกรณีที่ระบุว่าถูกพรรคเพื่อไทยทอดทิ้งในยามลำบากนั้น เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับสมาชิกพรรคและอดีตส.ส.ของพรรคทุกคน แต่พอมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นทุกคนก็ถูกสั่งห้ามทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยสิ้นเชิงและถูกจับตามาโดยตลอด ซึ่งทุกคนก็เข้าใจในสถานการณ์ขณะนั้นดี ในขณะเดียวกันนายสุภรณ์ก็ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย และประกาศเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเด็ดขาด โดยผู้ใหญ่ของพรรคเพื่อไทยก็เห็นใจ แต่ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ทอดทิ้งนายสุภรณ์แต่อย่างใด ซึ่งตัวนายสุภรณ์เองก็ทราบดี” นายประเสริฐกล่าว

     ต่อข้อถามกรณีนายสุภรณ์ร้องขอให้ทุกฝ่ายสลายสีเสื้อและหันหน้ามาปรองดองเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้านั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นหลักการที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นมาตลอด แต่ที่ผ่านมามีเหตุการณ์และขบวนการจ้องทำลายพรรคเพื่อไทย จนทำให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการพัฒนาที่ล่าช้าจนทุกวันนี้อย่างไรนั้นคนไทยทั้งประเทศทราบดี

     นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า การที่นายสุภรณ์จะกลับมาเล่นการเมืองนั้น ก็ขออวยพรให้โชคดี แต่ความเป็นพี่เป็นน้องก็ยังคงอยู่ เพราะเราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา สำหรับสนามเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่นายสุภรณ์เคยลงสมัครนั้น ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยมีอยู่แล้ว คือนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ซึ่งเป็นอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย และเป็นพี่ชายของนายสุภรณ์ เพียงแต่รอให้ คสช.ปลดล็อกให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ พรรคเพื่อไทยก็จะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อไป

 

ซัดอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเปลี่ยนจุดยืน

     ส่วนนายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า หากนายสุภรณ์จะทำการเมืองก็ไม่อยากให้รบกวนย่าโม อย่าอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเปลี่ยนแปลงจุดยืนทางการเมือง ทั้งนี้ ไม่อยากให้นายสุภรณ์ตัดพ้อว่าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นหัว เพราะสถานการณ์เช่นนี้ทางพรรคไม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองหรือติดต่อใคร อีกทั้งนายสุภรณ์ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยตั้งแต่มีการยึดอำนาจในปี 2557 และหันไปให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงตั้งแต่ต้น ฉะนั้นอย่ามาบ่นว่าพรรคไม่ให้การดูแลหรือไม่ได้รับเกียรติอะไร หากจะไปก็เป็นสิทธิที่จะไป สุดท้ายผู้ตัดสินก็คือพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งของนายสุภรณ์ หากไปแล้วก็ไม่ว่ากัน ขอให้โชคดี แต่ถึงขนาดถอนคำสาบานได้ มองว่าเป็นละครชีวิตไปเสียหน่อย อย่าทำตัวน้ำเน่ามากเกินไป

     นายสมคิด กล่าวถึงว่าที่ผบ.เหล่าทัพว่า ไม่เกินความคาดหมายเพราะมีการวางตัวไว้แต่ต้นตามระบบของกองทัพ ซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายกุมอำนาจที่อาจจะเป็นการหากลุ่มคนรุ่นต่อไปมาดูแลเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์การเลือกตั้งและพร้อมสนับสนุนคสช.ต่อไปในการดำรงตำแหน่งส.ว.

นายกฯเผยเรื่องหารือกษัตริย์จิกมี

     ที่ราชอาณาจักรภูฏาน วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเดินทางเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม ว่า มีความประทับใจกับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก โดยสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีทรงชื่นชมการพัฒนาของไทย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และการทํางานของรัฐบาลที่ทําให้ประเทศมีความสงบสุข มีเสถียรภาพ ทรงติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยตลอดมา ทรงสอบถามทุกข์สุขของประชาชนไทย รวมถึงบทบาทของรัฐบาลที่ทําให้ประชาชนมีความสุข

 

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

 

     “สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ทรงสนใจเรื่องการท่องเที่ยว และการศึกษา ซึ่งไทยก็พร้อมให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษา เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การรักษาพยาบาล โดยเตรียมจัดตั้งศูนย์รักษาโรคหู ตา คอ จมูก ที่ภูฏาน นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสจุดเทียนเนย ในเขตพระราชฐานทาชิโชซอง ซึ่งได้ขอพรให้ช่วยปกป้องทั้งคนไทยและชาวภูฏาน ให้มีความสุขทั้ง 2 ประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

2ปท.อวยพรได้รัฐบาลธรรมาภิบาล

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการหารือกับดาโช เชริง ต็อบเกย์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏาน ได้หารือกันเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ของไทย อีกทั้งในปี 2562 จะครบรอบ 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับภูฏาน จะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และหวังว่าจะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและยาวนานต่อไป นอกจากนี้ในด้านสาธารณสุข ได้แนะนำให้ภูฏานนำรูปแบบอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ของไทยไปใช้ โดยไทยพร้อมให้การสนับสนุนแนะแนววิธี และอบรมประชาชน ส่วนด้านการศึกษาได้เสนอแนะให้จัดการเรียนการสอนผ่านระบบทางไกล แต่ภูฏานมีปัญหาการคมนาคม เพราะเป็นพื้นที่สูง การนำระบบดิจิทัลมาใช้ อาจจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงเห็นว่าน่าจะใช้การเรียนการสอนผ่านทางสถานีวิทยุ ซึ่งภูฏานมีอยู่จำนวนมากแทน

     พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนในด้านการเมือง ภูฏานจะมีการเลือกตั้งปีนี้ ขณะที่ไทยจะมีเลือกตั้งในปี 2562 ทั้งสองฝ่ายต่างอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล มาทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

     พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้แสดงความห่วงใยประชาชนจากสถานการณ์ฝนตกหนักจนเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวบรวมข้อมูลและออกให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า รวมทั้งกำชับเรื่องการบริหารจัดการน้ำในทุกพื้นที่

 

รัฐทุ่ม5พันล้านฟื้นฟูเกษตรกร

    นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัญจร ที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 24-25 กรกฎาคมนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอโครงการพักหนี้เกษตรกร 3.5 ล้านราย ที่เป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้พิจารณา ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้มีโอกาสฟื้นฟูอาชีพ ในช่วง 3 ปี และมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้ในปีที่ 4 หากได้รับความเห็นชอบ กระทรวงเกษตรฯ จะนำมาจัดทำรายละเอียดแนวทางการฟื้นฟูอาชีพต่อไป

     “การฟื้นฟูอาชีพนี้จะใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพด้านการเกษตร ตามที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนด ภายใน 3 ปี จะต้องสร้างรายได้ที่เพียงพอจะชำระหนี้ได้ในปีที่ 4 และพร้อมจะประกอบอาชีพต่อไปโดยไม่สร้างภาระหนี้เพิ่ม สำหรับอาชีพที่เตรียมไว้ส่งเสริมนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งเลี้ยงไก่ หมู ปลา และเพาะปลูก ภายใต้เงื่อนไขต้องมีตลาดรองรับที่ชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร และสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน” รมว.เกษตรฯ กล่าว

 

“มีชัย”เล็งจัดระเบียบตร.ติดตาม

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

 

     นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ... กล่าวถึงแนวคิดของคณะกรรมการที่มีแนวคิดจัดระบบตำรวจติดตามบุคคลสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเสียกำลังพลจริงว่า ตรงนี้มีทั้งพวกที่หน่วยงานราชการส่งไปและไม่ได้ส่งไป ซึ่งเราต้องหาทางทำให้สามารถใช้อัตรากำลังได้อย่างเพียงพอ เพราะยังมีความจำเป็นในการอารักขาบุคคลสำคัญ ดังนั้นจะระบุในกฎหมายให้ชัดเจนว่า อารักขาบุคคลในตำแหน่งใดบ้าง โดยให้ ครม.ประกาศ

      ส่วนที่เหลือที่ไม่เข้าข่ายจะต้องกลับต้นสังกัด แต่คงไม่ถึงกับยกเลิกตำรวจอารักขา เพราะภารกิจของตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยพระบรมวงศานุวงศ์กับบุคคลสำคัญ ซึ่งนอกเหนือจากพระบรมวงศานุวงศ์ ต้องพิจารณาว่าใครบ้างที่เป็นบุคคลสำคัญ คนธรรมดาตำแหน่งใดบ้างที่สมควรมีตำรวจอารักขา ก็ให้กำหนดให้ชัดเจน จะได้รู้ว่าใช้อัตรากำลังไปกี่คน รวมไปถึงตำรวจที่ไปลงชื่อว่าไปช่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แต่ตัวไม่ได้ไป โดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ก็จะทำให้ชัดเจนว่า กอ.รมน.ต้องการกี่คน ซึ่งต้องไปทำงานจริงไม่ใช่ไปรายงานตัวแล้วหายไปเลย

     “สำหรับคนระดับนายกรัฐมนตรี แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็ควรต้องมีตำรวจอารักขาเพราะถือว่าเป็นเกียรติ แต่อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นจะต้องไม่มีคดีติดตัว ส่วนใครบ้างที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีแล้วสมควรมีก็ให้ครม.ตัดสิน” นายมีชัย กล่าว

     ส่วนกรณีตำรวจอารักขา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือว่าเข้าข่ายความผิด มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น นายมีชัย กล่าวว่า “ไม่ทราบ เป็นเรื่องของตำรวจที่จะดำเนินการ”

 

ชี้ถือหุ้นก่อนรับตำแหน่งไม่ผิด

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

     ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การตีความกฎหมายที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย” ตอนหนึ่งว่า การตีความกฎหมายเป็นการหาความหมายของคำในทางกฎหมายเพื่อให้เอามาใช้ได้ถูกต้องและเป็นไปตามเจตารมณ์ของกฎหมาย แต่การตีความกฎหมายที่ขยายความมากเกินไปก็จะเสียความยุติธรรมของกฎหมาย ซึ่งวันนี้มีคดีความหลายคดีในศาลปกครองที่ศาลเห็นว่าการตีความของหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานเป็นการตีความกฎหมายที่ผิด เพราะตีความกฎหมายแบบไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ กรณีมีคนส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดยกล่าวหารัฐมนตรี 8 คน ซึ่งมีตนรวมอยู่ด้วย ว่าพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ในกรณีของตนนั้น แตกต่างกับอีก 7 คน เพราะกรณีของตนไม่ต้องตีความ เพราะมีการร้องว่าตนพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี กฎหมายเขียนว่ารัฐมนตรีจะต้องไม่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานรัฐ ตนเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยมา 10 ปี แล้ว และปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่ คนที่ร้องคงลืมว่า ในรัฐธรรมนูญมีมาตราหนึ่งที่ระบุว่า บรรดาข้อห้ามที่เขียนในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้บังคับกับรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ แต่บังคับใช้กับรัฐบาลถัดไป ดังนั้น กรณีของตนจึงจบไป 

     แต่กรณีอีก 7 คนถูกร้องเรียนว่าถือหุ้นในบริษัทที่ได้สัมปทานกับรัฐ รัฐธรรมนูญเขียนว่า รัฐมนตรีจะถือหุ้นหรือมีหุ้นส่วนในบริษัทที่เป็นคู่สัมปทานกับรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ได้ รวมทั้งคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หากมีจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งทั้ง 7 คนมีหุ้นจริง แต่มีหุ้นมาก่อนที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งไม่ได้มีการขายหุ้นดังกล่าวออกไป ขณะที่สนช.ที่ถือหุ้นสัมปทานก็มีเป็นร้อยคน แต่ยังไม่มีใครร้อง ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว กกต.พิจารณาหลายเดือน และมีข้อสรุปไม่นานมานี้แล้วว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม ซึ่งเป็นการตีความและวินิจฉัยว่าไม่ผิด

     นายวิษณุ กล่าวว่า กกต.ใช้เหตุผลว่าเรื่องดังกล่าวเคยมีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีรายละเอียดในรัฐธรรมนูญเขียนเหมือนกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความแล้วว่าไม่ผิด เพราะศาลเห็นว่า เรื่องใดที่รัฐธรรมนูญห้ามสำหรับการกระทำที่เกิดก่อนการมาดำรงตำแหน่ง แล้วพอมาดำรงตำแหน่งถึงยังมีต่อไปก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะมีมาก่อน หากรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้มี ก็จะมีการระบุชัดเจนว่าห้ามมีหุ้นและยังคงถือหุ้นต่อ ดังนั้น คนที่มาเป็นรัฐมนตรี มาเป็น ส.ส. หากมีหุ้นลักษณะนี้ก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างไรก็ไม่ผิด

 

ยังไม่ตั้งอนุกก.ไต่สวน-รอข้อมูลครบ

 

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

 

     ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันตั้งข้อสังเกตว่ามีความพยายามยื้อเวลาการตรวจสอบการถือครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่า เป็นเรื่องธรรมดาและเป็นความเห็นของบุคคล แต่ถือเป็นสิ่งที่ดีที่มีการช่วยเตือน ช่วยแนะนำ อย่างไรก็ตาม ทางคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงกำลังทำงานอยู่อย่างเต็มที่ พยายามหาข้อมูลและหลักฐานมาประกอบในการตอบสังคมให้ได้ครบถ้วน เพราะการตอบต่อสังคมเป็นสิ่งสำคัญ คนรับผิดชอบคือ ป.ป.ช. ดังนั้นขอให้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ส่วนตนก็รับฟังทุกข้อห่วงใยและข้อสังเกต สิ่งที่เป็นประโยชน์รับฟังทั้งนั้น ขณะเดียวกัน ต้องเร่งรัดทำงานไป

     ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สังคมไว้วางใจ ป.ป.ช.น้อยลงจนจะติดลบแล้ว พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเพียงกรณีเดียว แต่งาน ป.ป.ช.มีมากมายหลายเรื่อง ได้บอกแล้วว่าในฐานะที่รับผิดชอบรับฟังทุกข้อห่วงใย อย่างไรก็ตามความศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อองค์กรถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำคัญที่ผลของการทำงานต่างหาก เพราะถ้าเราทำงานอย่างเร่งรัดและผลที่ออกมาไม่ครบถ้วนจะเกิดความเสียหายอยู่ดี สังคมจะมองได้อีกว่ามีแต่ความเร่งรัดรีบเร่ง มองกันไปได้ทุกมิติ ดังนั้น ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ทำงานได้ถูกต้องตามระเบียบขั้นตอน มุ่งมั่นที่จะตอบสังคมให้ได้เท่านั้น 

     “การทำงานของป.ป.ช.จะต้องมีรายละเอียด โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่องสนใจของสังคม เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักเรื่องนี้ว่าจะต้องทำให้ครบถ้วน ซึ่งกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนห่วงใยเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งไหนที่เป็นประโยชน์หรือที่เราทำยังไม่ครบถ้วนจะรับมาดำเนินการและเร่งรัดเพื่อให้ถูกต้องให้สังคมหายสงสัย เพราะเมื่อเรื่องออกไปสู่สังคมเราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ” ประธานป.ป.ช.กล่าว

 

แจงไม่ใช่ทุกเรื่องต้องตั้งอนุกก.สอบ

     เมื่อถามว่า เหตุใดจึงไม่สามารถขอข้อมูลนาฬิกาจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยได้ ทั้งที่ ป.ป.ช.มีอำนาจทำได้ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า เท่าที่รับฟังจากกรรมการป.ป.ช.ที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ว่าขอไม่ได้ แต่เพราะตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยไม่มีข้อมูล โดยป.ป.ช.ได้สอบถามข้อมูลถึงซีเรียลนัมเบอร์ของนาฬิกาเรือนต่างๆ แต่เขาแจ้งว่าไม่มีข้อมูล ไม่ได้ขายนาฬิการุ่นนี้ ดังนั้น ป.ป.ช.จึงต้องขอข้อมูลจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าต้องเสียเวลา แต่ถ้าจะไม่ขอไปก็จะไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วน ส่วนจะมีโอกาสที่บริษัทแม่จะให้ข้อมูลหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะเป็นความร่วมมือในฐานะที่เขาเป็นบริษัทข้ามชาติ ต้องดูว่าเขามีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ว่านาฬิกายี่ห้อนี้ ซีเรียลนัมเบอร์นี้ ใครเป็นตัวแทนจำหน่ายที่รับไปหรือไม่

     “เรื่องนี้ไม่มีเหตุที่จะต้องไปตั้งอนุกรรมการไต่สวนและไม่ใช่ว่าทุกเรื่องเราจะต้องไปตั้งอนุกรรมการไต่สวน การจะตั้งได้เราต้องมีข้อมูลจากการแสวงหาข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่เรื่องนี้ยังอยู่ในชั้นคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อหาให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงต้องสอบถามไปยังบริษัทแม่ที่ขายว่าได้กระจายไปยังตัวแทนจำหน่ายใดและประเทศใด” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

 

สรุปสำนวนได้แม้ตปท.ไม่ให้ข้อมูล

 

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.

 

     นายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงมีความคืบหน้าไปมากแล้ว แต่ข้อมูลอาจยังไม่ครบถ้วน คณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติให้ไปหาข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ยืนยันว่าดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้คณะทำงานได้ข้อมูลจากในประเทศครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงข้อมูลที่จะต้องขอจากต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ความสัมพันธ์และกฎหมายระหว่างประเทศ ต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อย

     เมื่อถามว่า หากหน่วยงานในต่างประเทศปฏิเสธให้ข้อมูล ข้อมูลที่ ป.ป.ช.มีอยู่สามารถจะสรุปเรื่องได้เลยหรือไม่ นายวิทยา กล่าวว่า “ได้ ซึ่งป.ป.ช.ได้ดำเนินการตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่ไม่ถึงขั้นอายัดนาฬิกาเพื่อมาตรวจสอบ” เมื่อถามย้ำว่า หากไม่ได้ข้อมูลจากต่างประเทศ ข้อมูลที่ ป.ป.ช.มีอยู่สามารถสรุปได้เลยหรือไม่ว่านาฬิกาทั้งหมดเป็นของเพื่อน พล.อ.ประวิตร นายวิทยา กล่าวว่า กรณีนี้ที่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากนาฬิกาทั้งหมดผลิตจากต่างประเทศ จึงต้องขอข้อมูลเพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ คงต้องรอสักระยะหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่ได้ข้อมูลในส่วนนี้ก็ต้องกลับไปดูว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ผ่านมาครบถ้วนหรือไม่ ได้แค่ไหน ก็ต้องพิจารณาไปตามกฎหมาย ตามข้อเท็จจริงที่ได้

     ต่อข้อถามการสอบสวนเรื่องนี้ยิ่งช้าออกไปจะไม่เป็นผลดีต่อป.ป.ช. นายวิทยา กล่าวว่า เข้าใจตรงนี้ดี แต่ต้องให้ความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย เราอยากทำให้เสร็จ แต่ก็ต้องได้ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อถามว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.อาจช่วยเหลือผู้มีอำนาจ นายวิทยา กล่าวว่า ป.ป.ช.ตรงไปตรงมา เราพิจารณาตัดสินบนข้อมูลตามข้อกฎหมาย

 

สินบน20ล.โรงไฟฟ้าไม่เกี่ยวรมต.

     ส่วนความคืบหน้ากรณีบริษัท มิตซูบิชิ ฮิตาชิ พาวเวอร์ ซิสเต็มส์ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ไทย มูลค่า 60 ล้านเยน หรือประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อแลกกับการชนะประมูลก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนในไทยปี 2556 พล.ต.อ.วัชรพล ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า กรณีนี้ ป.ป.ช.ไต่สวนอยู่นานแล้ว ทำมาอย่างเนื่อง และมีความก้าวหน้ามาก โดยป.ป.ช.ได้ทำงานร่วมกับอัยการญี่ปุ่น ซึ่งเรื่องนี้มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แต่ไม่ถึงระดับรัฐมนตรี เป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติในพื้นที่ โดย ป.ป.ช.มีการแจ้งข้อกล่าวหาบางคนไปบ้างแล้ว

     ขณะที่นายวิทยา กรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ไทย 20 ล้านบาท เปิดเผยถึงการตรวจสอบเรื่องนี้ว่า กรณีดังกล่าวมีการร้องเรียนมายังป.ป.ช.ระยะหนึ่งแล้ว โดยได้ประสานกับทางอัยการญี่ปุ่น และป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนมีความคืบหน้าแล้วประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ กรณีนี้มีความเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน แม้กระทั่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ เช่น กรมเจ้าท่า หน่วยงานในท้องถิ่น และหลายหน่วยงาน และมีบุคคลที่อยู่ในข่ายเกี่ยวข้องกับการเรียกรับสินบน 4-5 คน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับพื้นที่ กรณีนี้ถือว่าสร้างผลกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุนระหว่างประเทศ

     กรรมการป.ป.ช.บอกว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะเกี่ยวพันกับการให้สินบนข้ามชาติ ในต่างประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้หรือผู้รับล้วนมีความผิด อย่างไรก็ตาม ไม่อยากกำหนดกรอบเวลาว่าจะสามารถสรุปสำนวนเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ได้เมื่อใด แต่สิ่งที่ดำเนินการไปแล้วนั้นมีความคืบหน้าไปมาก เหลือเพียงการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดโอกาสให้เข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต้องให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ คงไม่มีความจำเป็นต้องเสนอคสช.ให้ใช้มาตรา 44 สั่งพักงานผู้ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสามารถตรวจสอบตามขั้นตอนปกติและใกล้เสร็จแล้ว

     “เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตรงๆ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ แต่เขาก็ฝ่าฝืนกระทำ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระทบการลงทุนระหว่างประเทศ ต่างประเทศต้องมีความเชื่อมั่น เมื่อจะมาลงทุนในประเทศไทย ว่าเราจะให้ความเป็นธรรมกับเขา ไม่มีการเรียกสินบน แต่เมื่อมีกรณีแบบนี้ เราจะต้องให้ความสำคัญและจะขยายผลไปยังสถานที่อื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจเกิดกรณีแบบนี้ ก็กำลังตรวจสอบอยู่” นายวิทยา กล่าว

 

ชี้พิรุธเลื่อนประมูลเครื่องดึงสปริง

 

คสช.ปัดกองทัพเดินสายดูดส.ส.ชี้ทุกฝ่ายต้องยึดกรอบก.ม.