
6 เดือนแรกส่งออกโต 11 % สูงสุดในรอบ 7 ปี
พาณิชย์ เผยส่งออกมิ.ย.ขยายตัว 8.2 % อานิสงค์สงครามการค้า ส่งออกสหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์ รวมครึ่งปี61 ส่งออกโตแล้ว11% สูงสุดรอบ7ปี ลุ้น"สนธิรัตน์ "เคาะเป้าใหม่
20 ก.ค. 61 - น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยตัวเลขการส่งออกเดือนมิ.ย.2561 มีมูลค่า 21,799 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 8.2% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 เนื่องจากการส่งออกสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังขยายตัวได้ดี รวมถึงการส่งออกไปรายตลาดยังขยายตัวได้ดี ทั้งญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และจีน โดยเฉพาะสหรัฐ ส่งออกเดือนมิ.ย. มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีมูลค่า2,500ล้านเหรียญสหรัฐ
เนื่องจากไทยได้อานิสงส์จากการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้า 168 รายการในอัตรา 25% ที่มีผลบังคับใช้เดือนก.ค. ทำให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯหาแหล่งนำเข้าใหม่ล่วงหน้าทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและเกษตร โดยตลาดสหรัฐอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 6.9 สินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ฯ ผลิตภัณฑ์ยาง เหล็กและผลิตภัณฑ์ และเครื่องจักรกลฯ เป็นต้น นอกจากนี้การส่งออกข้าวขยายตัวสูงถึงร้อยละ 48.6
นอกจากนี้ยังมีการเติบโตดีในตลาดญี่ปุ่นสหภาพยุโรปจีนอินเดียและกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ขณะที่สินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม ขยายตัว 8.2% เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 สินค้าที่ขยายตัวสูงได้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบเม็ดพลาสติกเคมีภัณฑ์ขณะที่การส่งออกสินค้ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 4.5% สินค้าที่ขยายตัวได้ดี ได้แก่ ข้าว ผัก ผลไม้สดแช่แข็งกระป๋อง และแปรรูปไก่สดแช่แข็ง และแปรรูปน้ำตาลทราย
ขณะที่การนำเข้าเดือนมิ.ย. มีมูลค่า20,201ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10% เกินดุลการค้า 1,579 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ครึ่งปีแรกการนำเข้ามีมูลค่า 121,356 ล้านเหรียญสหรัฐขยายตัว 15.6 การค้าเกินดุล 1,877 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. มีมูลค่า 125,811 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 11% และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 ปี
น.ส. พิมพ์ชนก กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากสงครามการค้าระหว่างไทยและจีนแต่ได้รับอานิสงส์จากภาวะดังกล่าว เนื่องจากไทยสามารถส่งออกไปตลาดสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถือว่าประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ อย่างไรก็ตามการส่งออกไทยที่มีลักษณะการกระจายตัวในตลาดใหม่มากขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการค้าของประเทศมหาอำนาจได้บ้าง นอกจากนี้สถานการณ์ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงเป็นโอกาสดีต่อผู้ส่งออกในการเร่งผลักดันส่งออกสินค้า และทำให้รายได้การส่งออกในรูปเงินบาทสูงขึ้น
" โดยภาพรวมการส่งออกไทยยังได้อานิสงส์จากสงครามการค้า เพราะประเทศผู้นำเข้าเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ๆแทน แต่ผู้ส่งออกจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และทำประกันความเสี่ยงเพื่อรองรับความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์สงครามการค้าโลก ที่มีความไม่แน่นอนสูง แม้ตอนนี้เป็นโอกาสดีของผู้ส่งออกไทย ที่จะได้นำเข้าสหรัฐมากขึ้นทดแทนแหล่งเดิมๆ ทำให้ตัวเลขส่งออกไปสหรัฐดีขึ้นก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ แต่ก็เป็นเรื่องน่าห่วงและแนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจับตาการไหลเข้าของสินค้าในกลุ่มเหล็ก การแอบอ้างถิ่นกำเนิดเพื่อส่งออกไปตลาดสหรัฐ รวมถึงเริ่มเห็นประเทศนำเข้าสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ในภาคการเงินสหรัฐ เริ่มส่งสัญญาณกังวลต่อการค้าขายในประเทศชะลอตัว เช่นเดียวกับยุโรป ญี่ปุ่น และจีน" น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว
ส่วนแนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังคาดการณ์จะเป็นไปตามเป้าหมาย 8% โดยในวันที่ 7 ส.ค.นี้ รมว.พาณิชย์ จะเชิญภาคเอกชนรายใหญ่ในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมเข้ามาหารือเพื่อประเมินตัวเลขการส่งออกทั้งปีร่วมกันอีกครั้ง ทั้งนี้หากการส่งออกขยายตัวได้ 9% ในช่วง 6 เดือนที่เหลือจะต้องผลักดันการส่งออกให้ได้ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากการส่งออกมีโอกาสขยายตัวได้ 10% จะต้องผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือให้ได้ไม่น้อยเดือนละ 22,414 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนตัวเลขเป้าหมายใหม่จะเป็น 9% หรือ 10% ต้องรอนโยบายนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เห็นชอบ
ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ทิศทางการส่งออกครึ่งปีแรก ถือว่าเติบโตได้ดีมากในรูปเงินเหรียญสหรัฐ แม้ผู้ส่งออกจะกังวลเรื่องเงินทางที่แข็งค่ามาตลอด แต่ที่ต้องดูคือ รายได้ที่เป็นรูปเงินบาทเพิ่มขึ้นเพียง 0.8 % ซึ่งทำให้รายได้ที่จะหมุนเวียนในประเทศ ยังไม่ค่อยดีนัก แต่ครึ่งปีหลังคาดว่าการส่งออกของไทยจะยังเติบโตได้เพิ่มขึ้นแม้จะไม่หวือหวาเท่ากับครึ่งปีแรก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมยังดีประกอบกับราคาน้ำมัน ปรับขึ้นมาระดับหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ ราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน สูงขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้อัตราแลกเปลี่ยน ที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อการส่งออก แต่กังวลคือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่ยังทยอยออกมาเรื่อยๆ และสถานการณ์ trade war ที่ยังไม่นิ่งและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ผู้ส่งออกคาดเดาได้ยาก ว่าจะมีสินค้าใดได้ผลบวกหรือได้ผลลบ และไม่แน่ใจว่าจะมีประเทศคู่ค้าใดโดนผลกระทบเป็นหางเลขอีก จากการตอบโต้ทางการค้า ระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ 2-3 ประเทศ เช่น สหรัฐ จีน และอียู รวมทั้งไทยเอง ที่ต้องไปเจรจาการค้ากับประเทศเหล่านั้นด้วย และยังมีผลกระทบที่ทำให้เกิดการเอาอย่างเช่น พอประเทศใดมีปัญหาขาดดุลการค้าอาจจะหันมาใช้มาตรการขึ้นภาษีอีก.



