
กทม.รับเป็นตัวกลางช่วยลูกหนี้แก้บ้านถูกยึด
กทม.รับเป็นตัวกลางช่วยลูกหนี้แก้ปัญหาบ้านถูกยึด หลังพบผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัยเกือบแสนรายอยู่ในกรุง พร้อมเปิดโครงการ 21 พ.ย.นี้
(20ต.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกทม. ถึงโครงการแก้ปัญหาหนี้สินด้านที่อยู่อาศัยว่าโครงการแก้ปัญหาหนี้สินนั้นเป็นนโยบายที่ตามที่หาเสียงไว้สมัยลงสมัครผู้ว่าฯกทม. ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยโครงการดังกล่าว กทม.จะให้ประชาชนที่มีปัญหาหนี้สินเรื่องที่อยู่อาศัยที่กำลังจะถูกยึด หรือเป็นหนี้จากทางอื่นแต่กำลังจะถูกยึดบ้านเพื่อชดใช้ให้ได้มีทางออกก่อนที่จะทำการกู้หนี้นอกระบบหรือคิดสั้น โดยกทม.จะมีหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องทุกข์ แต่ละกรณี เพื่อรวบรวบรายชื่อและปัญหาของประชาชนแต่ละเขตส่งให้ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ เพื่อคัดกรองปัญหาของลูกหนี้แต่ละกรณี เพื่อส่งให้สถาบันการเงิน พิจารณาช่วยเหลือ โดยไม่มีกรอบวงเงินจำกัด
ผู้ว่าฯกทม. กล่าวอีกว่า ในส่วนของ กทม.จะคัดกรองว่ากรณีไหนที่สมควรจะรีบเร่งช่วยเหลือ เช่น กรณีบ้านที่กำลังจะถูกยึดก่อน กรณีไหนสามารถรีไฟแนนซ์ได้ เป็นต้น ก่อนส่งให้ศูนย์ประสานงานฯพิจาณา สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาดังกล่าวนั้นเมื่อมาเข้าโครงการดังกล่าวแล้ว กทม.จะใช้เวลาในการดำเนินการทั้งสิ้น 5 เดือน คือเดือนพ.ย.จะรวบรวมจำนวนประชาชนและใช้เวลาในการคัดกรองในเดือนธ.ค.ทั้งเดือน จากนั้นจะส่งให้ศูนย์ประสานงานลูกหนี้แห่งชาติ เพื่อดำเนินการพิจารณาและประสานสถาบันการเงินเพื่อแก้ปัญหาในช่วง1 ม.ค.-30 เม.ย. ทั้งนี้ กทม.จะเปิดงานในวันที่ 21 พ.ย.ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง หลังจากนั้นในระหว่างวันที่ 23 - 30 พ.ย. ทั้ง 50 สำนักงานเขต จะทำการแจกเอกสารในการกู้ให้ประชาชนมารับเพื่อนำไปศึกษาและดำเนินการได้ซึ่งขณะนี้ กทม.ได้จ้างลูกจ้างชั่วคราวมาประจำที่สำนักงานเขตจำนวน 100 คน ประจำเขตเขตละ 2 คน เพื่อมาเก็บข้อมูลและประชาสัมพันธ์โครงการ
ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าศูนย์ประสานงานฯสามารถรับดูแลช่วยเหลือลูกหนี้ได้ประมาณ 600,000 ราย โดย 100,00 รายเป็นหนี้เรื่องที่อยู่อาศัยและประมาณ 70 % หรือ 70,000 รายเป็นลูกหนี้อยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น กทม.คงไม่การันตีว่าจะสามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้หมดหรือลุล่วง แต่การที่ กทม.เข้ามาช่วยประสานก็เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปในทิศทางที่ดี และสามารถชี้ทางออกให้ประชาชนที่ประสบปัญหาได้ดีกว่าการอยู่เฉยหรือปล่อยให้ประชาชน จนหนทาง



