ข่าว

เซลส์สาวให้ปากคำเพิ่มยันถูกตบจริง-ตร.พร้อมขมา

เซลส์สาวให้ปากคำเพิ่มยันถูกตบจริง-ตร.พร้อมขมา

02 มี.ค. 2552

เซลส์สาวพร้อมเพื่อนให้ปากคำพนักงานสอบสวน สน.บางนา ยันถูก ตร.ปราบยาเสพติดเมืองชลบุรีนับสิบนายบุกใช้ปืนจี้ ทุบรถ ตบหน้าอย่างแรง ลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด เหตุรับไม่ได้เรื่องตบหน้า แต่พร้อมเจรจาหาก ตร.จริงใจ ด้านตำรวจชุดจับกุมยอมรับความผิดพลาด พร้อมขอขมา เผยเป็

ความคืบหน้าเหตุการณ์ตำรวจกลุ่มงานสืบสวนภูธรจังหวัดชลบุรีนับสิบนาย ใช้อาวุธปืนครบมือบุกจู่โจม และใช้ทำร้าย น.ส.ณัฐชานันท์ สุขสันต์สมเจริญ อายุ 30 ปี ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด และน.ส.พิชญดา ธำรงค์พรสวัสดิ์ อายุ 29 ปี ผู้จัดการบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพีเอฟ ขณะขับรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ซ สีฟ้า ทะเบียน ฌฌ 9059 กรุงเทพมหานคร จอดรอรับเพื่อนชายที่หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บางนา เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าหญิงสาวเจ้าของรถเป็นเอเย่นต์ยาเสพติด เหตุเกิดเมื่อกลางดึกวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ตำรวจชุดจับกุมได้ออกมาขอโทษถึงการกระทำดังกล่าวแล้ว
 ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 มีนาคม น.ส.ณัฐชานันท์ และ น.ส.พิชญดา มาที่ สน.บางนา พร้อมกับ นางนวล สุขสันต์สมเจริญ อายุ 55 ปี มารดาของ น.ส.ณัฐชานันท์ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมต่อ พ.ต.อ.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผกก.สน.บางนา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
 น.ส.ณัฐชานนท์กล่าวว่า มาให้ปากคำเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว ขอยืนยันว่า คืนเกิดเหตุขณะขับรถมาจอดรับเพื่อนได้ถูกตำรวจชุดดังกล่าวถือปืนบุกเข้ามาล้อมกรอบ ก่อนจะใช้เท้าถีบประตูรถ และทุบกระจกจนแตกละเอียด จากนั้นจึงบุกเข้ามาทำร้ายด้วยการตบหน้า
 “ดิฉันกับเพื่อนเดินทางไปรับผลตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์มาแล้ว หมอระบุว่า ถูกตบหน้าทำให้เนื้อเยื่ออักเสบได้รับบาดเจ็บ โดยฉันถูกตบหน้าอย่างจังมีอาการบวม ส่วนเพื่อนสาวถูกตบแบบเฉียดๆ หลังเกิดเหตุนายตำรวจที่เป็นหัวหน้าชุดพยายามนำลูกน้องเข้ามาขอโทษ แต่ไม่ได้พาคนที่ลงมือมาด้วย เหมือนกับจับแพะมาแทน ดิฉันยืนยันว่า ไม่ใช่คนนี้ เพราะจำหน้าได้ หลังจากนี้คงจะแจ้งความดำเนินคดี แต่ถ้าฝ่ายตำรวจจริงใจก็พร้อมจะเจรจาด้วย” น.ส.ณัฐชานันท์ กล่าว
 พ.ต.อ.คมศักดิ์กล่าวว่า หลังรับแจ้งความได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สายชล หงษ์สุวรรณ์ พนักงานสอบสวนเรียกตัวผู้เสียหายมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะออกหมายเรียกตำรวจที่ถูกพาดพิงให้มารับทราบข้อกล่าวหาทำให้เสียทรัพย์ทำร้ายร่างกาย และทำให้ผู้เสียหายตกใจ โดยหลังเกิดเหตุผู้บังคับบัญชาของตำรวจชุดดังกล่าวออกมาแสดงความรับผิดชอบ และกล่าวขอโทษผู้เสียหายไปแล้ว เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดจริงๆ
 พ.ต.อ.คมศักดิ์กล่าวอีกว่า ก่อนที่ตำรวจชุดนี้จะเดินทางมาถึงด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนานั้น ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีเอเย่นต์ค้ายาไอซ์ขับรถเก๋งสีแบบเดียวกันกับผู้เสียหายมาจอดส่งของกันที่บริเวณดังกล่าว จึงเกิดการเข้าชาร์จผิดตัวผิดคัน แต่ภายหลังตำรวจสามารถยึดของกลางเป็นยาไอซ์น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ซึ่งป็นของเอเย่นต์ตัวจริงนำมาทิ้งไว้ได้บริเวณตู้โทรศัพท์ด้านหน้าห้างดังกล่าวด้วย
 “เท่าที่พูดคุยกับผู้เสียหาย ทราบว่าเป็นคนที่มีจิตใจงดงาม แต่อยากให้ตำรวจชุดดังกล่าวออกมารับผิดชอบ โดยผู้เสียหายก็เข้าใจแล้วว่าเป็นความผิดพลาดจริงๆ แต่ยังยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และขอปรึกษากับญาติผู้ใหญ่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป ผมยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพราะเข้าใจดีว่า ขณะเกิดเหตุตำรวจทำเกินไปจริงๆ ผู้ชายนับสิบคนไปทำอย่างนั้นกับผู้หญิงแค่ 2 คน โดยเฉพาะเรื่องตบหน้า ผู้เสียหายซีเรียสมาก” พ.ต.อ.คมศักดิ์กล่าว
 วันเดียวกัน พ.ต.ท.สุทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี หัวหน้าชุด เดินทางมาที่ สน.บางนา พร้อมชี้แจงว่า วันเกิดเหตุตำรวจชุดปฏิบัติงานทำหน้าที่ล่อซื้อยาไอซ์จากเอเย่นต์รายใหญ่ เครือข่ายนักโทษในเรือนจำ โดยก่อนหน้านี้ได้รับรายงานว่า เอเย่นต์นำยาไอซ์ที่สั่งซื้อมาวางบริเวณตู้โทรศัพท์ด้านข้างรถเก๋งสีฟ้าที่จอดอยู่ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลบางนา นอกจากนี้ยังได้รับรายงานอีกว่า รถคันดังกล่าวมีผู้ชาย และผู้หญิงนั่งอยู่ภายใน เมื่อเดินทางไปถึงพบรถผู้เสียหายจอดอยู่ จึงรีบแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ขณะกำลังตำรวจล้อมรถผู้เสียหายไม่ยอมเปิดประตู ประกอบกับกระจกรถกติดฟิล์มมืด จึงต้องใช้วิธีการทุบกระจกเข้าชาร์จ เพราะเกรงว่าจะถูกยิงสวนเหมือนกัน
 “จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมจับคดียาเสพติดมาแล้วเป็น 100 ราย ไม่เคยพลาด จะมีบ้างที่ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ แต่เหตุการณ์นี้ต้องยอมรับว่าพลาดจริงๆ เพราะโดนเอเย่นต์หลอก ส่วนเรื่องที่ลูกน้องของผมไปตบหน้าผู้เสียหาย ได้รับคำชี้แจงมาว่า เป็นเพียงการเหวี่ยงมือไปโดนเท่านั้น ซึ่งผมพร้อมจะพาลูกน้องทุกคนเข้ามาให้ชี้ตัว และขอขมาในสิ่งที่เสียหายทั้งหมดอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการผิดพลาดจากการปฏิบัติหน้าที่จริงๆ ไม่ได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้ง ส่วนเรื่องที่ต้องยึดโทรศัพท์มือถือและกุญแจรถไว้ เพราะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ จึงต้องยึดเอาไว้เพื่อตรวจสอบ” พ.ต.ท.สุทัศน์กล่าว
 ต่อมาเวลา 14.45 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.ธีรพล จินดาหลวง รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี ชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น ยืนยันว่าตำรวจอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับรายงานจากสายลับจริงๆ ที่ผ่านมาตำรวจชุดนี้มีผลงานจับยาเสพติดมาตลอด ส่วนที่ออกมาพูดยืนยันว่าไม่ได้ปกป้องลูกน้อง เพราะก่อนหน้านี้เคยมีผู้ต้องหานำเงินสดกว่า 4 แสนบาท มาติดสินบน แต่เจ้าหน้าที่ชุดนี้ยังไม่รับ อีกทั้งยังดำเนินคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่อีกด้วย ดังนั้นในฐานะผู้บังคับบัญชาจึงขอแสดงความเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้นด้วย และขอความเห็นใจให้ตำรวจด้วย เพราะทุกคนปฏิบัติเพื่อปราบปรามยาเสพติดให้หมดไป
 “หลังจากนี้คงเป็นขั้นตอนของพนักงานสอบสวน ในการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งเรื่องคดีอาญา ส่วนการตั้งกรรมการสอบวินัย ทางผู้บังคับบัญชาได้ตั้งไปแล้ว ผมยืนยันว่าจะให้ความยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย ส่วน ส.ต.อ.บัณณทัต คร้ามไพบูลย์ ผบ.หมู่งานสืบสวน กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้ที่ผู้เสียหายชี้ตัวยืนยันก็จะถูกตั้งกรรมการสอบ และเจ้าหน้าที่ทั้ง 12 นาย ที่ออกปฏิบัติหน้าที่วันนั้นก็ยินดีจะให้ผู้เสียหายชี้ตัว พร้อมชดใช้ค่าเสียหาย” พ.ต.อ.ธีรพล กล่าว
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผู้เสียหายทั้ง 2 คน ทราบว่าตำรวจคู่กรณีจะขอเจรจาที่ สน.บางนา ก็พากันขึ้นรถเดินทางกลับทันที โดย น.ส.ณัฐชานันท์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์อีกครั้งว่า ขณะนี้ยังไม่พร้อมที่จะเจรจากับใครทั้งสิ้น เพราะอยากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน เนื่องจากยังมีอาการปวดศีรษะ อีกทั้งยังหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่า รับไม่ได้จริงๆ กับการที่ถูกตบหน้า จึงอยากให้นำตัวผู้ที่ตบมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุมีคนอ้างตัวว่าเป็นตำรวจที่ จ.ชลบุรี ติดต่อเข้ามาขอเจรจาชดใช้ค่าเสียหาย แต่ด้วยความกลัวและยังตกใจจึงปฏิเสธไป