
กลองสัมฤทธิ์ ในวัฒนธรรม ดองซอน เวียดนาม
สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคแห่งการเชื่อมโยงการค้าของบ้านเมืองต่างๆ ในสยามประเทศที่สืบเนื่องมาจากยุคสมัยการค้าก่อนหน้า เมืองอุตรดิตถ์ซึ่งมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง ริมฝั่งขวาแม่น้ำน่าน ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเดินเรือตามลำน้ำและการ
ดังความตอนหนึ่งในพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่เสด็จเมืองอุตรดิตถ์ เมื่อ พ.ศ.2444 ว่า
“...เมืองไหนจะดีเท่าอุตรดิตถ์ไม่มี เป็นเมืองที่โคราช เป็นที่รวมทางที่มาแต่ที่ดอน คือ แพร่ น่าน เป็นต้น มาสู่อุตรดิตถ์เป็นท่าเป็นบ้านร้านตลาดหาได้จับบางแต่ตามลำน้ำเช่นเมืองอื่นไม่ คับคั่งแน่นหนาประดุจตลาดน้อยกรุงเทพฯ...”
ที่ตั้งเมืองอุตรดิตถ์ปัจจุบัน แต่เดิมคือบริเวณที่ตั้ง ต.บางโพท่าอิฐ เนื่องจากทำเลที่ตั้งดีจึงเป็นย่านการค้าแลกเปลี่ยนที่สำคัญ พ่อค้าทางเมืองใต้ได้ล่องเรือนำสินค้าขึ้นไปสุดที่ ต.บางโพท่าอิฐ เพราะมีเรือเดินจากกรุงเทพฯ มาถึงเหนือขึ้นไปแม่น้ำตื้นเขินและเป็นเกาะแก่งเรือเดินไม่สะดวก ส่วนพ่อค้าทางเมืองเหนือ เช่น หลวงพระบาง แพร่ น่าน ตลอดจนแคว้นสิบสองปันนา ก็นำสินค้าพื้นเมืองเดินบกลงมาจำหน่ายและซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ ที่ ต.บางโพท่าอิฐแห่งนี้
ด้วยการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของตำบลบางโพท่าอิฐ รัชกาลที่ 5 จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็น "เมืองอุตรดิตถ์" ที่หมายถึง เมืองท่าทางตอนเหนือ (เพราะ “อุตร” แปลว่า เหนือ และ “ดิตถ์” แปลว่า ท่า) เมื่อราว พ.ศ. 2430 และให้เป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย และใน พ.ศ. 2442 ได้ย้ายศาลากลางจากเมืองพิชัยไปตั้งที่อุตรดิตถ์ เรียกกันว่า เมืองพิชัยใหม่
มาในสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2458 จึงโปรดให้เปลี่ยนนามเมืองพิชัยเป็นเมืองอุตรดิตถ์ให้ตรงกับนามท้องที่ๆ ตั้งเมือง และใน พ.ศ.2459 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัด เมืองอุตรดิตถ์จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่นั้นมา
"เรือนอินทร์ หน้าพระลาน"



