
ไขปมพา"หมูป่า"ออกจากถ้ำวาง "ยาสงบ"
นักดำน้ำออสซี่เผยวาง"ยาสงบ"เด็กๆ ก่อนลำเลียงออกถ้ำหลวง เผยภารกิจได้รับความคุ้มครองทางการทูต ชาวเชียงรายทำบุญใหญ่-อุทิศส่วนกุศลให้"จ่าแซม หมอภาคย์ชมโค้ชเอก
กรณีนักฟุตบอลเยาวชนและผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่า จำนวน 13 คน ติดอยู่ภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย เป็นเวลานานถึง 18 วัน ก่อนที่หน่วยซีลกองทัพเรือและผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำในถ้ำจากนานาชาติจะช่วยเหลือพวกเขาออกมาได้อย่างปลอดภัย ล่าสุด มีการเปิดเผยว่านักดำน้ำชาวออสเตรเลีย 2 คนที่เข้าร่วมภารกิจช่วยเหลือได้รับความคุ้มกันทางการทูต ไม่ต้องถูกดำเนินคดีหากงานกู้ภัยล้มเหลว พร้อมยืนยันมีการใช้ยาที่ทำให้เด็กๆ สงบก่อนลำเลียงออกจากถ้ำ
ดร.เครก ชัลเลน สัตวแพทย์เกษียณจากเมืองเพิร์ธ ผู้เชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำและเพื่อนของ ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส วิสัญญีแพทย์ ที่มาร่วมภารกิจช่วยพาทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่และโค้ช 13 คน ออกจากถ้ำหลวงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการข่าวเชิงสืบสวน “โฟร์ คอนเนอร์ส” (Four Corners) ช่องเอบีซี เกี่ยวกับการประเมินสุขภาพของเด็กและโค้ช จนถึงการเตรียมความพร้อมพาทั้ง 13 คนออกมาในปฏิบัติการกู้ภัยที่นักดำน้ำต่างชาติหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังไม่อยากเชื่อว่าจะสำเร็จ
ใช้ยากล่อมประสาททำให้สงบ
ในการบอกเล่าเชิงลึกครั้งแรก ดร.ชัลเลน ยืนยันว่า “พวกเขาได้ยากล่อมประสาทบางอย่างเพื่อทำให้สงบ เนื่องจากสิ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้น ก็คือคนใดคนหนึ่งเกิดอาการตื่นกลัวขึ้นมา”
“หากคุณสวมหน้ากากเก็บหน้าให้ผมแบบไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย และลากผมออกจากถ้ำ เดินทางราว 3 ชม. ผมก็คงจะผวาและตื่นกลัวเหมือนกัน”
เมื่อตอนได้รับการติดต่อ ดร.ชัลเลน และ ดร.แฮร์ริส เก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปเที่ยวแล้วในวันรุ่งขึ้น แต่เมื่อเปลี่ยนใจ เขามีเวลา 45 นาที ในการบึ่งไปสนามบิน เขารื้อกระเป๋า วางแผนใหม่ และฉวยอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับทริปนี้และเดินทางทันที
ครั้งแรกที่พบเด็กๆ ดีใจมาก
ทั้งสองเดินทางถึงเชียงรายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ตกบ่ายวันเสาร์ 7 กรกฎาคม ทั้งคู่ดำน้ำเข้าไปในถ้ำเพื่อไปประเมินสุขภาพของเด็กและโค้ช “พวกเขา (เด็กชาย) ดีใจแบบไม่เก็บอาการที่เห็นพวกเรา ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าการที่พวกเขาต้องอยู่ในที่แบบนั้น 9 วัน ตัดขาดโลกภายนอกมันเป็นอย่างไร น่าประหลาดใจแบบดีใจที่พบว่าพวกเขายังมีขวัญกำลังใจดีมาก”
ณ เวลานั้น เด็กและโค้ชมีหน่วยซีลไทยดูแล 4 คน และพวกเขาก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ดูแลและปลุกขวัญตลอดเวลา ดังนั้น สภาพโดยรวม ดีมาก พวกเขาได้กินอาหารมาแล้ว 2-3 วัน หลังจากไม่มีอาหารตกถึงท้อง 9 วัน กินแต่น้ำเล็กน้อย กระนั้นบางคนก็ตัวเล็กและผอมมาก มี 2 คน หนักแค่ 30 กก. พวกเขาตัวจิ๋วมากจริงๆ ไม่แน่ใจว่าพวกเขารู้ข้อเท็จจริงหรือไม่ว่าน้ำกำลังจะท่วม และอะไรคือผลที่ตามมา
ได้สิทธิ “คุ้มครองทางการทูต”
“ในการดำนำเข้าไปครั้งแรก เราใช้เวลาแค่ 45 นาที แฮร์รี (หมอแฮร์ริส) ตรวจสภาพของพวกเขา มองไปรอบๆ และคิดว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง”
หมอชัลเลน กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้ใช้เวลามาก และต้องต่อสู้กับอันตราย เพราะเพียงแค่คุณผิดพลาดเพียงนิดเดียวที่ทำให้อุปกรณ์ช่วยหายใจไม่ทำงานอย่างเหมาะสม หรือรั่ว หรือเกิดอะไรทำนองนั้นโดยที่เราอาจไม่รู้ การอยู่ใต้น้ำอีก ชั่วโมงครึ่ง ถึงสองชั่วโมง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันไม่มีทางที่จะกู้ชีพ หรือทำอะไรก็ตามในแบบนั้นได้
“ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เราคิดว่าจะได้ เราคิดว่ามีโอกาสมากที่เราจะต้องทำการกู้ชีพ มากกว่าดึงคนไข้ยังมีชีวิตจากที่ตรงนั้น ผมคิดว่าทุกคนดีใจกันแบบสุดๆเลยเวลานี้”
รายการ โฟร์ คอนเนอร์ส ยังอ้างแหล่งข่าวทางการด้วยว่า ดร.ชัลเลน กับ ดร.แฮร์ริส ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูต ก่อนเริ่มภารกิจสุดเสี่ยง หลังการเจรจาตกลงกันระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียกับรัฐบาลไทย กรณีมีความผิดพลาดเกิดขึ้น
ดำน้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย
ด้าน พล.อ.ต.ชาร์ลส ฮอดจส์ จาก ยูเอส มิชชัน คอมมานด์ กล่าวว่า การตัดสินใจช่วยชีวิตเด็กด้วยการให้ดำน้ำ เป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากความคิดจะให้เด็กอยู่ในถ้ำจนกว่าน้ำจะลดถูกตัดออกไป เมื่อประเมินจำนวนรอบของการดำน้ำส่งอาหารให้พวกเขาในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า โดยแม้จะส่งเพียงมื้อเดียวต่อวัน ก็ต้องส่งถึง 1,800 มื้อ และที่ไม่เลือกวิธีนี้ ก็เพราะฝนที่จะตกลงมาอีกไม่ช้า จะทำให้วิธีนี้เป็นไปไม่ได้เลย
ตลอด 3 วัน ดร.แฮร์ริส อยู่ที่เนินนมสาว หรือที่เรียกว่า “โถง 9” กับทีมหมูป่า ช่วยเตรียมความพร้อมพาออกจากถ้ำทีละคน
ยก “แฮร์ริส” เป็นแกนหลัก
เจสัน มัลลิสัน นักดำน้ำของคณะกรรมการกู้ภัยผู้ติดถ้ำแห่งอังกฤษ (BCRC) ให้สัมภาษณ์ว่า “ดร.แฮร์ริส เป็นแกนหลักที่สำคัญของปฏิบัติการทั้งหมด ถ้าไม่มีเขาเราก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ มารยาทข้างเตียง (bedside manner) ถูกนำมาใช้ตอนที่เขาอยู่กับเด็กๆ พูดคุย ทำให้พวกเขาสงบ และเป็นส่วนหนึ่งในการส่งพวกเขาออกไปจากถ้ำ ส่วนเราก็เป็นเพียงแค่ผู้นำส่ง”
มัลลินสัน เป็นหนึ่งในทีมนักดำน้ำชาวอังกฤษ 4 คน ที่ทำหน้าที่ลำเลียงเด็กๆ ออกจากโถง 9 ไปยังโถง 3 ซึ่งมัลลิสัน เล่าตอนที่ดำน้ำผ่านความมืด แคบและคดเคี้ยวว่า พวกเราพยุงเด็กอยู่ ไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวา จับหลัง หรือจับหน้าอกไว้ ผ่านช่วงน้ำท่วม 5-6 จุด ซึ่งในการกู้ภัยวันแรกยังพอมองเห็นทางในระยะ 1 เมตร จึงไม่ต้องจับเชือก แต่ในวันสุดท้าย ไม่เห็นอะไรเลย “มันต้องใช้พลังทางใจแบบเหลือล้น ผมต้องแนบเด็กไว้ติดกับตัวจนศีรษะกระแทกกับหินครั้งแรก ทัศนวิสัยแย่มาก มองไม่เห็นโขดหินเลยจนชนเข้าไปแล้วนั่นแหละ หลังจากดำน้ำยากลำบากเข้าไปในโถง 8 จะเป็นทางแห้งยาวๆ จุดนั้น ดร.ชัลเลน ประจำการอยู่เพื่อปฏิบัติการกู้ชีพเป็นส่วนใหญ่ บริเวณตรงนั้นเป็นเนินทรายและกองหินราว 200 เมตร ผมปลดอุปกรณ์ต่างๆ ออก เคลื่อนย้ายพวกเขาข้ามมา ก่อนสวมหน้ากากเต็มหน้าและอุปกรณ์ทุกอย่างกลับไปเข้าใหม่ และพาพวกเขาไปส่งต่อ ที่โถงสาม ทีมกู้ภัยจากสหรัฐเข้ามารับช่วงต่อจากนักดำน้ำ พร้อมด้วยทีมแพทย์ของไทย หลังประเมินและปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสนาม จึงส่งต่อไปที่โรงพยาบาล
ซ้อมก่อนพาเด็กออกจากถ้ำ
ขณะที่ จ่าอากาศเอกเดเร็ค แอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการดำน้ำของสหรัฐ กล่าวว่า ทีมของเขากับทีมผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำนานาชาติ มีการซ้อมกันก่อนปฏิบัติการจริง โดยใช้เด็กๆ ในท้องถิ่นไปซ้อมกันในสระว่ายน้ำใกล้โรงเรียนของพวกเขา โดยความช่วยเหลือจากหน่วยซีลไทย จัดหาเด็กที่มีอายุ รูปร่างและความสูงใกล้เคียงกับเด็กๆ ที่อยู่ในถ้ำ ส่วนในพื้นที่จริง ก็มีการฝึกทีมหมูป่ากับโค้ช ซักซ้อมเรื่องการสวมชุดดำน้ำ เสื้อชูชีพ สวมหน้ากากดำน้ำแบบเต็มหน้าและตรวจสอบเพื่อความมั่นใจว่า พวกเขาสามารถหายใจได้
แอนเดอร์สัน กล่าวด้วยว่า มีเพียงสองอย่างที่จะทำให้เด็กไม่รอด นั่นคือ หน้ากากดำน้ำหลุด และน้ำเข้าไปในหน้ากาก ซึ่งไม่สามารถทำอะไรได้เมื่ออยู่ใต้น้ำ กับอากาศหมด
“คุณจะบอกเด็กอย่างไรก็ได้ที่อยากจะพูด แต่พอนำเด็กลงน้ำในสถานการณ์จริง มีความเสี่ยงสูงที่พวกเขาจะตื่นตระหนก”
หลังภารกิจลุล่วงวันที่ 3 แอนเดอร์สัน กล่าวว่า วินาทีที่คนสุดท้ายออกจากถ้ำ และทุกคนล้วนยืนอยู่ตรงนั้น พวกเราถึงได้รู้ตัวและอารมณ์หลากหลายประเดประดัง เป็นความรู้สึกกระแทกเข้ามาว่า เราเพิ่งได้ทำอะไรบางอย่างสำเร็จลุล่วงด้วยทีมงานขนาดมหึมา ผมไม่เคยทำอะไรเสี่ยงแบบนี้มาก่อนเลย
ทำบุญขอขมา-อุทิศส่วนกุศลให้‘จ่าแซม’
เมื่อเวลา 09.09 น. วันที่ 16 กรกฎาคม ที่บริเวณหน้าถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้ศูนย์หายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย (ศอร.) ร่วมเป็นประธานในพิธีบวงสรวงขอขมาเจ้าแม่นางนอน และอุทิศส่วนบุญกุศลให้ นาวาตรีสมาน กุนัน ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือน้องๆ ทีมหมูป่า
ตลอดจนเพื่อให้เกิดสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เข้าไปค้นหาและช่วยเหลือผู้ช่วยโค้ชและนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่า จนปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วง โดยมีข้าราชการทุกหน่วยใน จ.เชียงราย ทหาร ตำรวจ ประชาชนกว่า 3,000 คน มาร่วมพิธี
ในพิธีได้มีการนิมนต์พระเกจิดัง 28 รูป ที่เคยประกอบพิธีเปิดปากถ้ำมาร่วมพิธีทำบุญปิดปากถ้ำ ที่บริเวณทางขึ้นถ้ำมีการตั้งโต๊ะพานพุ่มและเครื่องสังเวยบวงสรวง ประกอบไปด้วยหัวหมู 31 หัว ไก่ 13 ตัว ปลาช่อน 13 ตัว พร้อมด้วยเครื่องคาวหวานอย่างละ 13 ชุด พานบายศรีรูปเศียรพญานาค 1 พาน วางอยู่ตรงกลาง รายล้อมไปด้วยพานบายศรีขนาดเล็กและธูปเทียน และซ้ายมือของโต๊ะเป็นรูปขนาดใหญ่ของจ่าแซม และศาลเพียงตาตั้งอยู่
บ่ายทำพิธีปิดถ้ำหลวง
นายนิพนธ์ อ้ายไชย ผู้ทรงคุณวุฒิแนวทางในการปฏิบัติประเพณีและวัฒนธรรมและการศาสนาจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การทำพิธีในเช้าวันนี้เป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพยดา เจ้าป่าเจ้าเขา และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ตลอดไปจนถึงจิตอาสาในและนอกประเทศที่มาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเราได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปถึงจ่าแซมผู้ล่วงลับอีกด้วย
สำหรับผู้ปกครองสมาชิกทีมหมูป่าทั้ง 13 คน ต่างสวมชุดขาวเดินทางมาร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน โดยงดให้สัมภาษณ์สื่อ และมีเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคม จ.เชียงราย มาดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกับประชาชนใน อ.แม่สาย ก็เดินทางมาร่วมพิธีกันเป็นจำนวนมาก
ต่อมาในช่วงบ่าย มีพิธีสวดถอนและพิธีปิดถ้ำ ซึ่งพิธีสวดถอน หรือการสูตรถอน เป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมสำคัญที่จัดขึ้นตามคติความเชื่อของชาวล้านนา เชื่อกันว่าเป็นการถอดถอนเอาสิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นมงคล ที่เชื่อกันว่าฝังอยู่หรือติดอยู่ในที่ต่างๆ ออกไป เพื่อให้ความเป็นสิริมงคลกลับคืนมา
“หมอภาคย์” ชมโค้ชเอก
เฟซบุ๊ก “ภาคย์ โลหารชุน” หรือ พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ 3 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา หนึ่งในฮีโร่ถ้ำหลวงที่เข้าไปทำภารกิจช่วยเหลือเยาวชนทีมหมูป่า ได้โพสต์รูปขณะเข้าเยี่ยมและสวมกอดทุกคนในทีมหมูป่าและโค้ชรวม 13 ชีวิตที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทุกคนมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม โดยหมอภาคย์สวมกอดให้กำลังใจเด็กๆ ทุกคน
ทั้งนี้ หมอภาคย์ระบุว่า “เจอกันที่โคราชนะ สิ่งที่ผมประทับใจเด็กๆ ทีมหมูป่า
- ความสดใส ซื่อ เดียงสา มองโลกในแง่ดี มีขวัญและกำลังใจดีเยี่ยม แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมสถานการณ์วิกฤติ ทุกวัน เด็กๆ จะไปขุดโพรงหาทางออกโดยใช้เศษหิน (ได้ลึกถึง 5 เมตรเลย) ทั้งๆ ที่ไม่ได้กินข้าวกัน
- มีวินัย...รวบรวมเศษขยะหลังกินแต่ละมื้อ ทิ้งลงถุงดำ
โค้ชเอกสอนเด็กๆ เสมอว่า ไม่ให้เก็บสิ่งของจากในถ้ำเอากลับไปเป็นของตนเอง...ซึ่งเด็กๆ ทุกคนก็เชื่อฟัง และปฏิบัติตามเป็นอย่างดี
- โค้ชเอก จิตใจดีงาม เป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริง
ผมแอบสังเกตตั้งแต่วันแรก เอกจะให้เด็กๆ อิ่มก่อน โดยแบ่งอาหารในส่วนของตนให้เด็กๆ
ผมมั่นใจในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ อย่างดีก่อนที่ทีมจะมาพบเด็กๆ เพราะสุขภาพกาย และใจ ของเด็กๆ ทุกคนดีกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้มากทีเดียว เด็กๆ ทีมหมูป่าทุกคนทราบถึงความเสียสละของทุกคนในการค้นหาพวกเค้า
และผมมีความมั่นใจว่าเด็กๆ หมูป่าจะเติบโตเป็นบุคลากรที่ยอดเยี่ยมของประเทศ ทำคุณประโยชน์ และชื่อเสียงให้ประเทศไทยในอนาคตต่อไป"
สธ.วางแนวทางดูแล 13 หมูป่า
นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในวันนี้ (16 ก.ค.)ได้รับรายงานจาก นพ.ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ว่านักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมี่และโค้ช ได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขณะนี้ ทุกคนสุขภาพร่างกายดีขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2–3 กิโลกรัม อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ โดยทำกิจกรรมกลุ่มตามกระบวนการทางจิตวิทยา อาทิ การสำรวจความรู้สึกภายใน การจัดการกับความรู้สึก การสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา เพื่อให้ทุกคนมีสภาพจิตใจพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 19 กรกฎาคม นี้
อาการล่าสุดเช้าวันนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม อาการทั่วไปปกติ ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม อาการทั่วไปปกติ รับประทานอาหารปกติ ผลเอกซเรย์ปอดปกติทุกคน ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว และกลุ่มที่ 3 จำนวน 5 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม อาการทั่วไปปกติ รอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน
นพ.เจษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดูแลต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาล ได้ให้โรงพยาบาลแม่สาย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอแม่สาย ร่วมกันดูแลทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจ ร่วมกับทีมหมอครอบครัวและครูในโรงเรียนที่น้องๆ นักฟุตบอลเรียนอยู่ โดยมีสมุดคู่มือสุขภาพ ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ และการติดตามน้ำหนักตัว ซึ่งได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตามผลในระบบโรงเรียนแล้ว



