
รายงาน-จับตาไฟใต้ระอุรอบใหม่แก๊งป่วนชิงฐานที่มั่นคืน
นาทีนี้ดูเหมือนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เริ่มทวีความร้อนแรงอีกครั้ง เพราะเพียงศักราชใหม่คล้อยหลังได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น คนร้ายลงมือฆ่าตัดคอเหยื่อที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และชาวบ้านแล้วถึง 3ครั้ง
รวมถึงการเปิดฉากโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐอีกนับไม่ถ้วน
น่าสนใจไปกว่านั้น คือ จุดที่คนร้ายเลือกลงมือเที่ยวนี้ ล้วนเป็นพื้นที่ "สีแดง" แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะการลอบฆ่าตัดคอ ส.ต.นิอาซัน นิแว และ อาสาสมัครทหารพราน เชื้อ โชติรัตน์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ รวมไปถึงฆ่าตัดคอ ส.ต.สมานมิตร พิจิตร และ พลทหารปิยะศักดิ์ ชูไกลไทย เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ล้วนเป็นการส่งสัญญาณ จากโซนสีแดง โซนอันตรายที่มีการต่อสู้ทางยุทธการระหว่างอำนาจรัฐกับฝ่ายก่อการอย่างชัดแจ้ง
ทั้งที่ในช่วงปี 2550-2551 หลายฝ่ายเริ่มมั่นใจว่าสามารถสยบพื้นที่สีแดง และพร้อมเดินหน้าสถาปนากลไกและอำนาจรัฐให้เข้มเเข็งอีกครั้ง หลังฝ่ายความมั่นคงเปิดฉากรุกหนักในพื้นที่เคลื่อนไหวสำคัญ เพื่อสลายโครงสร้างขบวนการที่จัดตั้งซ้อนอำนาจรัฐ ในห้วง 2549-2550 ตามแผน ”พิทักษ์แดนใต้" ด้วยการเปิดฉากถึง 14 ยุทธการครอบคลุมพื้นที่สีแดง และพัฒนาพื้นที่สีแดง ไปสู่พื้นที่สีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ
ปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่สีแดงที่น่าสนใจ เริ่มต้นตั้งแต่ "ยุทธการปะแต" มีเป้าหมายหลักคือ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา
"ยุทธการรือเสาะ1" พื้นที่เป้าหมาย คือบ้านยาแลเบาะ และบ้านกาโต๊ะ ต.รือเสาะ จ.นราธิวาส
"ยุทธการรามัน" เป้าหมาย คือพื้นที่ ต.กอตอตือร๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา "ยุทธการป่าหวัง" เป้าหมาย คือพื้นที่บ้านป่าหวังนอกและบ้านป่าหวังใน ต.บันนังสตา จ.ยะลา ฯลฯ
การปูพรมเพื่อสลายโครงสร้าง และทำลายฐานที่มั่นฝ่ายตรงข้าม นำไปสู่การจับกุมบุคคลที่อยู่ในการจัดตั้งของขบวนการ กว่า 1,870 คน พบแกนนำและแนวร่วมหลัก 96 คน สมาชิก อาร์เคเค 132 คน
ที่สำคัญแนวโน้มเหตุการณ์รายวัน ยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จนใน ปี 2551 ลดลงเฉลี่ย 2 ครั้ง/วัน จากสถิติในปี 254-2550 เฉลี่ย 6 ครั้ง/วัน
จึงไม่น่าแปลก !!!...หากเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะเชื่อมั่นว่า สถานการณ์ก่อความไม่สงบในพื้นที่จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีในพื้นที่เป้าหมายดังกล่าว
โดยเฉพาะการลดจำนวนหมู่บ้านเป้าหมาย ที่เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของแนวร่วม หรือ พื้นที่สีแดงเหลือเพียง 217 หมู่บ้านเท่านั้น จากจำนวน 2,000 หมู่บ้าน โดย พตท.รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพสานต่อการพัฒนาเพื่อรุกงานมวลชน ในช่วงที่นำญาติ/ครอบครัวออกนอกพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบด้านรายได้เลี้ยงครอบครัว จึงต้องเข้าไปสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน พร้อมผลักดันให้เป็นหมู่บ้านเข้มแข็ง ภายใต้โครงการ "หมู่บ้านพัฒนาสันติ"
เป้าหมายหลักคือ เปลี่ยนแปลงหมู่บ้านสีแดงให้เป็นหมู่บ้านสันติสุข นำร่องด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ชุด "พัฒนาสันติ" เข้าประจำการตามหมู่บ้านจำนวน 217 หมู่บ้าน เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ระยะเวลา 2 ปี/ ทำให้เชื่อมั่นว่าปี 2552 พื้นที่สีแดงจะต้องเปลี่ยนเป็นสีเขียวทั้งหมด
โดยเฉพาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา 1 ในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งมีหมู่บ้านสีแดงติดอันดับต้นๆ เกือบทั้งอำเภอ ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายของกลุ่มผู้ก่อเหตุความไม่สงบที่เล็งไว้เป็นเมืองหลวงหากสถาปนาตัวเองเป็นรัฐใหม่ได้ ทำให้มีการก่อเหตุรุนแรงรายวันจนชาวบ้านต้องอพยพออกจากพื้นที่จำนวนมาก กระทั่งเจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติการเชิงรุกอย่างหนักพร้อมประกาศเคอร์ฟิวใน 2 อำเภอ คือ บันนังสตา และยะหา เพื่อจะได้เข้าไปควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
เพียงช่วง 1 ปีให้หลังพบว่า 2 อำเภอที่ติดประกาศเคอร์ฟิวมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี จนไม่น่าเชื่อชนิดหน้ามือเป็นหลังมือก็ว่าได้ เนื่องจากตลอดปี 51 แทบไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นเลยเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ทั้งหมดเกิดจากการพัฒนารอบด้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้ก้าวสู่การเป็นอำเภอเข้มแข็งได้ในที่สุด เช่นเดียวกับ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พื้นที่สีแดงที่ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียวก็เป็นเป้าหมายไม่ต่างกัน
แต่วันนี้เมื่อนำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาทับซ้อนกับข้อมูลภายใต้แผนปฏิบัติสยบพื้นที่สีแดง กลับปรากฏคำถามทันทีว่า เกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่เหล่านั้น เมื่อผู้ก่อการได้เปิดฉากเคลื่อนไหวรุนแรงอีกครั้ง ทำให้ความหวังในการลดจำนวนหมู่บ้านสีแดงเป็นสีเขียวเริ่มจะเลือนรางอีกครั้ง
พล.ท.กสิกร คีรีศรี ผบ.พตท. ชี้ว่า ระยะหลังกลุ่มขบวนการมีการจัดตั้งโครงสร้างที่สลับซับซ้อนมากขึ้น การส่งเจ้าหน้าที่กองกำลังฝ่ายรัฐลงไปพัฒนาพื้นที่ด้วยการดึงชุมชน มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาทำให้สามารถสลายโครงสร้างฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่เสี่ยงได้ โดยเจ้าหน้าที่ชุดนี้จะอยู่กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อแก้ไขความไม่สงบ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่สำคัญติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามจนชุมชนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ก่อนจะส่งต่อโครงการให้แก่ฝ่ายปกครองเพื่อรับช่วงดูแลพื้นที่ต่อไป
ในมุมมอง ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มองว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เป้าหมายส่วนใหญ่มักเป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังฝ่ายความมั่นคง จึงเป็นการส่งสัญญาณตอบโต้ฝ่ายรัฐโดยตรง เพื่อแสดงศักยภาพว่ายังสามารถเคลื่อนไหวได้ เเม้พื้นที่จะถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ประเด็นหนึ่งที่ต้องจับตา คือ ความจริงใจของรัฐที่เข้าไปพัฒนาพื้นที่เป้าหมายประสบผลสำเร็จได้จริงหรือไม่ เนื่องจากมีเสียงสะท้อน จากหลายพื้นที่ที่ยังรอความชัดเจนในการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็น 1 ในข้อตกลงหรือสัญญาใจร่วมกันระหว่างรัฐและชาวบ้าน โดยเฉพาะคำมั่นเรื่องอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของคนในพื้นที่เลือกที่จะก้าวสู่การเป็นหมู่บ้านสีเขียว หรือลดระดับจากสีเขียวเป็นสีแดง เพื่อสะท้อนการทำงานของหน่วยงานรัฐเข้าสู่วงเวียนสงครามแย่งชิงมวลชนอีกครั้ง
พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มั่นใจว่า การก่อเหตุอย่างรุนแรงของกลุ่มผู้ก่อการในขณะนี้ เป็นการสะท้อนถึงความสำเร็จที่เจ้าหน้าที่ที่สามารถเกาะติดพื้นที่ โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญได้ จนสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามไม่ให้เป็นไปได้อย่างอิสระ
แม้ว่าภาครัฐประเมินว่าประสบมรรคผลในการสยบความรุนแรงระดับหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าไฟใต้ที่โหมกระพือมากว่า 10 ปี จะมอดดับลงง่ายๆ
เพราะนับวันจะรุนแรง และโหดเหี้ยมมากขึ้นเป็นทบทวี
ไพศาล รัตนะ /สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา



