
"กรมชลฯ"โต้กระแสโจมตีขยับตัวช้าช่วย 13 ชีวิต
"อธิบดีกรมชลฯ"โต้กระแสโจมตีขยับตัวช้าช่วย13ชีวิตทีมหมูป่า ยันเข้าช่วยสูบพร่องน้ำ ทำฝาย บายพาสน้ำสกัดน้ำรอบนอก สกัดไม่ไหลไปเติมจนน้ำในถ้ำหลวงฯลดได้เร็ว
10 กรกฏาคม 2561 "อธิบดีกรมชลฯ"โต้กระแสโจมตีขยับตัวช้าช่วย 13 ชีวิตทีมหมูป่า ยันเข้าช่วยสูบพร่องน้ำ ทำฝาย บายพาสน้ำสกัดน้ำรอบนอก สกัดไม่ไหลไปเติมจนน้ำในถ้ำหลวงฯลดได้เร็ว
นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกรณีมีกระแสวิจารณ์กรมชลประทาน มีความชำนาญเรื่องน้ำแต่ขยับตัวช้าไปในการเข้าช่วยเหลือ13 ชีวิตทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวงฯเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ปล่อยให้ผู้ว่าราชการจ.เชียงราย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการระบายน้ำจากถ้ำเข้าพื้นที่เกษตรของชาวบ้านนั้น
โดยบอกว่าตั้งแต่เกิดเหตุหลายหน่วยงานได้ระดมกันเข้าไปค้นหาตลอดทั้งวันทั้งคืนกลับพบว่ามีน้ำท่วมขังบริเวณภายในถ้ำ โครงการชลประทานเชียงราย ได้นำเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก 3 เครื่อง เข้าไปสูบน้ำร่วมกับเครื่องสูบน้ำปภ.เชียงราย และหน่วยงานอื่นๆ รวมกว่า 20 เครื่อง เพื่อระบายน้ำออกจากถ้ำหลวง ในขณะเดียวกันได้เกิดฝนตกลงมาในเขตวนอุทยานขุนน้ำนางนอน
ส่งผลให้มีน้ำไหลเข้าไปในถ้ำ ทำให้ระดับน้ำในถ้ำเพิ่มมากขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการค้นหาผู้สูญหายเป็นอย่างมาก แม้จะมีการสูบน้ำออกจากถ้ำตลอดเวลาแล้วก็ตาม เนื่องจากไม่สามารถหาจุดที่น้ำไหลเข้าไปในถ้ำได้ กรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจสั่งการให้สำนักเครื่องจักรกล ระดมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน ที่ประจำการและเตรียมพร้อมอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ อาทิ ลำปาง พิษณุโลก เชียงใหม่ ขอนแก่น และนนทบุรี เป็นต้น
จัดส่งไปสนับสนุนและร่วมภารกิจสูบระบายน้ำออกจากถ้ำหลวง โดยเครื่องสูบน้ำชุดแรกที่เดินทางไปถึงมีจำนวน 10 เครื่อง ขนาดตั้งแต่ 8-12 นิ้ว เดินทางไปถึงถ้ำหลวงในช่วงเช้าของวันที่ 26 มิ.ย. 61 และได้เข้าไปรายงานตัวทันทีกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วม พร้อมกับร่วมประเมินสถานการณ์กับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในชั้นแรกได้มีการมอบหมายให้กรมชลประทาน ร่วมกับหน่วยทหาร
ขนเครื่องสูบน้ำเข้าไปติดตั้งภายในถ้ำ แต่เนื่องจากเครื่องสูบน้ำมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักมาก เกินกว่าที่กำลังคนจะสามารถขนเข้าไปติดตั้งภายในถ้ำได้ ประกอบกับพื้นที่ภายในถ้ำไม่อำนวยต่อการเคลื่อนย้ายและติดตั้งเครื่องสูบขนาดใหญ่ได้ ศูนย์อำนวยการร่วมจึงได้ปรับการทำงานใหม่ ได้มอบหมายให้กรมชลประทาน นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งและสูบน้ำออกจากหนองน้ำพุ ที่อยู่บริเวณด้านหลังถ้ำหลวง เพื่อลดปริมาณน้ำในหนองน้ำพุ ให้มีที่ว่างพอที่จะใช้รับน้ำที่จะระบายออกมาจากถ้ำหลวง พร้อมกันนี้ ได้จัดทีมร่วมกันค้นหาจุดที่น้ำไหลเข้าถ้ำหลวงและทำการสกัดกั้น ด้วยการทำทางเบี่ยงน้ำหรือ By Pass น้ำ และฝายอีก 3 แห่ง ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่ถ้ำหลวงได้พอสมควร
อย่างไรก็ตาม นอกจากเครื่องสูบน้ำที่ส่งไปชุดแรก 10 เครื่องแล้ว กรมชลประทาน ยังได้ระดมเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่อื่นๆเข้าไปสนับสนุนการสูบน้ำเพิ่มเติมรวมทั้งสิ้น 32 เครื่อง พร้อมเครื่องปั่นไฟอีก 2 ชุด และยังมีหน้าที่จากสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา กรมชลประทาน ที่มีทั้งนักธรณีวิทยา วิศวกรปฐพีกลศาสตร์ วิศวกรสำรวจ นายช่างสำรวจ และเจ้าหน้าที่แผนที่ภาพถ่าย เข้าร่วมปฏิบัติการสนับสนุนการช่วยเหลือค้นหา 13 ชีวิตในครั้งนี้ด้วย
สำหรับกรณีของน้ำที่ระบายจากบริเวณวนอุทยานขุนน้ำ-นางนอน ไหลลงไปท่วมพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านที่อยู่ด้านท้ายวนอุทยานขุนน้ำ-นางนอน นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า พื้นที่การเกษตรของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำที่ระบายออกมาจากถ้ำหลวง เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับลำห้วยธรรมชาติ ซึ่งโดยปกติน้ำที่ไหลมาจากวนอุทยานขุนน้ำ-นางนอน จะไหลลงสู่ลำห้วยธรรมชาติและไหลผ่านพื้นที่การเกษตรเหล่านี้อยู่แล้ว ชาวบ้านและเกษตรกรเองจะใช้น้ำจากลำห้วยธรรมชาติ สำหรับอุปโภคบริโภค ผลิตน้ำประปา และการเกษตร มาแล้วหลายชั่วอายุคน
อีกทั้งการระบายน้ำลงไปในพื้นที่การเกษตรในครั้งนี้ ยังได้รับความยินยอมจากชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือ 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว แต่กระนั้นเอง กรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้วางแผนระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรเหล่านี้ด้วย เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของชาวบ้าน ด้วยการนำเครื่องสูบน้ำเข้าไปติดตั้งและสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตร
ซึ่งบางส่วนได้หว่านกล้าหรือปักดำไปบ้างแล้ว จนระดับน้ำในแปลงนาลดต่ำลงอยู่ในระดับที่เกษตรกรต้องการและต้นกล้าไม่เสียหาย จึงได้หยุดสูบตามคำร้องขอของเกษตรกร ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้สูบน้ำออก พบว่ายังไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นกับพืชผลทางการเกษตร และยังคงติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ในพื้นที่การเกษตรดังกล่าวต่อไป



