
เซลส์สาวถูกตร.ตบหน้า-ทุบรถเข้าใจผิดคิดว่าแก๊งค้ายา
เซลส์สาว จอดฮอนด้าแจ๊ซรอรับเพื่อนหน้าห้างเซ็นทรัลบางนา เจอชายฉกรรจ์กว่า 10 คนขับรถปิดหัวท้าย ก่อนชักปืนจี้-ทุบกระจกรถแตก-ตบหน้าหงาย ค้นยาเสพติดในรถแต่ไม่พบ สุดท้ายเป็นฝีมือ ตร.ชลบุรี กำลังล่อซื้อยาไอซ์ เหยื่อสาวยันเอาเรื่องตำรวจจนถึงที่สุด ขณะที่ต้นสังกั
ปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมยาเสพติดของเจ้าหน้าที่ แต่กลับทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหายครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 1 มีนาคม ขณะที่ พ.ต.ท.สายชล หงษ์สุวรรณ์ พนักงานสอบสวน (สบ 3) สน.บางนา ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโรงพัก น.ส.ณัฐชานันท์ สุขสันต์สมเจริญ อายุ 30 ปี ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาเพื่อสุขภาพ (เซลส์ขายยานวดเคาน์เตอร์เพน) บริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด พร้อม น.ส.พิชญดา ธำรงค์พรสวัสดิ์ อายุ 29 ปี ผู้จัดการบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีเอฟ เข้าแจ้งความว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย พร้อมอาวุธปืน ทุบทำลายรถเสียหาย ก่อนตบหน้าอีก 1 ครั้ง เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกค้ายาเสพติด
น.ส.ณัฐชานันท์กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 23.20 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ตนพร้อมด้วย น.ส.พิชญดา ขับรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ซ สีฟ้า ทะเบียน ฌฌ 9059 กรุงเทพมหานคร จากศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาจอดรอรับเพื่อนผู้ชายที่หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บางนา โดยเพื่อนผู้ชายจะเดินทางมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งจอดรถแล้วเปิดไฟกะพริบไว้
"จากนั้นเวลา 23.33 น.ก็มีรถยนต์มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีขาว ลักษณะคล้ายรถแต่ง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับมาจอดชิดท้ายรถ ก่อนจะมีรถกระบะแค็บ สีขาว ไม่ทราบทะเบียน ขับมาจอดขวางด้านหน้ารถอีกคัน จากนั้นก็มีชายกว่า 10 คน ออกมาจากรถทั้งสองคัน แล้วมาล้อมรถไว้พร้อมกับใช้อาวุธปืนจี้ พยายามให้เปิดประตูรถ ตอนแรกเข้าใจว่าถูกโจรปล้น เพราะมีผู้ชายกว่า 10 คน ถืออาวุธปืน 5 คนจี้เล็งมาที่รถ" น.ส.ณัฐชานันท์กล่าว
น.ส.ณัฐชานันท์กล่าวอีกว่า ด้วยความกลัว เพราะกลุ่มชายดังกล่าวมีปืนจี้อยู่ จึงไม่กล้าลงจากรถ และไม่กล้าเปิดประตูรถ แต่กลุ่มชายดังกล่าวพยายามจะเปิดประตูรถให้ได้ ทั้งทุบทั้งถีบจนทำให้ประตูขวาด้านหน้ามีรอยบุบหลายแห่ง ประตูหลังด้านซ้ายกระจกแตกทั้งบาน และมีรอยบุบเช่นกัน เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวทุบกระจกประตูรถจนแตกแล้วก็เปิดประตูได้ ก่อนจะตะคอกใส่ตนและ น.ส.พิชญดา ว่า "เอาของมา" น.ส.พิชญดา จึงยื่นกระเป๋าเงินให้ เพราะเข้าใจว่าถูกปล้น และกลุ่มชายดังกล่าวต้องการทรัพย์สิน
"ระหว่างกลุ่มชายดังกล่าวกำลังทุบรถ เพื่อนเห็นท่าไม่ดีจึงโทรศัพท์แจ้ง 191 เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวสามารถเปิดประตูได้แล้วก็เข้ามาตบหน้าฉันอย่างแรงจนหน้าชาไปหมด เพื่อนก็โดนตบหน้าด้วยเหมือนกัน แต่ถูกแบบเฉียดๆ ก่อนจะถามว่าทำงานอะไร ฉันก็บอกไปว่าขายยา เพราะเป็นเซลส์ขายยาเคาน์เตอร์เพนของบริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด แต่กลุ่มชายดังกล่าวก็พยายามถามหายาบ้าว่าซุกซ่อนอยู่ไหน ก่อนจะรื้อค้นทุกซอกทุกมุมในรถจนข้าวของกระจัดกระจายไปหมด ตอนนั้นมีคนมุงดูเยอะมาก แต่กลุ่มชายดังกล่าวบอกว่าอย่ามายุ่ง กำลังทำงาน หลังจากค้นทุกซอกทุกมุมแล้วก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายอะไรเลย" น.ส.ณัฐชานันท์กล่าวด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
น.ส.ณัฐชานันท์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นอีกประมาณ 5 นาที ได้ยินเสียงคนตะโกนว่า "ตำรวจมา" ทำให้ชายกลุ่มดังกล่าวขึ้นรถที่จอดประกบรถตนไว้ออกไป พร้อมกับเอากุญแจรถของตนและโทรศัพท์อีก 2 เครื่องไปด้วย โดยทิ้งชาย 1 คน คุมตัวตนกับเพื่อนไว้ ซึ่งจำหน้าได้แม่นยำ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางนา ก็มาที่เกิดเหตุ ชายที่คุมตนกับเพื่อนได้ออกไปพูดคุยกับร้อยเวรที่มาตรวจที่เกิดเหตุ ก่อนร้อยเวรจะมาบอกว่า กลุ่มชายดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ สภ.บางปะกง
"รู้สึกว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะไม่มีการแสดงตัวว่าเป็นตำรวจขอตรวจค้นแม้แต่น้อย แต่ละคนแต่งกายนอกเครื่องแบบ บัตรก็ไม่ติด หลังเหตุการณ์เริ่มสงบ รู้สึกเจ็บหน้ามาก เพราะถูกตบอย่างแรง จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ก่อนจะเข้าแจ้งความ" น.ส.ณัฐชานันท์กล่าว
น.ส.ณัฐชานันท์กล่าวด้วยว่า จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่มีการยอมความใดๆ ทั้งสิ้น แม้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุจะมาขอโทษก็ตาม แถมยังบอกอีกว่า ค่าเสียหายถ้าอยากได้ก็ฟ้องเอา ส่วนตำรวจที่ก่อเหตุก็ให้ไปตามหาตัวเอาเองที่ จ.ชลบุรี ยิ่งทำให้เสียความรู้สึกมากขึ้น
ด้าน พ.ต.ท.สายชลกล่าวว่า เบื้องต้นได้สอบปากคำผู้เสียหายและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ก่อนจะเรียกมาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 2 มีนาคม แต่ยังไม่มีการแจ้งข้อหาใคร ต้องสอบปากคำและหาพยานหลักฐานที่ชัดเจนเสียก่อน จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ากลุ่มชายดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง อยู่ในสังกัดของ พ.ต.ท.สุทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง ซึ่งจะเรียกเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวมาสอบสวนต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า พ.ต.ท.สุทัศน์ พุ่มพันธุ์ม่วง ปัจจุบันเป็นรอง ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี และเป็นเจ้าของค่ายมวย "พุ่มพันธุ์ม่วง" ซึ่งไม่ตรงกับที่ร้อยเวรแจ้งต่อผู้เสียหายว่าเป็นตำรวจปฏิบัติการพิเศษ สภ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา
ต่อมา เวลา 12.30 น. วันที่ 1 มีนาคม ที่ห้องประชุมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พ.ต.อ.ธีรพล จินดาหลวง รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พ.ต.ท.สุทัศน์ ร่วมกันแถลงข่าว ระบุว่า ตำรวจสืบทราบมาว่า นายฉันทกร สุวรรณรัตน์ อายุ 31 ปี ภูมิลำเนาอยู่ อ.เมือง จ.ชลบุรี และเป็นนักโทษเด็ดขาดของเรือนจำบางขวาง ถูกตัดสินในคดียาเสพติดกว่า 30 ปี ยังมีพฤติการณ์ค้ายาเสพติด จึงให้สายล่อซื้อ โดยติดต่อทางโทรศัพท์ขอซื้อยาไอซ์จำนวน 1 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 3-4 ล้านบาท พร้อมทั้งโอนเงินมัดจำผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ 2.4 แสนบาท หลังจากนั้นได้นัดส่งยาไอซ์ที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล บางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ โดยนายฉันทกรแจ้งว่าจะมีรถยนต์ฮอนด้า แจ๊ซ สีน้ำเงิน และมีหญิงสาวมาส่งยาไอซ์
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ปรากฏว่ามีรถเก๋งตามที่สายรายงานมา ขับเข้ามาจอด เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น ปรากฏว่าผู้ที่ถูกตรวจค้นคือ น.ส.ณัฐชานันท์ ซึ่งต่อมาได้ร้องเรียนว่าถูกทำร้าย ทำลายทรัพย์สิน
จากการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบยาไอซ์ 1 กิโลกรัม แบ่งออกเป็นถุง ถุงละ 100 กรัม 10 ถุง ใส่กล่องเครื่องถ่ายวิดีโอ วางอยู่ข้างตู้โทรศัพท์หน้าห้างสรรพสินค้าดังกล่าว ส่วนเงินที่โอนผ่านธนาคารนั้น ตำรวจตรวจสอบแล้วพบว่า มีผู้นำเงินออกไปจากบัญชีแล้ว และพบว่าเป็น นายอำพล ทองสุวรรณ ซึ่งตำรวจจะติดตามตัวมาสอบสวนต่อไป
พ.ต.อ.ธีรพล กล่าวว่า ตำรวจเตรียมออกหมายจับนายฉันทกร ถึงแม้ว่าจะถูกคุมตัวไว้ในเรือนจำแล้วก็ตาม ส่วนกรณีทำร้ายร่างกายหญิงสาวขณะเข้าจับกุมนั้น ปกติสายที่รายงานไม่เคยผิดพลาด ที่สำคัญสายรายงานมาว่า หญิงสาวจะมาส่งยาด้วยตัวเอง ประกอบกับช่วงที่เข้าจับกุมตำรวจล้อมไว้นานกว่า 2 นาที แต่หญิงสาวไม่ยอมเปิดประตูรถ จึงต้องทุบกระจกรถ ส่วนการทำร้ายนั้นอาจจะเป็นช่วงขณะตรวจค้น ซึ่งอาจจะพลาดไปได้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะรับผิดชอบทั้งหมด
ขณะที่ พ.ต.ท.สุทัศน์ ให้สัมภาษณ์ว่า จังหวะที่รถยนต์ฮอนด้า แจ๊ซ ขับเข้ามาจอด ชุดจับกุมเข้าใจว่าน่าจะเป็นสมาชิกในแก๊งที่นำยาไอซ์มาส่งมอบ จึงเข้าจับกุมทันที เพราะเกรงว่าคนร้ายอาจจะไหวตัวทัน และหลบหนีไปได้ ขณะเข้าชาร์จก็ต้องมีการใช้กำลังบ้าง เพราะแก๊งค้ายาส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมให้จับ หรืออาจจะมีการใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดทางหลบหนี ทำให้ต้องระวังตัวกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จะขอรับผิดชอบทั้งหมด รวมทั้งค่าเสียหายต่างๆ ด้วย
พ.ต.ท.สุทัศน์กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวรายงานเรื่องราวทั้งหมดให้ทราบแล้ว และตนก็รายงานผู้บังคับบัญชาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ส่วนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้นำเจ้าหน้าที่ที่ตบหน้าเหยื่อสาวไปขอขมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้เสียหายระบุว่า เจ้าหน้าที่ที่ตนพาไปไม่ใช่ผู้ที่ลงมือทำร้าย ดังนั้น คิดว่าจะนำเจ้าหน้าที่ในสังกัดทั้งหมดไปให้ผู้เสียหายชี้ตัวอีกครั้ง ส่วนของกลางยาไอซ์น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ที่พบในบริเวณใกล้ๆ ที่เกิดเหตุ กำลังทำเรื่องส่งให้ ป.ป.ส. และ สน.บางนา
ด้าน พ.ต.อ.คมศักดิ์ สุมังเกษตร ผกก.สน.บางนา กล่าวว่า จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ผู้เสียหายทั้งสองคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดแต่อย่างใด ส่วนที่มีข่าวว่า หลังเกิดเหตุตำรวจชุดดังกล่าวพบยาเสพติดใกล้กับจุดที่เกิดเหตุและมีการส่งมอบของกลางให้ สน.บางนา ขณะนี้ยังไม่มีการส่งมอบของกลางแต่อย่างใด ส่วนโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายที่ถูกชุดจับกุมยึดไปนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะตรวจค้นไม่เจอยาเสพติด แต่สามารถจะนำโทรศัพท์มือถือไปเพื่อตรวจสอบเครือข่ายต่างๆ เพราะอาจเป็นได้ที่จะมีการค้าขายโดยสั่งการผ่านมือถือ ไม่ได้นำยาเสพติดไว้กับตัว
ขณะที่ น.ส.ณัฐชานันท์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า หลังจากเกิดเหตุ พ.ต.ท.สุทัศน์ได้นำตัวชายคนหนึ่งมาหาตนที่ สน.บางนา แล้วบอกว่าชายคนดังกล่าวเป็นตำรวจที่ตบหน้าตน แต่ตนมองแค่แวบเดียวก็ทราบว่าไม่ใช่คนคนเดียวกัน
"ฉันถามตำรวจคนนั้นว่า คุณแน่ใจเหรอว่าเป็นคนตบหน้าฉัน เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้มหน้าลง ซึ่งฉันก็บอกกับ พ.ต.ท.สุทัศน์ ไปแล้วว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนที่ตบหน้าฉัน ซึ่ง พ.ต.ท.สุทัศน์ รู้สึกไม่พอใจ ก่อนพูดว่าให้ฉันไปตามหาเอาเองละกันว่าเป็นตำรวจคนไหนที่ตบหน้า บอกให้ฉันไปดูเอาเองที่ชลบุรี ในเมื่อเขาพามาขอโทษแล้วฉันยังไม่ยืนยันว่าเป็นคนเดียวกับที่ตบหน้า" น.ส.ณัฐชานันท์กล่าว
"ไม่เข้าใจว่าเป็นตำรวจทำไมถึงทำงานผิดพลาดได้ขนาดนี้ ฉันเป็นเพียงประชาชนธรรมดา ไม่อยากจะไปสู้รบปรมมือกับคนมีอำนาจในมือ แต่เมื่อทำกันเกินไปก็จะไม่ยอมความอีกแล้ว เมื่อคืนที่ผ่านมาเขาก็ยังเอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นหน้าม้า บอกว่าเป็นคนที่ตบฉัน เหมือนหลอกกัน ไม่จริงใจกับดิฉันเลย ถ้าเขาเอาคนที่ตบจริงๆ มาก็อาจจะคุยกันรู้เรื่องกว่านี้" น.ส.ณัฐชานันท์กล่าว
น.ส.ณัฐชานันท์กล่าวต่อว่า อีกอย่างหนึ่ง เหตุใดเป็นตำรวจจึงต้องกลัวตำรวจ พอทราบว่าตำรวจ สน.บางนาเดินทางมาถึง ทำไมต้องตะโกนบอกเพื่อนๆ ว่า ตำรวจๆ ก่อนจะขับรถหลบหนีกันไป ทำไมไม่อยู่เผชิญหน้า พูดคุยให้ชัดเจนกันก่อน อยากรู้จริงๆ ว่าจะรีบหนีกันทำไม โชคดีมากที่เขาไม่อุ้มตนกับเพื่อนไปด้วย เพราะก่อนที่เขาจะหนีมีหนึ่งในนั้นตะโกนขึ้นมาว่า "เอาตัวมันไปเลยๆ" ถ้าตนถูกจับตัวไปจริงๆ คงมีเรื่องใหญ่บานปลายเกิดขึ้นกับตนเป็นแน่
"ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด หากเป็นตำรวจจริงก็จะทำเรื่องร้องเรียนให้มีการตรวจสอบวินัย ถ้าทำผิดพลาดกับประชาชนแบบนี้บ่อยๆ ผลเสียอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง และอยากขอความเป็นธรรมกับหลายๆ ฝ่าย รวมถึงผู้สื่อข่าวทุกคนให้ช่วยตามเรื่องนี้ด้วย ดิฉันเป็นประชาชนธรรมดา รู้สึกกลัวเหมือนกันที่ต้องมาสู้รบกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ" น.ส.ณัฐชานันท์กล่าว
ทั้งนี้ วิธีการตรวจค้นยาเสพติดตามปกติแล้ว แหล่งข่าวระบุว่า ในการเข้าจับกุมแต่ละครั้งของตำรวจ โดยเฉพาะในคดีใหญ่ๆ อย่างเช่นคดียาเสพติดนั้น จะต้องได้รับรายงานจากสายข่าวในพื้นที่ก่อน จากนั้นตำรวจจะนำกำลังเข้าจับกุมตามจุดที่สายข่าวแจ้ง ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้น หากสายข่าวรายงานว่าจะมีการส่งมอบยาเสพติดในบริเวณจุดเกิดเหตุ และรายงานถึงรถยนต์ต้องสงสัย หากบังเอิญมีรถยนต์ตรงกับที่สายข่าวรายงานจอดอยู่ในบริเวณดังกล่าว ตามหลักตำรวจจะต้องแสดงตัว แสดงบัตรระบุว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าคนร้ายภายในรถไม่ยอมให้ตรวจค้น ก็สามารถใช้วิธีการเปิดประตูรถคันดังกล่าวได้
"หลังจากเข้าตรวจค้น หากไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ รวมถึงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำร้ายร่างกายใดๆ ก็ตาม ส่วนทรัพย์สินในรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถจะหยิบติดไปได้ เนื่องจากยังไม่ใช่ผู้ต้องหา หากมีการหยิบทรัพย์สินมาด้วยทางผู้เสียหายสามารถแจ้งความในข้อหาลักทรัพย์ได้ ในทางตรงกันข้าม หากตรวจพบว่าในรถมีสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาไอซ์ ทางเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดโทรศัพท์ เพื่อนำมาประกอบคดีในการตรวจสอบเบอร์โทรเข้า-ออก เพื่อหาที่มาที่ไปของยาเสพติด รวมถึงเครือข่ายการค้ายา จนนำไปสู่การขยายผลจับกุมในที่สุด" ตำรวจคนเดิมกล่าว



