ข่าว

เหลียวมองหลัง (จบ)

เหลียวมองหลัง (จบ)

21 ต.ค. 2552

อาจารย์ ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ เขียนไว้ในตอนท้ายๆ ของหนังสือ “เหลียวมองหลัง” เกี่ยวกับกุศโลบายด้านความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามและกัมพูชาของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า

 “เมื่อไซ่ง่อนแตก และเวียดนามใต้ตกเป็นของเวียดนามเหนือและเวียดกงแล้ว ปรากฏว่ามีนักบินสังกัดกองทัพอากาศเวียดนามใต้ได้ขับพาเครื่องบินของเวียดนามใต้หนีเข้ามาลงในสนามบินในไทยจำนวนหลายลำ...เครื่องบินเหล่านี้ทางสหรัฐถือว่าเป็นเครื่องบินที่ฝ่ายตนให้เวียดนามใต้ไว้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดังนั้นเครื่องบินเวียดนามใต้ที่มาลงในสนามบินของไทยทางสหรัฐจึงขอคืน ขณะเดียวกันฝ่ายเวียดนามเหนือซึ่งเป็นผู้ชนะสงครามในเวียดนามก็ถือว่าเครื่องบินเหล่านี้เป็นของตน และเรียกร้องให้ไทยส่งคืนให้แก่ตนด้วย ฝ่ายเวียดนามเหนือได้ส่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศชื่อนายฟานเหียน เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเจรจาเรื่องนี้ และมีกำหนดเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล”

 อาจารย์เกษม เล่าว่า ตอนเช้าก่อนที่นายฟานเหียนจะมาพบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้เรียกอาจารย์เกษมไปพบที่ห้องทำงานที่ทำเนียบและยื่นเอกสารปึกใหญ่ให้ไปศึกษาแล้วสรุปรายงานเอกสารดังกล่าวเป็นรายงานของกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับหลักกฎหมายและคดีตัวอย่างเรื่องทรัพย์สินของฝ่ายแพ้สงครามในสงครามกลางเมือง อาจารย์เกษมอ่านแล้วก็กลับเข้าไปเรียนว่า น่าจะให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศมาสรุปรายงานเรื่องนี้ให้ท่านนายกฯ ฟังจะดีกว่า เพราะเป็นเรื่องหลักกฎหมาย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์หัวเราะอย่างใจเย็นและบอกว่า “ก็เท่านี้แหละที่ผมอยากรู้ ผมอยากรู้ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะเสนอทางสู้กับนายฟานเหียนอย่างไร! ถ้าเล่นแบบหัวหมอกฎหมาย ผมไม่เอาด้วยหรอก! ผมจะเล่นตามวิธีของผม!”

 วันรุ่งขึ้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้พบกับนายฟานเหียนที่ทำเนียบรัฐบาล โดยแต่ละฝ่ายมีผู้ติดตามเพียงฝ่ายละคน ร่วมด้วยล่ามอีกหนึ่งคน อาจารย์เกษมซึ่งติดตาม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ในการพบกับนายฟานเหียนเล่าว่า “นายฟานเหียนเปิดฉากการเจรจาทักทายขึ้น โดยกล่าวว่าไทยกับเวียดนามเคยรักใคร่ชอบพอกันมาแต่เก่าก่อน แต่ในระยะหลังมีภูเขามาขวางกั้นความรักและความสนิทสนมของชาติทั้งสองบัดนี้ภูเขาลูกนั้นได้ถูกพังทลายลงแล้ว (ภูเขาลูกนี้นายฟานเหียนคงหมายถึงสหรัฐอเมริกา) เวียดนามกับไทยก็คงได้รักใคร่ชอบพอกันอีกครั้งหนึ่ง”

 “ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็หัวเราะชอบอกชอบใจ พร้อมกับบอกว่า ไทยเรามีโคลงโบราณบทหนึ่งเหมือนกัน แล้วท่านก็ท่องโคลงโลกนิติที่ว่า

                   “รักกันอยู่ขอบฟ้า        เขาเขียว
                      เสมออยู่หอแห่งเดียว          ร่วมห้อง
                      ชังกันบ่แลเหลียว               ตาต่อ กันนา
          เหมือนขอบฟ้ามาป้อง        ป่าไม้มาบัง”

 ผมนั่งฟังแล้วอดนึกไม่ได้ว่า "เป็นการเจรจาการทูตแบบสมัยโบราณของโลกตะวันออกด้วยกันทั้งคู่! มีการเปรียบเปรย! มีการอ้างโคลงโบราณกระทบตอบ”

 หลังจากนั้น นายฟานเหียนก็เข้าสู่วัตถุประสงค์ในการเดินทางมาไทยครั้งนี้ ว่าเนื่องจากมีเครื่องบินของเวียดนามจำนวนหนึ่งได้เข้ามาจอดตามสนามบินของไทย และเวียดนามประสงค์จะขอเครื่องบินเหล่านี้คืน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ แสดงท่าทีประหลาดใจ และว่าไม่เคยทราบเรื่องนี้ เมื่อนายฟานเหียนยังยืนยัน ท่านก็ตัดบทว่า “ผมจะสั่งให้สอบสวนเรื่องนี้ดูก่อน เพราะผมไม่เคยได้รับรายงานเลยว่ามีเครื่องบินของท่านเข้ามาอยู่ในประเทศเรา ถ้ามีจริงเราก็คงคืนให้เวียดนาม ด้วยเห็นแก่มิตรภาพอันเก่าแก่ระหว่างประเทศเราทั้งสอง”

 เมื่อนายฟานเหียนลากลับไปแล้ว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ให้อาจารย์เกษมต่อโทรศัพท์ถึง พอ.อ.อ.บุญชู จันทรุเบกษา ผบ.ทอ. ในขณะนั้น และสั่งว่า “ท่านมีพลทหารว่างๆ อยู่สักคนสองคนไหมครับ? ให้วิ่งข้ามถนนไปตลาดดอนเมืองไปซื้อสีมาสักกระป๋องสองกระป๋อง ให้เขาช่วยทาสีเรือบินที่มาจากเวียดนามเสียให้หมด”

 สำหรับกัมพูชานั้น ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้น นายเอียง สารี เคยเดินทางมาประเทศไทยสองครั้ง ในการมาครั้งหลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้จัดเลี้ยงที่บ้านพักของท่านที่ซอยสวนพลู ขณะที่พาชมบ้าน ตอนหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้หายเข้าไปในห้องนอนท่าน กลับออกมาเอาของสิ่งหนึ่งส่งให้ นายเอียง สารี ซึ่งแสดงสีหน้าตื่นเต้น รับไว้แล้วใส่กระเป๋าเสื้อนอกที่หน้าอกทันที

 อาจารย์เกษมเล่าว่า พอเลิกงานแล้วผมก็ถามท่านว่า “ท่านอาจารย์หายเข้าไปในห้องนอน แล้วเอาอะไรมายื่นให้เอียง สารี? อาจารย์ให้พระเครื่องเขาหรือครับ?”

 “อาจารย์เกษมเลอะเทอะใหญ่แล้ว!” อาจารย์พูดอย่างอารมณ์ดี “ผมจะเอาพระเครื่องไปให้คอมมิวนิสต์ได้อย่างไร ผมมีเขี้ยวหมูตันอยู่อันหนึ่งเลยให้เขาไป อาจารย์เกษมคงไม่รู้จักเขี้ยวหมูตันเป็นเครื่องรางอย่างเดียวกับเหล็กไหล พวกเขมรสมัยไหนๆ ก็เชื่อ นับถือเครื่องรางพวกนี้ พอผมให้เขี้ยวหมูตัน เอียง สารี ดีใจคว้าใส่กระเป๋าเสื้อเลย”   

 ครับ ทั้งหมดนี้คือบางส่วนบางตอนจากหนังสือ “เหลียวมองหลัง” ของ อาจารย์ ดร.เกษม ศิริสัมพันธ์ ซึ่งทำให้ผมอดที่จะถามตัวเองไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ เรารู้จักและเข้าใจเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม กัมพูชา และลาว ดีเพียงใด? และการแก้ไขข้อพิพาทโดยยึดหลักกฎหมายอย่างเหนียวแน่นนั้น คือหนทางที่ถูกต้องหรือไม่?

 คำถามทั้งสองข้อนี้ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังไม่ต้องรีบตอบก็ได้ครับ จะได้มีเวลาคิดกันนานๆ สักหน่อย