
พท.หลอนดูด100ล.อ้างเดินสายขู่อดีตส.ส."ไม่ยอมเจอดี"
"เพื่อไทย"แฉอีกนายทหารยังเดินสายดูดส.ส.ไม่หยุด ขู่ใครไม่ยอมเจอดี ด้านสนช.มีมติเห็นชอบ"ยุทธศาสตร์ชาติ" 20 ปี ศาลออกหมายจับอีก 2 คดีระบายข้าวจีทูจี
นักการเมืองจากพรรคเพื่อไทยยังคงออกมาโจมตีกลุ่มผู้มีอำนาจ โดยอ้างถึงความพยายามคงอำนาจทางการเมืองของตัวเองไว้ด้วยการผลักดันให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา และใช้วิธีการทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อดูด ส.ส.จากพรรคอื่นให้มาเป็นพวกหรือสนับสนุนตนเอง
วันที่ 6 กรกฎาคม นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ถึงกระแสข่าวนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เดินสายติดต่ออดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เพื่อมาหารือกับแกนนำ คสช.ที่กรุงเทพฯ นั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังมีความพยายามไม่เลิก นอกจากจะใช้ให้อดีต ส.ส.ที่คิดจะย้ายออกไปโทรศัพท์มาชักชวนแล้ว ยังคงมีการใช้ระดับแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพน้อย ติดต่อและประสานกับอดีต ส.ส.นครราชสีมาของพรรคอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอค่าตอบแทนให้จำนวนมาก แว่วว่าถ้าเป็น ส.ส.เกรดเอก็ได้ 30 ล้านบาท แต่ถ้ามาเป็นพวงก็อาจได้ถึง 100 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้มาร่วมกันแบ่งเขตเลือกตั้งได้เอง การันตีว่าไม่มีแพ้ ทั้งนี้ อดีต ส.ส.ที่ไม่คิดจะย้ายออกไปจากพรรคเพื่อไทย ก็ใช้วิธีโทรศัพท์กดดันเช้าเย็น แถมข่มขู่ว่าถ้าไม่ย้ายออกมาจะมีปัญหา อ้างว่าขนาดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยังโดนดำเนินคดีจำนวนมาก แต่เชื่อว่าไม่มีใครกลัว ยิ่งเอาแกนนำ คสช.มาอ้างด้วยยิ่งไม่มีใครกลัว ทุกคนตัวเท่ากันหมด
“การใช้วิธีกดดันสารพัดกับคนที่ไม่คิดจะย้ายออกไปนั้น ผมมองว่ามันไม่ถูกต้อง ดังนั้นที่ผมบอกว่าจะมีคลิปแฉนั้น ตอนนี้ยังไม่ได้มีการถ่ายหรืออัดคลิปไว้ หากพูดกันรู้เรื่องก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าผู้มีอำนาจยังไม่หยุดใช้วิธีรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของอดีต ส.ส.ของพรรค ก็อาจจะมีคลิปเสียงออกมา และถ้าพวกท่านยังไม่เลิก ก็อาจจะมีคลิปภาพตามมาอีกด้วย” นายอนุสรณ์ กล่าว
อ้างใครไม่ยอมเจอขู่เดี๋ยวได้เจอดี
ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่ออยู่ในอำนาจต่อ ทั้งการเขียนกติกาเอื้อให้แก่กลุ่มคนที่จะเข้ามาสนับสนุนตัวเองให้ได้เป็นรัฐบาลต่อ ใช้การลงพื้นที่ของนายกฯ ในการหาเสียงโน้มน้าวใจประชาชน ให้ชโยบายต่างๆ เพื่อสร้างคะแนนให้ตัวเอง โดยเฉพาะโครงการประชารัฐ และยังใช้ชื่อโครงการของรัฐไปตั้งพรรคการเมืองที่จะหนุนตัวเองเข้ามามีอำนาจอีก
“ตอนนี้กระแสดูดอดีต ส.ส.เข้าพรรคการเมืองที่สนับสนุนเผด็จการยิ่งรุนแรง ใช้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งสีกากี และสีเขียวไปโน้มน้าวอดีต ส.ส. ดูดโดยผลประโยชน์ใครไม่ยอมก็ข่มขู่ ในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ถึงขั้นมีคำพูดกับคนที่ไม่ยอมเข้าร่วมว่า “เดี๋ยวได้เจอดีกัน” หลังจากนั้น 2-3 วันก็มีหมายมาที่บ้าน ใครไม่ยอมเข้าร่วมแล้วมีคดีอะไรติดตัวจะเจอเช่นนี้กันหมด วันนี้ประชาชนทั่วประเทศกำลังลำบากเพราะราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเพราะการบริหารงาน แล้วยังจะอยากอยู่ในอำนาจต่ออีกหรือ แล้วประชาชนจะได้อะไร” นายวรชัยกล่าว
วิษณุบอกหาสมาชิกเข้าพรรคไม่ผิด
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย อ้างว่ามีคลิปการดูดอดีต ส.ส.เข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐโดยมีการเสนอผลประโยชน์ว่า ไม่ทราบ ไม่เกี่ยว ตอบไม่ถูก ไม่รู้เรื่อง และไม่รู้จักพรรคพลังประชารัฐ การเดินสายหาสมาชิกพรรคการเมืองขณะนี้ทุกพรรคสามารถทำได้ ไม่มีอะไรผิดปกติ กระบวนการหาสมาชิกไม่ได้ยุ่งยาก เดินคุยกันก็ไม่มีปัญหา แต่ที่บอกว่าพรรคการเมืองหาสมาชิกไม่ได้ หมายถึง นำมาสู่การรับจดทะเบียนเป็นสมาชิก ซึ่งตรงนั้นต้องประชุมใหญ่พรรค วันนี้เขาประชุมไม่ได้จึงมีปัญหา ถ้าจะหาเตรียมไว้มันหาได้ ไม่เช่นนั้นจะจดทะเบียนตั้งพรรคได้อย่างไร พรรคที่ไปจองชื่อพรรคก็ต้องมีว่าที่สมาชิก แล้วจะมาจากไหนหากไม่เดินหากัน
“ผมไม่ได้ตอบถึงขนาดนั้น ผมบอกว่าหากคุณทำลักษณะเหมือนสมาคมปกติ มันไม่แปลกอะไร เพราะเรายอมรับความจริงใช่ไหมว่าใครที่สนใจตั้งพรรคการเมืองก็ไปขอจดทะเบียนชื่อพรรคได้ แล้วเขาให้คนเรียกประชุมโดยขออนุญาต คสช.ได้ แสดงว่าคุณต้องหาสมาชิก จึงไม่แปลกอะไร ถ้าตอบสั้นๆ เดี๋ยวคนจะเข้าใจผิด ผมจะโดนด่าฟรี เราสนับสนุนให้ทำด้วย ไม่เช่นนั้นจะเกิดพรรคการเมืองขึ้นได้อย่างไร” นายวิษณุกล่าวตอบข้อถามที่ย้ำว่าการชวนมาร่วมพรรคตามธรรมดาถือว่าไม่ผิด
ส่วนหากมีการเสนอเงินเพื่อดูดอดีต ส.ส.ตามที่เป็นข่าว ถือว่าเป็นความผิดหรือไม่ นายวิษณุ ปฏิเสธว่าไม่ขอตอบ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อถามว่า นอกจากเรื่องเงินแล้ว ยังมีการเสนอช่วยเหลือเรื่องคดีความ นายวิษณุ กล่าวว่า หาหลักฐานชัดๆ แล้วไปถาม กกต.แล้วกัน ส่วนจะกระทบต่อการตั้งพรรคหรือไม่ ถ้า กกต.บอกว่ากระทบก็กระทบ
กกต.เผย114พรรคใหม่ยื่นจองชื่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการยื่นคำขอจดแจ้งการเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองยื่นคำขอจำนวนทั้งสิ้น 114 พรรค โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ออกหนังสือใบรับรองแจ้งการจัดตั้งพรรค (พ.ก.7/2) จำนวน 80 พรรค อยู่ระหว่างเสนอเรื่องเพื่อขอออกใบ พ.ก.7/2 จำนวน 9 พรรค
ส่วนการยื่นจัดตั้งพรรคการเมือง มีพรรคที่ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้ง จำนวน 11 พรรค โดยมีผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรค จำนวนทั้งสิ้น 8,142 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของหลักฐาน คุณสมบัติ ข้อมูล เอกสารต่างๆ จำนวน 8 พรรค และอยู่ระหว่างเสนอนายทะเบียนเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาเป็นพรรคการเมือง จำนวน 2 พรรค คือ พรรคประชามติและพรรคทางเลือกใหม่ ส่วนพรรคพลังชาติไทยได้ขอถอนคำขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคไป
สนช.หนุนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี
ที่รัฐสภา วันเดียวกัน มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ประธานสนช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะมีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา 20 ปี ตาม พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 โดยร่างยุทธศาสตร์มีสาระสำคัญ 6 ด้าน 1.ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงมีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข 2.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ 3.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
4.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมให้ความสำคัญการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่างๆ ร่วมขับเคลื่อน 5.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6.ยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ 179 คะแนน เห็นชอบกับร่างยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งขั้นตอนต่อไปนายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน 20 วัน เพื่อประกาศใช้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ เมื่อมีพระราชโองการประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติแล้วให้คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติแต่ละด้านจัดทําแผนแม่บทเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ค้านขึ้นเงินเดือนศาล-องค์กรอิสระ
ด้านนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แถลงการณ์ในนามสมาคม เรื่องคัดค้านขึ้นเงินเดือนศาล-องค์กรอิสระ โดยระบุว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เสนอร่างกฎหมายที่สำคัญให้แก่สนช.จำนวน 5 ฉบับ ถือเป็นการใช้อำนาจโดยไม่แยแสความทุกข์ยากของประชาชนที่ต้องระทมทุกข์กับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ข้าวยากหมากแพง สินค้าทางการเกษตรหลายชนิดตกต่ำ ภาวะหนี้สาธารณะของประเทศมีมากถึง 5.18 ล้านล้านบาท ทว่ารัฐบาลและ สนช.ยังออกมาแถลงถึงเหตุผลว่าเพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ผู้นำรัฐบาลในหลายๆ ประเทศที่ก้าวหน้ากว่าไทย พยายามจะรัดเข็มขัดตนเองเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี แต่รัฐบาลไทยกลับหาทางเพิ่มเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ปัจจุบันนี้องค์กรศาล ตุลาการ อัยการ และองค์กรอิสระมีเงินเดือนและค่าตอบแทนมากกว่าวันละ 5,000 บาทอยู่แล้ว สูงกว่าข้าราชการสายอื่นๆ มากมาย ในขณะที่ประชาชนมีรายได้ขั้นต่ำแค่วันละ 300 กว่าบาทเท่านั้น และตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ เหล่านี้มีผลงานใดที่เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชน องค์กรอิสระใดที่สามารถตรวจสอบและเอาผิดคนในรัฐบาลนี้ได้บ้าง ทั้งที่ปุถุชนต่างก็รับรู้ว่ารัฐบาลมีปัญหาคอร์รัปชั่นมากมาย แต่องค์กรอิสระกลับเงียบกริบ มาวันนี้รัฐบาลและ สนช.ยังคิดที่จะออกกฎหมายขึ้นเงินเดือนให้ศาล-อัยการ-องค์กรอิสระ โดยมีผลย้อนหลังไปถึง พ.ศ.2557 กรณีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนกันระหว่างรัฐบาล สนช. และองค์กรอิสระ ซึ่งอาจเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการทุจริตและประพฤติมิชอบ ดังนั้น สมาคมจะตรวจสอบพฤติการณ์ในลักษณะ “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดกัน” ของผู้ถืออำนาจอธิปไตยทั้งสาม เพื่อนำมารายงานประชาชนผู้เสียภาษีให้ทราบ
วิษณุไม่หวั่นพร้อมชี้แจงสนช.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ และองค์กรอิสระว่า เรื่องดังกล่าวหากเข้าสู่สภา ก็คงอธิบายให้สภาฟังได้ อย่างกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีการจ่ายเงินเดือนย้อนหลังไปถึงปี 2549 ซึ่งในช่วงเวลานั้นได้มีการปรับเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และพลเรือน ศาล อัยการไปแล้ว แต่ กสม.คือข้าราชการที่ตกสำรวจในเวลานั้น เพราะตัวเลขยังไม่นิ่ง จึงตกลงกันว่าทำกันต่อไปจนกว่าตัวเลขจะนิ่ง เมื่อนิ่งเมื่อไหร่ก็จะย้อนหลังให้ ถึงต้องย้อนให้เขาเป็นพิเศษกว่าคนอื่น
อย่างไรก็ตาม เงินเราได้จัดให้เขาแล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถใช้เงินนั้นได้ เพราะติดที่กฎหมายและเทคนิคนิดเดียว ทำให้ยังไม่สามารถจัดเงินนั้นให้เขาได้ ครั้งนี้จึงจำเป็นต้องทำให้เขา และทำอย่างตรงไปตรงมา และเป็นธรรม ตามที่ทุกคนได้ประโยชน์
“ชี้แจงได้ ไม่ได้มีอะไรพิเศษ หรือประหลาด เป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นถ้าจะย้อนกันส่งเดช ทำไมไม่ย้อนไปให้ไกล หรือสั้นกว่านั้น เรามีการถามกันใน ครม.แล้วว่า ทำไมจะต้องย้อนไปเป็นวันที่ 1 ธันวาคม 2557 คำตอบคือ ไปดูเงินเดือนในตอนนั้น ทั้งรัฐมนตรีเขาได้ไปหมดแล้ว แต่ กสม.ยังไม่ได้ เพราะยังเถียงกันเรื่องตัวเลข มันเพิ่งจบลงได้” นายวิษณุ กล่าว
นายกฯเยือนศรีลังกา-ภูฏาน19-20ก.ค.
ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเดินทางเยือนต่างประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ในเดือนกรกฎาคมนี้ นายกฯ มีภารกิจเดินทางเยือน 2 ประเทศ คือ ศรีลังกา โดยจะเดินทางในวันที่ 12-13 กรกฎาคม และภูฏาน จะเดินทางวันที่ 19-20 กรกฎาคม ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการ และเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศกลุ่มเอเชียใต้ ซึ่งไทยไม่ได้ละเว้นความสัมพันธ์กับกลุ่มนี้ ยังคงต้องการที่จะให้ความสัมพันธ์ของเรากับประเทศต่างๆ ในกลุ่มนี้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงและราบรื่น
คนเสื้อแดงแห่ผูกข้อมือรับ“ขวัญชัย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ชมรมคนรักอุดร บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา หรือสาราคำ อายุ 64 ปี ในคดีพาพวกรุมทำร้ายกลุ่มพันธมิตรที่หนองประจักษ์ปี 2551 โดยมีบรรดาชาวบ้านและผู้ให้การสนับสนุนนายขวัญชัยเดินทางมาผูกข้อต่อแขนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายนิสิต สินธุไพร และแกนนำคนเสื้อแดงอีกหลายคน โดยนายขวัญชัยมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มีนางอาภรณ์ สาราคำ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนายกรวีร์ สาราคำ ลูกชายอยู่ด้วยตลอดเวลา
ทั้งนี้ มีรายงานว่ากำหนดการออกจากเรือนจำกลางจังหวัดอุดรธานีของนายขวัญชัย ไพรพนา กำหนดขึ้นในเวลา 09.00 น. แต่ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำเห็นว่าจะมีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจจำนวนมากเกรงจะเกิดเหตุวุ่นวาย จึงได้นำตัวนายขวัญชัยขึ้นรถเรือนจำนำไปส่งที่ชมรมคนรักอุดรตั้งแต่หกโมงเช้า
ต่อมานายวิเชียร ขาวขำ นายกอบจ.อุดรธานี รวมทั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำคนเสื้อแดงได้เดินทางมาให้กำลังใจและแสดงความยินดีที่นายขวัญชัยถูกปล่อยตัวออกมาในวันนี้หลังจากติดคุกเป็นเวลา 2 ปี ในคดี พยายามฆ่า ทำร้ายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส และทำให้เสียทรัพย์ตั้งแต่ พ.ศ.2559
หมายจับ“โด่ง-สุธี"คดีข้าวจีทูจี
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะพิจารณารื้อคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) ในส่วนของจำเลยที่หนีคดี ได้นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ในส่วนของ พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และนายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 16 ซึ่งอัยการได้ฟ้องไว้พร้อมกับนายภูมิ สาระผล อดีตรมว.พาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับเอกชนร่วม 28 ราย ซึ่งศาลตัดสินจำคุกนายภูมิกับพวกรวม 18 รายไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560
นายกิตินันท์ ธัชประมุข อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน คณะทำงานที่รับผิดชอบคดีจีทูจี กล่าวว่า การยื่นคำร้องขอให้นำคดีของหมอโด่ง จำเลยที่ 3 และนายสุธี จำเลยที่ 16 ขึ้นพิจารณาใหม่ ก็เป็นไปตาม วิ อม.ใหม่ที่บังคับใช้โดยไม่มีตัวจำเลยได้ ซึ่งนอกจากการยื่นคำร้องคดีอาญาแล้วก็ยังมีการยื่นคำร้องในส่วนของคดีแพ่งให้ชดใช้ความเสียหายด้วย
ขณะที่วันนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้มาศาล ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับตามกระบวนการของ วิ อม.ใหม่ และนัดตรวจหลักฐานคดีในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ โดยให้ส่งหมายแจ้งวันนัดให้ตามที่อยู่เพื่อให้จำเลยทราบ หากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ให้ทำการปิดหมายไว้
ฉบับ นสพ.คมชัดลึก



