
"ขวัญชัย" พ้นคุกแล้ว งดจ้อการเมืองรักษาสุขภาพ
อุดรธานี - "ณัฐวุฒิ" เตรียมต้อนรับ" ขวัญชัย" ออกจากคุก เจ้าตัวคุยโว เป็นนักโทษคนแรกที่ได้ออกจากคุกเร็ว อ้าง จนท.เกรงคนเสื้อแดงแห่ต้อนรับล้นเรือนจำ
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 6 ก.ค.61 ที่สถานวิทยุชุมชนคนรักอุดร 97.5 เมกกะเฮิร์ต หมู่ 11 บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา อายุ 64 ปี อดีตประธานชมรมคนรักอุดร อดีตแกนนำคนเสื้อแดงภาคอีสาน ได้พ้นโทษหลังจากที่ศาลฎีกา สั่งลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีทำร้ายร่างกายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม เขตเทศบาลนครอุดรธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 51 ซึ่งวันที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 59 นายขวัญชัย ไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษา โดยศาลได้อ่านคำพิพากษาลับหลัง ปรับนายประกัน 5 แสนบาท โดยนายขวัญชัย ได้หลบหนีไปนั่งสมาธิและทำใจ ต่อมาได้เข้ามอบตัวต่อ พล.ต.อำนวย จุลโนนยาง ผบ.มทบ.24 (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่ บก.มทบ.24 ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 และได้นำตัวส่งเข้าเรือนจำกลางอุดรธานี ทันที
โดยบรรยากาศที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร มีสมาชิกชมรมคนรักอุดร จากอำเภอต่างๆ และจังหวัดใกล้เคียง เดินทางมาให้กำลังใจ มีนางอาภรณ์ สาราคำ อดีต สว.อุดรธานี ภรรยานายขวัญชัย ร่วมต้อนรับ พร้อมเตรียมเส้นฝ้ายผูกข้อมือเรียกขวัญตามประเพณีอีสาน ให้บรรดาผู้มาเยี่ยมได้ผูกข้อมือ ขณะที่มี นายวิเชียร ขาวขำ นายก อบจ.อุดรานี นายนิสิต สินธุไพร อดีต สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย , อดีตนักการเมืองท้องถิ่น แกนนำ นปช. ชาวบ้าน และสมาชิกชมรมคนรักอุดร จำนวนมากที่ทราบข่าว เดินทางมาให้การต้อนรับ
โดย นายขวัญชัย มีหน้าตาสดใส สุขภาพแข็งแรง แต่ยังเดินไม่สะดวก และยกแขนซ้ายไม่ถนัด จากการถูกคนร้ายลอบยิงด้วยปืนอาร์ก้า เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 57 โดยชาวบ้านบางรายได้นำรูปภาพพระเกจิอาจารย์มามอบให้เป็นของขวัญ และนำเงินมาผูกข้อมือเรียกขวัญให้กลับบ้าน โดยทางชมรมคนรักอุดร ได้ทำก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ และข้าวราดแกง ไว้คอยให้ชาวบ้านจำนวนมากได้กินอย่างอิ่มหนำสำราญ โฆษกและนักจัดรายการวิทยุ ได้พูดต้อนรับ นายขวัญชัย กลับบ้าน พร้อมกับเปิดเพลงและหมอลำกันอย่างสนุกสนาน
นายขวัญชัย กล่าวกับสมาชิกชมรมคนรักอุดร ที่มาคอยต้อนรับว่า 2ปีเต็มๆ ที่ตนอยู่ในเรือนจำ วันนี้ได้รับอิสรภาพ ออกมาพบพ่อแม่พี่น้องได้รับความสุขใจมาก 2 ปีในเรือนจำได้ให้อะไรต่างๆ เยอะแยะมากมาย ได้รู้ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยรู้ก็ไปรู้อยู่ในคุก 700 กว่าวันเต็มๆ ในคุกไม่มีลดโทษแม้แต่วันเดียว และเป็นนักโทษคนแรกที่ออกจากคุกเร็วที่สุด เพราะปกติเขาจะปล่อยนักโทษประมาณ 9 โมงเช้า แต่คราวนี้ทางเรือนจำเกรงว่าประชาชนจะมารับตนเยอะ กลัวจะวุ่นวายที่หน้าเรือนจำ เลยปลุกตนตั้งแต่ตี 5 เป็นประวัติศาสตร์ที่ตนเช็คแล้วว่า เขาจะปล่อยนักโทษหลังเคารพธงชาติไปแล้ว จะเรียกชื่อนักโทษไปเซ็นชื่อ ออกมาส่งหน้าเรือนจำ วันนี้เป็นกรณีพิเศษเพราะชื่อขวัญชัย ไพรพนา ปลุกตนตั้งแต่กำลังจะสวดมนต์ ให้เซ็นชื่อ แล้วเอารถส่วนตัวของผู้คุมมาส่งถึงบ้านที่ชมรมคนรักอุดรเลย
“นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เพราะเกรงว่ามวลชนคนของชมรมคนรักอุดรจะมากันเยอะ เกรงว่าจะวุ่นวาย เกรงว่าจะเป็นที่หมั่นใส้ของทาง คสช.จึงเอาตัวขวัญชัยมาส่งเสียก่อน คือพยายามที่จะคิดอะไรนอกกรอบ อะไรที่ข่มขู่พวกเราได้ก็พยายามทำ ผมรอเวลาวันเดียวคือวันเลือกตั้ง วันใดที่มีการเปิดหีบเลือกตั้ง วันนั้นแหละที่คนเสื้อแดงจะแสดงพลังออกมา พวกเราคนอีสานรักอะไรรักจริง รักแล้วรักเลย ใช่ไหม ฉะนั้นไม่มีอะไรมาเปลี่ยนจุดยืนของขวัญชัยได้ ถึงแม้จะยิงผมจนเกือบตายด้วยอาร์ก้า 2 กระบอก ผมก็ยังไม่ตาย นี่คือสิ่งที่ยืนยันได้ว่า คนดีผีคุ้ม ผมอยู่ในสภาพนี้ได้ก็บุญที่สุดแล้ว การต่อสู้ของขวัญชัย จะคงยังเป็นเหมือนเดิม พร้อมจะเดินหน้าต่อไป เพื่อความยุติธรรม ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่มีเกิด” นายขวัญชัย กล่าวและว่า วันนี้ของดพูดเรื่องการเมือง ขอรักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการถูกยิงให้หายดีก่อน เพราะแขนซ้ายยังสั่น เมื่อถึงฤดูการเลือกตั้ง ค่อยว่ากันใหม่
ต่อมาเวลา 12.00 น. นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช.ได้เดินทางมายังสถานี พร้อมพูดคุยกับนายขวัญชัย และสมาชิกชมรมคนรักอุดร ที่มาต้อนรับว่า วันนี้มาให้กำลังใจ ไม่ได้มาเรื่องอื่น ตนรู้สึกได้เลยว่า ความรู้สึกของคนชื่อขวัญชัย ไพรพนา และครอบครัว ต้องตื้นตัน เพราะความรักความผูกพันที่พี่น้องมีให้ ที่ผ่านมาตนไม่มีโอกาสมาเยี่ยมนายขวัญชัยที่เรือนจำอุดรธานี แต่ได้พบกันตลอดเวลา 2 ปี ถูกจองจำ ในช่วงเวลาที่นายขวัญชัย ถูกเบิกตัวไปดำเนินคดีก่อการร้ายที่ กทม.และบอกว่าวันที่ออกจากเรือนจำตนจะมารับ จนวันนี้มาถึง แต่ปรากฎว่าพอตนลงเครื่องเมื่อเช้า ตั้งใจจะไปรับนายขวัญชัย ที่หน้าเรือนจำ เมื่อลงเครื่องได้ยินเสียงคนเรียกชื่อว่า “เต้น เต้น” กลายเป็นว่าขวัญชัย มารับตนที่สนามบิน ซึ่งทางเรือนจำนำตัวขวัญชัยไปส่งที่บ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า แม้แต่ลูกเมียก็ยังไปรับไม่ทัน ตกลงยังนึกไม่ออกว่าใครมารับใครกันแน่
“แต่วินาทีนี้ขวัญชัย ไพรพนา ได้กลับมายืนต่อหน้าพวกเราแล้ว พวกเรามีกันและกันอย่างนี้มาตลอด มีพี่น้องคอยเคียงข้างยืนหยัดต่อสู้ร่วมกัน ในหลักการที่เราเชื่อมั่นว่าถูกต้อง เราประสบชะตากรรม ผ่านกันมามากมาย บางคนบอกว่าพวกแกนนำน่าเห็นใจ ติดคุกติดตะรางคนละหลายรอบ แต่อยากให้รู้ว่าหัวใจของคนเป็นแกนนำ เชื่อว่าชะตากรรมที่เผชิญอยู่ ยังน้อยกว่าชะตากรรมของพี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ ที่จากไปจากการถูกสังหาร จากไปในช่วงเวลาของการต่อสู้ จนถึงขนาดนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่พวกเราเจอมาเทียบเท่าไม่ได้กับสิ่งที่พี่น้องร่วมต่อสู้เผชิญอยู่กับมัน มาถึงวันนี้ท่ามกลางความทุกข์ยากเจ็บปวดทั้งหลาย ต้องพูดเต็มคำว่า เป็นวาระที่น่าดีใจอยู่ดี ที่มีพี่น้องจองเราคนนี้(ขวัญชัยฯ) ได้คืนสู่อิสรภาพอีกครั้ง” นายณัฐวุฒิ กล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การชุมนุมปี 2553 ตนเป็นน้องเล็กสุด คิดคุกด้วยกันกับนายขวัญชัย นายนิสิต สินธุไพร และพี่น้องอีก 5-6 คน เป็นเวลากว่า 9 เดือน อยู่ในนั้นเห็นกันหมดว่าหัวใจของใครเป็นอย่างไร ธาตุแท้ชีวิตของแต่ละคนเป็นแบบไหน ตนจึงพูดได้เต็มปากว่า ตนเป็นพี่น้องกับคนชื่อขวัญชัย ไพรพนา ที่เป็นชาวบ้านธรรมดา จบ ป.4 ใช้ชีวิตต่อสู้มาจนถึงวันนี้ ถ้าสิ่งที่นายขวัญชัยทำมาทั้งหมด เกิดเป็นผลดีกับบ้านเมืองแล้ว ตนเห็นว่าชายผู้นี้ควรค่าที่จะได้รับความเมตตาจากประชาชน หรือหากมีสิ่งใดที่เกิดความผิดพลาดเสียหาย ก็ขอให้รู้ว่าเนื้อแท้ของคนๆ นี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างความเสียหายหรือให้ร้ายใคร จากการที่ตรงไปตรงมา เสียสละ และแยกรับสถานะความเจ็บปวดต่างๆ โดยบางเรื่องไม่อาจเปิดปากเล่าให้ใครฟังได้ แต่ในที่สุดก็จะถูกพิสูจน์ทราบจากกาลเวลา จากสถานการณ์ ที่ได้พิสูจน์นายขวัญชัยไปแล้ว



