ข่าว

ถก 3 บทเรียน เด็กติดถ้ำหลวง สื่อ-คนทำงาน-ข้อมูลทันสมัย

ถก 3 บทเรียน เด็กติดถ้ำหลวง สื่อ-คนทำงาน-ข้อมูลทันสมัย

06 ก.ค. 2561

จุฬาฯถกบทเรียน กรณีเด็กติดถ้ำหลวง ต้องพัฒนาข้อมูลภูมิศาสตร์ถ้ำ วางโรดแม็พรับมือเหตุพิบัติภัย "สื่อ" ต้องปรับบทบาท นำเสนอข้อมูลรอบด้านมากกว่า ข่าวด่วน

 

          6 กรกฎาคม 2561 - จุฬาฯ ร่วมถกบทเรียน กรณีเด็กติดถ้ำหลวง ต้องพัฒนาข้อมูลภูมิศาสตร์ถ้ำ วางโรดแม็พรับมือเหตุพิบัติภัย และหาทางเลือกใหม่ -  "สื่อ" ต้องปรับบทบาท นำเสนอข้อมูลรอบด้านมากกว่า ข่าวด่วน - "คนทำงาน" ต้องปรับข้อมูลแจ้งเตือนให้ทันสมัย - ภัยเกิดต้องกันคนนอกเข้าพื้นที่ เหตุมีผลกระทบด้านจิตใจ

             หลังจากเหตุการณ์ช่วยชีวิต ของเยาวชน 12 ชีวิตของทีมหมู่ป่าอะคาเดมี่ และ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน อีก 1 คนที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งเข้าไปติดภายในถ้ำหลวงนางนอน กว่า 10 วัน และแม้ล่าสุดจะเจอตัวกลุ่มเยาวชนที่พลัดหลงเข้าไปติดในถ้ำแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำตัวออกมาสู่โลกภายนอกได้ เพราะมีอุปสรรคในภารกิจช่วยชีวิต

 

          จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวที จุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 14  เรื่อง "วิเคราะห์ปรากฎการณ์ถ้ำหลวงจากหลากมิติ"  โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้ความเห็นเพื่อร่วมเรียนรู้จากเหตุการณ์ 

            โดย นายสมบัติ อยู่เมือง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภูมิสารสนเทศเพื่อประเทศไทย (จิสไทย) ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฐานะทีมงานเบื้องหลังภารกิจช่วยชีวิต 13 ชีวิตที่ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน กล่าวว่า กรณีถ้ำหลวงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร์ รวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศที่เป็นเหตุการณ์ใกล้เคียงกับสิ่งประเทศไทยเผชิญ เพื่อกำหนดแผนที่นำไปสู่ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม​จากการสำรวจพื้นที่ และวางแผนช่วยเหลือ ตนให้ข้อเสนอไปกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถึงการลำเลียงผู้ประสบภัยออกทางปลายถ้า เพราะข้อมูลที่สำรวจพบว่ามีน้ำเติมเข้าถ้ำบริเวณปลายถ้ำ ด้านข้างและด้านใต้  ซึ่งกรณีการสำรวจพื้นที่ดังกล่าวเชื่อว่าความช่วยเหลือจะง่ายกว่าการเจาะภูเขาที่มีความหนาของชั้นหิน 400-900 เมตร

ถก 3 บทเรียน เด็กติดถ้ำหลวง สื่อ-คนทำงาน-ข้อมูลทันสมัย

            นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า ขณะที่พื้นที่ภายในถ้ำที่มีน้ำและระยะเดินทางเข้าและออก รวม 10 ชั่วโมง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นอุปสรรค และกลายเป็นคำถามว่าทำไมการปฏิบัติการถึงล่าช้า ส่วนข่าวที่ระบุว่าอากาศที่ใช้หายใจภายในถ้ำมีน้อย  แม้จะนำท่อ หรือถังบรรจุอ๊อกซิเจนลงไปได้ แต่หากมีทางเลือกที่สามารถไปได้  เช่น การเดินหาทางออกอื่นที่เป็นทางธรรมชาติ เช่น รอยแตก  หรือเดินสำรวจทางใต้ถ้ำ โดยให้หน่วยซีลเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจดังกล่าว โดยตนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ เพื่อรอปฏิบัติการตามแผนหนึ่ง คือ ดำน้ำพาเยาวชนออกมาทางปากถ้ำ ที่ล่าสุดยังพบปัญหาคือระดับน้ำในถ้ำ และ อากาศที่เหลือน้อย  ทั้งนี้ทีมทำงานต้องทำงานด้วยการแข่งกับเวลาและข้อมูลที่รอการสำรวจ ขณะที่ทางเลือกเจาะถ้ำ จำเป็นต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้

 ​            "เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องนำข้อมูลและรายละเอียดที่ได้ นำไปกำหนดแผนรับมือ ป้องกันภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ด้วย หรือโรดแม็พของการจัดการภัยพิบัติ เพราะการแก้ปัญหาไม่ใช่แค่การลากสายไฟ หรือสายโทรศัพท์เข้าไปในถ้ำเท่านั้น  นอกจากนั้นต้องนำข้อมูลที่ได้ยกระดับการศึกษาและความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันการทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์ที่แม่นยำต้องให้ความสำคัญ" นายสมบัติ กล่าว

            ส่วนนางพิจิตรา สึคาโมโต้ หัวหน้าภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน พบว่าประชาชนจะติดตามและสนใจเนื้อหาข่าวมากที่สุด คือ ด้านความเชื่อ ความรู้สึก สิ่งเร้นลับมากกว่าติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับข้อมูล ข้อเท็จจริงทางวิชาการ​ สะท้อนให้เห็นว่า วัฒนธรรมของสังคมไทย คือ แสวงหาฮีโร่ เพราะไม่มีความเชื่อมั่นใจตัวเอง,​ ค้นหาแพะ ในสถาการณ์วิกฤต และเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเหนือธรรมชาติ  ทำให้การเลือกนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนไทย จึงเลือกนำเสนอแบบติดตามสถานการณ์ เหตุการณ์เฉพาะหน้า ทำให้กลายเป็นคำถามต่อบทบาทดังกล่าวจะทำหน้าที่เพียงกระจกสะท้อนสังคม หรือ ตะเกียงส่องทางให้ ความรู้กับสังคม

          "เข้าใจว่าการทำงานของสื่อมวลชนมีความยาก เพราะต้องแข่งกับสื่อโซเชียลมีเดีย ที่เผยแพร่และส่งต่ออย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรายงานข่าวช่วงวิกฤต สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ มีหน้าที่สร้างความเข้าใจให้กับสังคม รวมถึงให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน เมื่อเทียบกับการทำงานของสื่อต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่นำเสนอข่าวเยาวชนติดถ้ำที่เป็นแบบร้อยเรื่อง และนำเสนอข้อความที่ย้ำถึงการขอบคุณ และความเข้มแข็ง เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ที่ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ รวมถึงเล่าเรื่องอย่างรอบด้าน จากข้อมูลด้านความนิยมประชาชนพบว่ามียอดรับชมมีจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าการนำเสนอข่าวเร็วที่สุดไม่ใช่ผู้ชนะในเกมนี้ แต่คือการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน" นางพิจิตรา กล่าว 

     ขณะที่นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธุ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่า 1.เมื่อเกิดเหตุวิกฤต หรือภัยพิบัติ ควรกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกจากพื้นที่ เพราะกรณีที่เยาวชนหายไปในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน แม้จะประกาศปิดพื้นที่ แต่ยังมีชาวบ้านเข้าไปพื้นที่และนำร่างทรงไปทำพิธีตามความเชื่อ  ทำให้มีผลกระทบทางด้านจิตใจ, 2. อย่านำเสนอข่าวสาร โดยมุ่งไปที่ความคาดหวังกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งที่การช่วยผู้ประสบภัยดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากเทคโนโลยีที่มีร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่วางแผนปฏิบัติการ และ 3. ต้องปรับปรุงข้อมูลข่าวสาร การแจ้งเตือนที่ทันสมัย​ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จากกรณีที่สังคมออนไลน์เผยแพร่ป้ายหน้าถ้ำหลวง ระบุช่วงเวลาห้ามเข้า คือ เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน แต่เยาวชนที่เข้าไปในถ้ำ คือ เดือนมิถุนายน ดังนั้นสิ่งที่ต้องร่วมเรียนรู้คือ การพิจารณาปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ ทำให้ระดับน้ำในถ้ำท่วมสูงก่อนที่จะประกาศงดเข้าพื้นที่

           "ในสังคมโซเชียลมีเดีย พยายามเสนอแนะต่อการให้ความช่วยเหลือเยาวชนที่ติดในถ้ำ หลากหลาย ทั้ง นำควันจุดในถ้ำ เพื่อรอดูควันที่ลอยออกสู่ทางปล่อง หรือโพรงของถ้ำ เพื่อใช้เป็นจุดขุดเจาะ นำตัวเยาวชนออกจากพื้นที่ หรือ ใช้เปลลำเลียง เพื่อให้หน่วยซีลนำตัวเด็กออกมา ซึ่งบางครั้งเป็นข้อเสนอแนะที่ดี แต่ต้องพิจารณารายละเอียดที่เกี่ยวข้องด้วย" นายเจษฎา กล่าว

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายของเวทีเสวนา มีผู้เสนอความเห็น โดยกล่าวตำหนิไปถึงรัฐบาล ว่า จุดบกพร่องของรัฐบาลคือการไม่ตั้งศูนย์บัญชาการที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเป็นแหล่งและศูนย์ข้อมูล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการแก้ปัญหาร่วมกับฝ่ายปฏิบัติงานในพื้นที่.