ข่าว

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

06 ก.ค. 2561

สนช.ผ่านพ.ร.บ.สงฆ์ 3 วาระรวด เผยคืนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งกก.มหาเถรสมาคม ด้านพท.ขู่แก๊งดูดเจอคลิปแฉ "สมคิด"ชี้นักการเมืองมีสิทธิเลือกพรรค

 

     เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 5 กรกฎาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงสาระสำคัญของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ต่อที่ประชุม สนช.ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เตรียมการตั้งแต่เมื่อครั้งมีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อจัดระเบียบการปกครอง ตอนแรกได้คิดกันหลายวิธีว่าจะใช้กลไกอย่างไร แต่สุดท้ายมาคิดว่าฆราวาสคิดจะไปปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ ฆราวาสมีความชอบธรรมเพียงใด มีความรู้ความเข้าใจเพียงใด

วิษณุแจงเหตุแก้พ.ร.บ.คณะสงฆ์

     “ในที่สุดมาได้ข้อยุติว่าสิ่งที่ควรจะทำคือ ฆราวาสนั้นคงได้แต่เพียงเป็นผู้เสนอแนะ แต่ผู้ที่จะขับเคลื่อนและนำไปปฏิบัติและสั่งการเพื่อให้เกิดการปฏิรูปได้อย่างแท้จริงคงต้องเป็นคณะสงฆ์เอง โดยคณะสงฆ์ไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.คณะสงฆ์ไทย คือ ฝ่ายเถรวาททั้งธรรมยุตหรือมหานิกาย 2.คณะสงฆ์อื่น ซึ่งกฎหมายรับรองเฉพาะคณะสงฆ์จีนนิกาย คณะสงฆ์อนัมนิกาย” นายวิษณุกล่าว

     นายวิษณุกล่าวอีกว่า รัฐบาลคิดว่ากลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ต้องอยู่ที่มหาเถรสมาคม ซึ่งในอดีตมีจุดอ่อนคือ การที่มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีความเหมาะสมตามหลักอาวุโส แต่ในระยะหลังกว่าที่พระภิกษุจะขึ้นไปถึงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาก็จะมีอายุมาก และอาพาธ ทำให้ไม่สามารถประชุมมหาเถรสมาคมได้ ดังนั้น ถ้ามุ่งหวังจะให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้นำในการปฏิรูปนั้นต้องเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและที่มาใหม่

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

ชี้พระชั้นผู้ใหญ่ต้องคดีเสื่อมศรัทธา

     รองนายกฯ กล่าวว่า เดิมทีไม่ได้คิดเรื่องที่มา คิดถึงเรื่องคุณสมบัติ แต่ในระยะหลังมานี้ก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้น กรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปมีปัญหาต้องคดีและถูกกล่าวหา สั่นสะเทือนความรู้สึกความเลื่อมใสศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบปัจจุบันพอสมควรทีเดียว ดังนั้น ในที่สุดก็คิดกันว่ากลับไปดูรูปแบบใน พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กันมาถึงรัชกาลที่ 8 ทั้งนี้ ดูโบราณราชประเพณี ดูรัฐธรรมนูญที่ใช้ปัจจุบันที่กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และถอดถอนจากฐานันดรศักดิ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรศักดิ์พระและฐานันดรศักดิ์เจ้า ซึ่งหมายถึงกรณีสถาปนาอิสริยยศ จึงควรให้มีองค์ปกครองคณะสงฆ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งความเชื่อถือจะได้มาจากพรรษายุกาล หรืออายุ จริยวัตร และควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ จึงควรย้อนกลับไปสู่การให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต จนทำมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว

      นายวิษณุกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องมีการเร่งเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการให้ทันกับกรณีที่กรรมการมหาเถรสมาคมชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในอีกประมาณ 2 เดือน ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ก็มีความเป็นจำเป็นเช่นกัน โดยเป็นการกำหนดให้มหาเถรสมาคมไปทำหน้าที่ในเชิงปฏิรูปและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไปในอนาคต

พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจ

     “ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า เพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์จะคงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)” นายวิษณุ กล่าว

     นายวิษณุ กล่าวต่อว่า ขณะที่ องค์ประกอบของมหาเถรสมาคม ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

มติสนช.ผ่าน พ.ร.บ.สงฆ์ 3 วาระรวด

     อย่างไรก็ตาม สำหรับกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จะอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี และอาจจะได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้ ส่วนการพ้นจากตำแหน่งนั้นนอกจากพ้นจากตำแหน่งตามวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว ยังพ้นจากตำแหน่งเมื่อมรณภาพ พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ลาออก พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการให้ออก

     จากนั้นที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ 217 คะแนน เห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ประกาศใช้เป็นกฎหมาย โดยการพิจารณาของ สนช.นั้นไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเป็นการเฉพาะ แต่ได้พิจารณาสามวาระทั้งวาระรับหลักการ การพิจารณาเป็นรายมาตรา และให้ความเห็นชอบไปในคราวเดียวกัน

“สมคิด”ลั่นหมู่มหามิตรเยอะ

      เกี่ยวกับกระแสการดูดอดีต ส.ส.พรรคต่างๆ นั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ที่รวมนักการเมืองเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯอีกสมัยว่า ที่มีการพาดพิงถึงก็ให้พาดพิงต่อไป ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะทำงานด้านเศรษฐกิจ ส่วนที่มีรายงานว่า เกี่ยวข้องกับกลุ่มสามมิตรนั้น ต้องบอกว่า ทุกคนเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น และไม่ใช่แค่สามมิตร เป็นมวลหมู่มหามิตรเลย เป็นเพื่อนฝูงกันทั้งนั้น วงการเมืองคือเพื่อนๆ กัน แต่ขอร้องอย่าชี้นำว่าจะมารวมกันได้หรือไม่

     เมื่อถามว่าบางคนมองว่ากลุ่มสามมิตรรวมกับพรรคพลังประชารัฐ จะชนะพรรคเพื่อไทย นายสมคิดกล่าวว่า ไม่ต้องมาถามเรื่องการเมือง เพราะส่วนตัวไม่ได้เข้าไปยุ่งหรือเกี่ยวข้องด้วย แต่มีเพื่อนเยอะ และเชื่อว่าทุกคนก็มองถึงประเทศชาติ ทุกพรรคคือเพื่อนกันทั้งนั้น

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

ชี้นักการเมืองมีสิทธิเลือกพรรค

     “ไม่ใช่แค่ช่วงนี้ที่มีคนเอาชื่อผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เป็นมา 20 ปีแล้ว การทำเพื่อประเทศ ไม่เกี่ยวกับว่าจะรวมกลุ่มหรือไม่รวมกลุ่ม การเมืองคือการที่ทุกคนต้องเข้ามาทำให้ประเทศดีขึ้น อย่าไปโฟกัสว่าจะรวมกลุ่มหรือไม่ พรรคการเมืองดีทุกพรรค แต่ละพรรคมีนโยบายของเขา ใครจะอยู่พรรคใดก็อยู่ไปถ้ามีความสุข คนที่จะเลือกพรรคเขาจะมองว่าพรรคนั้นสามารถทำให้เขาได้ทำงานเพื่อประเทศชาติได้หรือไม่ ใครจะอยู่พรรคใดก็แล้วแต่ ทุกคนมีสิทธิทั้งนั้น แต่อย่าทะเลาะกัน อย่าไปมองการเมืองในแง่ที่ไม่ดี ส่วนใครจะเอาชื่อผมไปพาดพิงหรืออะไร ก็ตามสบายเถอะ”

      เมื่อถามว่ากลุ่มสามมิตรระบุได้ดีลการเมืองผ่าน ตกลงได้พูดคุยกับหลายคนในกลุ่มสามมิตรหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า ไม่ได้คุย เอาข่าวมาจากไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยพูดคุยกันเลย เพิ่งกลับจากต่างประเทศ หายไป 2 สัปดาห์ ก็มีแต่ข่าวว่าตนไปพูดคุย ยืนยันว่าไม่มี

 

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

พท.ขู่ไม่หยุดดูดเจอคลิปแฉ

     ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่เดินสายติดต่ออดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยมาหารือกับแกนนำ คสช.ที่ กทม.ว่า ถ้าคิดจะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือในยุคนี้ เป็นไปได้ยากมาก ท่านไปดำเนินการอะไรไว้ โลกรู้ ประชาชนรู้ อดีต ส.ส.หลายคนให้ข้อมูลสอดคล้องกันในยุทธวิธีดูดอดีต ส.ส.ของกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม โดยมีการใช้ข้าราชการระดับสูง ระดับแม่ทัพ นายกอง ทั้งมาพบ ทั้งโทรศัพท์มากดดัน และเสนอผลประโยชน์แลกกับการดูด ในรูปเงินเดือน เงินงบประมาณ สิทธิพิเศษในการแบ่งเขตให้ได้เปรียบ การันตีไม่มีแพ้ มีการเสนอตำแหน่งทางการเมือง มีการนำเอาคดีความต่างๆ มาต่อรองหรือไม่ โดยรางวัลสำหรับข้าราชการระดับสูงที่ดูดอดีต ส.ส.ได้มาก จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าราชการเหล่านั้นจะเอาเวลาที่ไหนไปทำงานดูแลประชาชน อดีต ส.ส.บอกข้อมูลตรงกันว่า ขณะนี้เกิดความพยายามทุกวิถีทางเพื่อจะนำตัวอดีต ส.ส.มาพบกับบุคคลที่เขาเรียกว่า หมูตอนผู้ยิ่งใหญ่ใน กทม.หรือไม่

     “ผมพยายามสอบถามว่าคือใคร อดีต ส.ส.ก็บอกว่า เมื่อถึงเวลาจะเปิดเผยแน่นอน คนที่เขาไม่ยอมให้ดูด โทรยังไง กดดันแค่ไหน เขาก็ไม่ยอมให้ดูด และหากยังกระทำการอย่างอุกอาจเช่นนี้ต่อไป ในไม่ช้าอาจได้เห็นคลิปออกมาแฉเป็นหลักฐานยืนยัน เพื่อจะสื่อสารกับประชาชนว่า ประชาชนจะเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าการดำเนินการจัดการเลือกตั้งในสถานการณ์เช่นนี้จะเสรีและเป็นธรรม จะได้การเลือกตั้งที่เป็นทางออกของประเทศอย่างแท้จริง” นายอนุสรณ์กล่าว

“สุชาติ”เย้ยดูดได้แต่ของปลอม

     ขณะที่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกลุ่มสามมิตรเดินสายทาบทามนักการเมืองจากหลายพรรคให้ไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐว่า หลังจากไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ช่วยตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมืองกลุ่ม 3 ส. เข้าข่ายทำผิดรัฐธรรมนูญ และกฎหมายพรรคการเมืองชัดเจนหลายข้อหรือไม่ รวมทั้งเรียกร้องไม่ให้กกต.รับรองการจดจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพราะขณะนี้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ขับเคลื่อนเดินได้เพียงพรรคเดียว แต่พรรคอื่นแม้แต่เดินยังทำไม่ได้เลย และต้องขอขอบคุณไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ที่ออกมาช่วยกระทุ้งให้ทั้งสังคมและกกต.ร่วมตรวจสอบพฤติกรรมนักการเมืองกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม พวกที่ไปร่วมงานล้วนแต่ได้ผลประโยชน์ทั้งสิ้นหรือไม่ เพราะที่รู้มาในการไปพูดคุยทาบทามนักการเมืองพรรคเพื่อไทยจะมีการถามว่าต้องการอะไรบ้าง ต้องการงบประมาณเท่าไหร่

     ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากภาคอีสานที่ถูกทาบทามอย่างหนัก พื้นที่ภาคกลางโดนไปด้วยหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า โดนหมด เท่าที่รู้ตอนนี้ จ.อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร และพระนครศรีอยุธยา แต่ถ้าให้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เขาเอาไปได้ทั้งประเทศคงยังไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เพราะพวกที่เอาไปไม่ใช่ของจริง นักฟุตบอลเวลาจะซื้อตัวเขายังดูเลยว่านักเตะคนนี้ได้ลงสนามเป็นตัวจริงหรือไม่ ไม่ใช่เอาไปแต่พวกตัวสำรองหรือพวกนั่งเชียร์ ดังนั้น พวกที่ได้ไปไม่ใช่ของแท้ ตนพบชาวบ้านหลายพื้นที่ยังบอกเลยว่าคิดถึงคนแดนไกล ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่เรื่องเศรษฐกิจคนแดนไกลเก่งจริง อยากให้กลับมาบริหารประเทศอีก ทั้งนี้ นักการเมืองพรรคเพื่อไทยใน จ.ลพบุรี ขอการันตีว่ายังอยู่กับพรรค 100 เปอร์เซ็นต์

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

ลดาวัลลิ์ขอภักดีเพื่อไทยไม่สนดูด

     ส่วนนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย และในฐานะนายกสมาคมไทยลื้อแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ในการเดินทางไปประชุม ครม.นอกสถานที่ (สัญจร) ที่ จ.เชียงราย และลงพื้นที่ จ.พะเยา โดยเฉพาะการพบปะกับผู้นำท้องถิ่นว่า การที่รัฐบาลลงพื้นที่ ถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการนำเอางบประมาณมาพัฒนา โดยเฉพาะ จ.พะเยา ยังต้องการงบประมาณมาพัฒนาอีกมาก เขาคงไม่เชิญ แต่ถ้าผู้ว่าฯ เชิญมาก็ยินดีไป ไม่ได้เสียหายอะไร แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีหนังสือเชิญมา

     เมื่อถามว่า ขณะนี้กระแสดูดค่อนข้างแรง ได้รับการติดต่อ หรือถูกดูดบ้างหรือยัง นางลดาวัลลิ์ กล่าวว่า ไม่ขอพูดดีกว่า แต่เขาคงรู้ว่าไม่คิดย้ายไปไหน เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ซึ่งการย้ายพรรคเป็นเรื่องใหญ่ แต่คิดว่า การย้ายพรรคมันย้อนยุคไปแล้ว ตอนนี้โลกทันสมัย เป็นยุคดิจิทัลแล้ว ก็น่าจะมีความทันสมัยและเป็นประชาธิปไตย และเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน

ลั่นคนพะเยาเทใจให้เพื่อไทย

     นางลดาวัลลิ์ กล่าวยอมรับว่า ตอนนี้พรรคกำลังลำบากมาก ถูกโจมตีสารพัด ถูกจ้องจะยุบพรรค ลูกพี่ก็ไปอยู่ต่างประเทศถึง 2 คนแล้ว แต่จะทิ้งพรรคแล้วปล่อยให้สู้กันตามลำพังแบบนี้คงไม่ใช่ตนเองแน่ ต้องช่วยกันประคับประคองจนวินาทีสุดท้าย เพราะฉะนั้นใครจะมาชวนก็ตาม ก็ได้แต่ยิ้มและขอบคุณ ส่วนคนอื่นๆ นั้นในภาคเหนือ เท่าที่ทราบไม่มี เห็นมีแต่ภาคอีสานที่เป็นอดีต ส.ส.นานแล้ว และคิดว่าคนใหม่ที่จะมาแทนอดีต ส.ส.ที่ออกจากพรรคไปนั้น มีโอกาสที่จะชนะสูงมาก เพราะประชาชนในภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.พะเยา ยังภักดีกับพรรคเพื่อไทย

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

“มาร์ค” เตือนสามมิตรต้องถูกก.ม.

     ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การเมืองตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว ทุกอย่างก็ยังอยู่ในที่เดิม หลังจากที่มีการประชุมตัวแทนพรรคการเมืองกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพราะว่า คสช.ก็ยืนยันทำนองว่า 90 วันแรกในสูตร 90+90+150 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ส่วนเรื่องกลุ่มสามมิตรที่มีกระแสว่ารัฐบาลดูจะชื่นมื่น ไปจีบทางพรรคประชาธิปัตย์ด้วยนั้น ก็พูดเพียงว่าเป็นเรื่องทางกฎหมาย ถ้าเกิดสิ่งที่เขาทำมันผิดกฎหมาย เขาก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ถ้าสิ่งที่เขาทำไม่ผิดกฎหมาย ก็ทำได้ แต่จะถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร กระทบกระเทือนใครนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก็อยู่ที่การรักษาตัวระบบ กติกา ความเชื่อมั่นมากกว่า และภาระก็จะไปตกหนักอยู่ที่ กกต. เพราะขณะนี้กกต.ก็คงจะต้องเป็นคนที่วินิจฉัยว่ามีอะไรที่ผิดกฎหมายพรรคการเมือง หรือผิดรัฐธรรมนูญหรืออะไรหรือไม่

     เมื่อถามว่า อึดอัดกับความสนิทสนมของกลุ่มสามมิตรกับฝั่งรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทำไมต้องอึดอัด เพราะค่อนข้างชัดอยู่แล้วว่า กลุ่มนี้เขาก็อิงอยู่กับรัฐบาล เขาก็ต้องใกล้ชิดกัน แต่ทุกคนก็ต้องรักษากติกา พรรคประชาธิปัตย์ก็เคารพกฎหมายของบ้านเมือง ไม่ต้องไปทำตัวให้แตกต่างไปจากความคิดพื้นฐานของตนเอง เพียงแต่ว่าไม่ไปใช้การวิพากษ์วิจารณ์เพื่อสร้างปัญหาให้แก่ส่วนรวมในเรื่องความวุ่นวาย ความมั่นคง ไม่ต้องการเห็นว่าความเห็นแตกต่างที่ตนแสดงออกไปนี้จะต้องขยายไปสู่การเป็นปมขัดแย้งของสังคม

      “ผมว่าอันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเราก็พยายามที่จะเรียนรู้จากปัญหา 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะว่าถ้าเราทำตรงนี้ได้ ผมว่าเราจะมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งตรงนี้ไปได้ แต่ถ้าเราอยากจะให้มันเป็นประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาไม่จบไม่สิ้นผมว่าก็อยู่ที่เดิม” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ผกก.หนุ่ยถึงไทยลุ้นกก.สอบ

     ความคืบหน้าการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีปรากฏภาพ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือ ผกก.หนุ่ย ผกก.ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ศูนย์พัฒนาด้านการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เดินถือของติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศอังกฤษนั้น วันเดียวกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า พ.ต.อ.วทัญญูได้เดินทางกลับมาหลังจากปรากฏภาพและตกเป็นข่าวที่ประเทศอังกฤษ และผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลก็ได้มีคำสั่งยกเลิกการลาเรียบร้อยแล้ว

     ส่วนกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะของนายตำรวจระดับ ผกก.ที่ไปถือของตามหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลบหนีอยู่ต่างประเทศนั้น เรื่องนี้ไม่ขอออกความคิดเห็น ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการก่อน และในอดีตก็ไม่ทราบว่าเคยมีการลงโทษตำรวจที่แสดงพฤติกรรมแบบนี้หรือไม่ ย้ำว่าต้องรอให้ผลการตรวจสอบออกมาก่อน โดยให้เวลาตามกฎสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) คือ 30 วันหลังจากรับทราบคำสั่ง

“โบว์” ณัฏฐา แจ้งความ“ศรีวราห์”

     ที่ สน.พญาไท น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ “โบว์” หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง พร้อมด้วยนายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนจากกรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่มีเฟซบุ๊กโพสต์ล่ารายชื่อให้ถอดถอน พล.ต.อ.ศรีวราห์ โดยระบุตอนหนึ่งว่าเพจที่มีการทำภาพโจมตีพร้อมคำพูดว่า จะเอาตัวเด็กๆ เข้าคุกนั้นมีที่มาจากเขมร และมีการพาดพิงหลายครั้งว่ากลุ่มคนที่ทำได้แก่ พวกโกตี๋ กลุ่มคนที่มาเรียกร้องอ่านประกาศหน้ายูเอ็น และพวกที่โดนยึดตึก 100 ปี

     น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่คนระดับรอง ผบ.ตร. สามารถจะพูดจาให้ร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีมูล และเป็นการพูดออกสื่อทั่วประเทศ ซึ่งทำให้กิดความเสียหาย แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน เพราะการพูดความจริงเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของคนที่มีความซื่อสัตย์ และหากคนที่ทำหน้าที่สำคัญในกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ความสำคัญกับคุณสมบัตินี้ ก็น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าประชาชนจะหาความเป็นธรรมได้จากใคร

    “การมาแจ้งความครั้งนี้จึงถือเป็นการยืนยันความสำคัญของการใส่ใจกับข้อเท็จจริง และการสื่อสารที่สร้างสรรค์ สังคมต้องช่วยกันส่งเสริมวัฒนธรรมนี้ เราได้เห็นแล้วว่าการสร้างข่าวเท็จต่างๆ แพร่ขยายได้เร็วและสร้างความเสียหายได้มากเพียงใด หากไม่ช่วยกันยับยั้ง เมืองไทยก็จะกลายเป็นสังคมอุดมมโน ซึ่งเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าทางความคิด” น.ส.ณัฏฐากล่าว

จี้หยุดดำเนินคดีนักวิชาการชูป้าย

      วันเดียวกัน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่าทางองค์กรได้เรียกร้องให้ทางการไทยการยุติการดำเนินคดีต่อ 5 นักวิชาการและนักศึกษาในข้อหา “จัดการชุมนุมทางการเมืองอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในการประชุมไทยศึกษานานาชาติครั้งที่ 13 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้จากกรณีที่นักวิชาการ 2 คนและนักศึกษา 2 คนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งนักเขียนอีก 1 คน ถูกอัยการสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2561 ในข้อหา “จัดการชุมนุมทางการเมืองอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และมีภาพถ่ายของพวกเขาระหว่างเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการที่แต่ละคนถือป้ายประท้วงการสอดแนมของทหารในการประชุม

     น.ส.แคทเธอรีน เกอร์สัน นักรณรงค์เกี่ยวกับประเทศไทยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นเรื่องเหลวไหล การกระทำของทางการครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่าง รุนแรงต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในด้านเสรีภาพในการแสดงความเห็น และการชุมนุมอย่างสงบในประเทศไทยเลวร้ายลงอีก

     “ทางการไทยต้องยุติการดำเนินคดีในข้อหาที่เหลวไหลเช่นนี้ และยกเลิกประกาศคำสั่งของกองทัพซึ่งห้ามการชุมนุมสาธารณะของบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ทั้งยังต้องยุติการดำเนินคดี ยุติการคุกคาม และสอดแนมนักวิชาการ นักกิจกรรมและปัญญาชน ซึ่งนับว่าเป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในประเทศนับแต่การทำรัฐประหาร”

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

นายกฯนำถกเพิ่มขีดความสามารถ

     ด้านภารกิจของนายกรัฐมนตรีนั้น เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ครั้งที่ 1/2561 โดยกล่าวก่อนการประชุมว่า ต้องเร่งหลายกิจกรรมให้เดินหน้าไปได้โดยเร็ว ทั้งในประเทศ และความร่วมมือกับต่างประเทศ เพราะจะมีผลต่อเรื่องของการลงทุนที่จะเกิดขึ้น โดยขอให้ทุกคนตั้งหลักให้ดี โดยต้องทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทที่มี ซึ่งในหลายกิจกรรม มีทั้งงานประจำและงานบูรณาการร่วมกัน และการทำงานตรงนี้ ต้องทำให้เกิดความต่อเนื่อง ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง พร้อมขอขอบคุณทุกฝ่าย ในการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้ดีพอสมควร แต่ยังต้องเร่งให้เกิดโอกาสกับประเทศให้เร็วขึ้น

พ.ร.บ.สงฆ์ผ่านฉลุย-คืน"พระราชอำนาจ"แต่งตั้ง"มส."

เผยเหลือประมงเถื่อนอีก10%

    ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย(ไอยูยู) ว่า ตอนนี้สามารถนำแรงงานประมงเข้าสู่ระบบไปได้ล้านกว่าคน ยังเหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งหากยังมีการทำผิดจะมีโทษทั้งจำ ทั้งปรับ จากนี้จะให้เวลาภายใน 3 เดือน ทุกอย่างต้องว่าไปตามกฎหมาย ส่วนการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมายในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกนำไปหารือเพื่อปรับปรุงให้เท่าเทียมใกล้เคียงกันทั้งอาเซียน

     “เราไม่ทิ้งประเทศใดเอาไว้ แม้ว่าประเทศไทยจะพ้นจากการเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ จากเดิมที่อยู่ระดับเทียร์ 2 เฝ้าระวัง ให้มาอยู่ในระดับที่ดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่ยังต้องช่วยเหลือประเทศที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่” พล.อ.ประวิตร กล่าว

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)