
"สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช" ชวน "ทีมหมูป่า" ร่วมสร้างฝัน
แอดมินเพจดัง ชี้ คำแนะนำ "โค้ชเอก" ช่วยเด็กรอดชีวิต เผย เป็นคนเดียวที่ไม่มีญาติมารอหน้าถ้ำ ขอกำลังใจให้ฮีโร่ "สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช" ชวน "ทีมหมูป่า" ร่วมสร้างฝัน
Drama-addict โพสต์ภาพข้อความ ชี้ คำแนะนำ “โค้ชเอก” เป็นปัจจัยที่สำคัญมากอันนึง ที่ทำให้เด็กรอดชีวิตมาเจอหน่วยซีลและทีมดำน้ำได้ ขณะที่ “โค้ชเอก” บอกทำยังไงจึงพาน้องๆ รอดได้
" โค้ชเอกที่หลายๆ คนพยายามจะด่าให้เขาเป็นคนผิดให้ได้ในเหตุการณ์นี้ อ้างอิงจากข่าวที่สื่อนำเสนอ หน่วยซีลที่เข้าไปช่วยเด็กๆ เขาว่า โค้ชเอกนี่เป็นคนที่เตือนเด็กๆ ว่า ห้ามวักน้ำในถ้ำมากิน แต่ให้ไปรองน้ำจากหินงอกหินย้อยมากินแทน และบอกให้เด็กอยู่นิ่งๆ เพื่อให้สิ้นเปลืองพลังงานให้น้อยที่สุด และตัวโค้ชเอกเองก็ไม่กินขนมที่เหลือ แต่ยกให้เด็กทั้งหมด คงคิดว่าเป็นความรับผิดชอบของเขา และเป็นคนบอกให้เด็กๆ เก็บไฟฉายไว้ใช้ยามจำเป็น ไว้ส่องดูน้ำจากหินย้อย และส่องดูน้ำขึ้นน้ำลงเพื่อหนีน้ำ
ซึ่งการที่โค้ชเขาแนะนำเด็กแบบที่ว่ามานี่ เป็นปัจจัยที่สำคัญมากอันนึง ที่ทำให้เด็กรอดชีวิตมาเจอหน่วยซีลและทีมดำน้ำได้
เพราะอะไร
เพราะแหล่งน้ำในถ้ำ ต่อให้มีน้ำจืดเยอะแยะ แต่ใช่ว่าจะกินได้
อย่างไอ้น้ำฝนที่ไหลเข้าไปในถ้ำ ผสมกับขี้ดิน ขี้ค้างคาว และเป็นอุปสรรคสำคัญที่หน่วยซีลและนักดำน้ำจะต้องฝ่ามันเข้าไป
ถ้าเกิดเด็กวักน้ำตรงนี้มากิน
ร้อยขี้หมากอง ขี้แตกแน่นอน
เผลอๆ จะอยู่ไม่ถึงวันที่ จนท. เข้าไปเจอด้วย
ดังนั้น คำแนะนำของโค้ชเอกที่ทำให้เด็กเลือกแหล่งน้ำที่สะอาดมากินได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และเป็นอีกปัจจัยนึง ที่ทำให้เด็กๆ รอดชีวิตมาจนถึงวันนี้
ดังนั้น ในกรณีนี้ส่วนตัวจ่าถือว่า โค้ชเอกแกทำหน้าที่ในฐานะผู้ใหญ่ แล้วโค้ชที่ต้องดูแลชีวิตและสวัสดิภาพของเด็กได้ดีแล้ว
ที่เหลือก็ตามที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรมพูดถึงโค้ชเอกเอาไว้ว่า สิ่งที่ผมกลัวมากที่สุด คือ กลัวว่าโค้ชเอกจะโทษตนเอง และสำนึกแบบสำคัญผิดว่า เหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นความผิดของตนเอง และไม่ยอมยกโทษให้ตนเอง อันนำไปสู่การพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้า และทำร้ายตนเองได้
ในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานด้านเด็ก และเคยเป็นอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงมีประสบการณ์ที่เคยเห็นและสัมผัสความรู้สึกเหล่านี้จากเด็กๆ ที่เคยดูแลมา
ผมจึงอยากให้คนไทยทั้งประเทศส่งกำลังใจไปให้ฮีโร่ในดวงใจที่ชื่อ “โค้ชเอก” ครับ และโอกาสแรกที่ท่านได้พบโค้ชเอก ช่วยบอกเขาด้วยครับว่า "ผมอยากกอดเขามากที่สุดในโลกครับ"
ขณะที่ นุสรา ชั้นบุญ โพสต์ภาพข้อความ ระบุ โค้ชเอกพล จันทะวงษ์ อายุ 25 ปี พ่อแม่เค้าเสียหมดแล้ว อยู่กับตายายมาตั้งแต่เด็กๆ บวชเรียนมาแล้ว 8 ปี ไม่เคยข้องแวะสิ่งไม่ดีไม่งามหรือนอกลู่นอกทางเลย เป็นคนเดียวที่ไม่มีญาติมารอรับหน้าถ้ำ เด็กๆ ให้ความรักเคารพและเชื่อใจไว้ใจมาก เป็นคนชอบท่องเที่ยวเดินป่าจึงมักพาเด็กๆ ไปแอดเวนเจอร์เสมอ
ทำไม 13 ชีวิตจึงปลอดภัย ไม่ได้รับอันตรายอะไรร้ายแรง...
หมอถามว่า...
โค้ชเก่งมากๆ มีสติดี ทำยังไงจึงพาน้องๆ รอดได้
โค้ชบอกว่า...
ผมเคยบวชมาแล้ว เคยจำศีลในถ้ำ เลยสอนน้องๆ ให้นั่งสมาธิอยู่นิ่งๆ จะได้ไม่หิว เพราะการนั่งสมาธิ ทำให้ไม่หิวได้
โค้ชเคยบวชและรู้วิธีการเอาตัวรอดให้มีชีวิตอยู่โดยได้นาน โดยการให้นอนนิ่งๆ
เด็กทุกคนพกไฟฉายคนละกระบอก แต่โค้ชให้ใช้แค่วันละกระบอก เอาไว้ดูน้ำขึ้นและส่องรองน้ำฝนประทังชีวิต
โค้ชอ่อนแอสุดเพราะเสียสละอาหารให้เด็กๆ
ปล.ทั้งหมดนี้ประมวลจากการอ่าน และไม่อยากให้ไปตำหนิโค้ช ถ้าไม่มีคนที่เสียสละทุ่มเททำทีมแบบนี้ เด็กๆ ในพื้นที่เสี่ยงตามชายแดนจะไปทำอะไรล่ะ คิดสิ
ด้าน สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช ด้วยจิตอาสา พัฒนาเชียงราย ภรรยา ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา พรรคพลังประชาชน และมารดาของ มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรเชียงราย โพสต์ให้กำลังใจ โค้ชเอก ชวนทีมหมูป่าสร้างฝันกับอะคาเดมีสิงห์เชียงรายยูไนเต็ด ระบุ
"แม่ให้กำลังใจโค้ชเอก ออกมาสู้กับแม่ไหมครับ ออกมาเป็นส่วนหนึ่งของสิงห์เชียงรายยูไนเต็ดกับพวกเราชาวหัวใจสีส้มมั้ยไหมครับ ส่วนตัวแม่นับถือหัวใจโค้ชเอก ความเสียสละของโค้ชเอกนั้นยิ่งใหญ่มาก โค้ชเอกและทีมหมูป่า มาสร้างฝันกับอะคาเดมีสิงห์เชียงรายยูไนเต็ดกับแม่ลูก เราพร้อมสนับสนุนทีมหมูป่า #ทีมหมูป่า #โค้ชเอก ขอบคุณภาพจากเพจ Youlike คลิปเด็ด"



