
ศาลสั่งนัดฟังคำสั่งคดีนักธุรกิจซาอุฯหายสาบสูญ
"ศาล"สั่งนัดฟังคำสั่งคดีนักธุรกิจซาอุฯ หายตัวสาบสูญ วันที่ 4 พ.ย.นี้ ผบช.ภาค 5 แฉฟื้นคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ หวังเขี่ย พ้น-ปูทาง แต่งตั้งโยกย้ายระดับ ผบช. เผยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ไปถึงรมว.ยุติธรรม หลังพบใช้หลักฐานเก่ามาสอบใหม่ทั้งที่อัยการสั่งไม่ฟ
(19ต.ค.ป ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ วันนี้(19 ต.ค.) ศาลมีคำสั่งนัดฟังคำสั่งคำร้องที่อัยการยื่นขิให้ศาลสั่งให้นายโมฮัมหมัด อัล-รู ไวรี่ นักธรกิจ ชาวซาอุดิอาเบีย ที่หายตัวไปขณะที่อยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 2533 เป็นผู้สาบสูญตามประมวลวิธีพิจารณาความคดีแพ่งและพาณิชย์ ในวันที่ 4 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น. หลังจากที่วันนี้ศาลได้ไต่สวนพ.ต.ท.เบญจพล จันทวรรณ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ
ผบช.ภาค5แฉฟื้นคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯหวังผลแต่งตั้ง
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ให้สัมภาษณ์กรณีถูกดีเอสไอออกหมายเรียกคดีอุ้มฆ่านายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย กุญแจสำคัญในคดีลอบสังหาร 4 นัก การทูตซาอุดีอาระเบียระหว่างปี 2532-2533 ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสดี ที่ตนจะได้ชี้แจงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้พ้นข้อครหาเพราะตลอดระยะเวลาที่ตนเข้าไปทำการสืบสวนคดีนี้ ได้มีการกล่าวหาว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในการอุ้มนักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียไปฆ่าทิ้ง
ทั้งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้น ตนได้เคยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเองด้วยการมอบตัวและสู้คดีในปี 2536 ซึ่งการสอบสวนครั้งนั้นมีขึ้นโดยคณะกรรมการของกรมตำรวจในสมัยนั้น ซึ่งมี พล.ต.อ.พงษ์อมาต อมาตยกุล รองอธิบดีกรมตำรวจ ฝ่ายปราบปรามเป็นประธาน ซึ่งในที่สุดแล้วพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง
อย่างไรก็ตามความพยายามในการรื้อฟื้นคดีครั้งนี้ เข้าใจว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติ แต่ดูเหมือนมีการใช้ข้อมูลเดิมมาสอบสวน ซึ่งตนได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ขอให้ตรวจสอบกระบวนการรวบรวบพยานหลักฐานใน ประเด็นทีควรต้องมีการตรวจสอบไปแล้ว
พล.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า การพิสูจน์ความบริสุทธิ์มีหลักการของมันอยู่ ขณะที่คนที่เคยถูกจับกุมแล้วพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ก็มีกรอบปฎิบัติตามกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ยืนยันว่าอย่างไรตนไม่ได้พยายามเอาข้อกฏหมายมายกเป็นเกราะกำบังเพื่อไม่ให้มีการ ตรวจสอบ ผมยินดีให้ความร่วมมือกับกระบวนการสอบสวนเต็มที่
เรื่องที่เกิดขึ้นยอมรับว่าในตอนแรกคิดว่าถูกกลั่นแกล้ง แต่ตอนนี้ ทราบว่ากระบวนการที่จะพิสูจน์ที่จะมีขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับตนเอง ทั้งสิ้น แต่หากกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปโดยมิชอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
พล.ต.ท.สมคิด ยืนยันว่าการเชิญไปให้ปากคำของดีเอสไอในวันที่ 22 ต.ค.ไม่ใช่เป็นการออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา ส่วนจะไปพบในวันดัง กล่าวหรือไม่ จะขอรอดูอีกครั้งว่า ตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมที่ส่งไปนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะมีคำสั่งอะไรออกมาก่อนวันที่ 22 ต.ค. หรือไม่ หากยังไม่มีคำสั่งใด ๆ ออกมา ก็อาจขอเลื่อนการเข้าพบไปก่อนเพื่อรอ ให้มีคำสั่งออกมา แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็พร้อมจะนำผู้ใต้บังคับบัญชาที่ ถูกกล่าวหาพร้อมกับตนเองไปพบพนักงานสอบสวนของดีเอสไอ
เมื่อถามว่าการรื้อคดีครั้งนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรหรือไม่ ผบช.ภาค 5 กล่าวว่า ต้องผ่านการพิสูจน์จึงจะพูดได้
ผบช.ภาค 5 กล่าวว่า ใครบางคนที่หยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เพราะต้องการให้มีผลกระทบต่อจิตวิทยาของคณะกรรมการที่จะต้องตัดสินใจ ในการแต่งตั้งระดับผู้บัญชาการ ซึ่งอยู่ในระนาบเดียวกับตำแหน่งที่ตนเองทำหน้าที่อยู่



