ข่าว

"ยังมีลุ้น"ตรวจคราบเลือดคดีกะเหรี่ยงบิลลี่

"ยังมีลุ้น"ตรวจคราบเลือดคดีกะเหรี่ยงบิลลี่

03 ก.ค. 2561

DSI"เตรียมส่งวัตถุพยานในคดีกะเหรี่ยงบิลลี่ให้นิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ซ้ำคราบเลือดที่ไม่พบดีเอ็นเอยังมีหวังด้วยเครื่องมือพิเศษจ่อรื้อใหญ่ขยายผลประเด็น

3 มิถุนายน 2561ดีเอสไอเตรียมส่งวัตถุพยานในคดีกะเหรี่ยงบิลลี่ให้นิติวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์ซ้ำ. คราบเลือดที่ไม่พบดีเอ็นเอยังมีหวังด้วยเครื่องมือพิเศษ. จ่อรื้อใหญ่ขยายผลประเด็นพยานให้การไม่ตรงกับกล้องวงจรปิด

 

 

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีการ หายตัวไปนานกว่า 4 ปี ของนายพอละจี รักจงเจริญ. หรือกะเหรี่ยงบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนบ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี ว่า หลังจาก คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษก็ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อจากเดิมที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงมาแล้วบางส่วน

 

โดยในชั้นตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ายังมีพยานหลักฐานอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ได้นำมาขยายผล เช่น ทรัพย์สินของนายพอละจีที่ยังสูญหาย. ตลอดจนกล้องวงจรปิดจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ยังมีไม่ครบทุกจุด นอกจากนี้ในการตรวจสอบภาพเหตุการณ์ตามช่วงเวลาที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดบางช่วงไม่สอดคล้องกับคำให้การของพยาน ดีเอสไอจึงต้องเข้าไปสอบสวน ให้เกิดความชัดเจน. โดยจะนำช่วงลำดับเวลาของเหตุการณ์ เริ่มตั้งแต่เกิดเหตุที่นายพอละจีถูกเจ้าหน้าที่อุทยานควบคุมตัว ทั้งนี้วัตถุพยานทั้งหมดที่ตรวจพบจะส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมตรวจพิสูจน์ 

 

"ภายหลังการประชุมเปิดคดีอย่างเป็นทางการดีเอสไอต้องลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด สำหรับคราบเลือดมนุษย์เพศชาย ซึ่งตรวจพบภายในรถยนต์ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแต่ตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ ไม่ได้นั้น. มีความเป็นไปได้สูงที่จะส่งวัตถุพยานให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ซ้ำ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถทำการขยายรายละเอียดคราบเลือด เพื่อจับคู่ดีเอ็นเอจากคราบเลือด กับญาติของนายพอลละจีอีกครั้ง"พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

 

จากนั้นอธิบดีดีเอสไอ และนายสมณ์ พรหมรส ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ลงนามความร่วมมือ ในการปฏิบัติงานเพื่อการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีพิเศษ และการให้บริการด้าน นิติวิทยาศาสตร์ โดยมีนายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นสีกขีพยาน

 

โดยบันทึกข้อตกลงนี้ได้กำหนดขอบเขตของความร่วมมือระหว่าง2 หน่วยงาน ในการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน การสนับสนุนบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อการป้องกัน การปราบปราม การสืบสวน และการสอบสวนคดีพิเศษ ตลอดจนสนับสนุนและร่วมมือในการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน อันเป็นการยกระดับการปฏิบัติงานด้านงานคดีพิเศษ เป็นคดีสำคัญและกระทบต่อความมั่นคงรวมทั้งมีความสลับสลับซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน ให้มีประสิทธิภาพ. 


นายสมณ์ กล่าวว่า หลังจากลงนามความร่วมมือครั้งนี้ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้วางกรอบการทำงานร่วมกับดีเอสไอ โดยภายใน 1 ชั่วโมงหลังได้รับการประสานงานจากดีเอสไอ ทีมตรวจพิสูจน์ ต้องถึงพื้นที่พร้อมปฎิบัติการร่วม. และต้องรู้ผลตรวจเบื้องต้นภายใน 3 วันเพื่อให้ดีเอสไอนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการสอบสวนและขยายผล