
ธกส.ส่งทีมเร่งปรับโครงสร้างหนี้หวั่นเอ็นพีแอลพุ่ง
ธกส.ส่งทีมเร่งปรับโครงสร้างหนี้-ลดดอกเบี้ย หวั่นเอ็นพีแอลพุ่ง'3หมื่นล้าน'
ธ.ก.ส. เร่งปรับหนี้เกษตรกร หลังพบยอดหนี้ 3 หมื่นล้าน เริ่มผิดนัดชำระ จ่อกลายเป็น “เอ็นพีแอล” ดันสัดส่วนหนี้เสียแตะ 6% ชี้ผลจากราคาพืชผลบางชนิดตกต่ำ ส่งทีมเข้าปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย ย้ำต้องเสร็จภายในเดือนนี้หวังพยุงสัดส่วนหนี้เสียในระดับเดิม ด้าน สศก. แจงราคาข้าวพุ่ง ขณะ “ยาง-สับปะรด” ทรุด เชื่อครึ่งปีหลังดีขึ้น
แม้รายได้เกษตรกรจะเริ่มดีขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า รายได้เกษตรกรที่แท้จริงในเดือน พ.ค.ขยายตัว 9% เป็นการเติบโตต่อเนื่องเดือนที่สอง และเป็นระดับการเติบโตที่สูงสุดในรอบ 13 เดือน แต่สถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของกลุ่มเกษตรกรโดยรวม ยังไม่ดีขึ้นมากนัก
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้เสีย หลังพบว่า ในช่วงนี้ มีลูกหนี้เกษตรกรจำนวนหนึ่งประสบปัญหาการชำระหนี้ ทำให้มียอดค้างชำระหนี้ระหว่าง 0-3 เดือน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข ลูกหนี้เหล่านี้ จะกลายเป็นหนี้เสียทันที
พบหนี้ที่อยู่ระหว่างแก้ไข3หมื่นล้าน
สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกหนี้เกษตรกรประสบปัญหาการชำระหนี้ เนื่องจาก ราคาพืชผลทางเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ผลิตสับปะรด มะนาว กล้วย และผลไม้อื่น เช่น มังคุด โดยกรณีมังคุดนั้น ในช่วงที่ผ่านมา มีผลิตออกน้อยมาก ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตได้รับผลกระทบ ส่วนกรณีสับปะรดนั้น มีผลผลิตออกมามาก ทำให้ราคาตกต่ำ อย่างไรก็ตาม ผลผลิตอื่น เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง ยังทำราคาได้ดี
ทั้งนี้ ยอดหนี้ที่อยู่ระหว่างการแก้ไขดังกล่าวมีอยู่ถึง 3 หมื่นล้านบาท หากแก้ไขไม่ได้จะทำให้หนี้เสียของธนาคารปรับขึ้นไปอยู่ในระดับ 6%จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 4.29% ธนาคารคาดว่า จะสามารถแก้ไขได้ราว 60% ของยอดหนี้ดังกล่าว อย่างไรก็ดี มีหนี้เสียจำนวนหนึ่งหรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ที่ธนาคารสามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นหนี้ปกติได้ ดังนั้น ระดับหนี้เสียโดยรวมของธนาคารทรงตัวในระดับเดิม
เร่งปรับโครงสร้างหนี้-ลดดบ.
สำหรับแนวทางแก้ไขนั้น ธนาคารจะเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ โดยเน้นลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ลูกหนี้มีความสามารถ.ในการชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง โดยกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้นี้ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ ทั้งนี้ ภาพรวมหนี้เสียทั้งปีนั้น คาดว่า จะรักษาให้อยู่ในระดับ 4%
ด้านสถานการณ์สินเชื่อนั้น เขากล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนแรกนับจากสิ้นปีบัญชีของธนาคาร โดยเริ่มจากเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อรายย่อย ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีเกษตรปล่อยได้ในระดับ 3-4 พันล้านบาท คาดว่า ภาพรวมรวมสินเชื่อทั้งปีจะปล่อยได้ตามเป้าหมายที่ 7.5 แสนล้านบาท มีอัตราการเติบโตที่ประมาณ 7% จากปีก่อนหน้า
ยอดเงินฝากใหม่น้อย
ส่วนสถานการณ์เงินฝากนั้น ในช่วงแรกของต้นปีบัญชี ยอดเงินฝากยังมีเข้ามาไม่มากนัก เนื่องจาก เป็นต้นฤดูการผลิต ทำให้เกษตรกรบางส่วนถอนเงินฝากไปลงทุนการผลิต โดยยอดเงินฝากสุทธินั้น มีเข้ามาเพียง 7.8 พันล้านบาทเท่านั้น ขณะที่ เป้าหมายทั้งปีมียอดเงินฝากสุทธิ 7.3 หมื่นล้านบาท
“เรามีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนเงินฝากในส่วนของเกษตรกรให้มากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีเงินฝากไว้ใช้ยามเกษียณ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนเงินฝากเกษตรกรในฐานเงินฝากรวมมีอยู่ประมาณ 15-20% เท่านั้น แต่ละปีพยายามตั้งเป้าให้มียอดเงินประมาณ 4%โดยปีที่ผ่านมา ก็ขยายตัวได้ในระดับดังกล่าว โดยยอดเงินฝากจะเริ่มไหลเข้ามามากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูการเก็บเกี่ยว”
ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สถานการณ์ราคาสินค้าที่ออกสู่ตลาดในช่วงนี้คือ ข้าว ยางพารา และสับปะรด พบว่าราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ปี 2561 มีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2560 โดย ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาเฉลี่ยตันละ 14,743 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่เฉลี่ยตันละ 9,207 บาท หรือสูงขึ้น 60.13%
เนื่องจากปริมาณข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงกลางปี 2560 ในขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเฉลี่ยตันละ 7,781 บาท สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่เฉลี่ยตันละ 7,514 บาท หรือสูงขึ้น 3.55% เนื่องจากมีคำสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น
ยางพาราแนวโน้มครึ่งปีหลังฟื้น
ยางพาราราคาเกษตรกรขายได้ปี 2561 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่จะมีทิศทางดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดย 5 เดือนแรก ราคายางแผ่นดิบชั้น 3 กิโลกรัม(กก.) ละ 43.56 บาทลดลง 38.61 % ราคาน้ำยางสด กก.ละ 41.46 บาท ลดลง 36.42% และยางก้อนถ้วยคละ กก.ละ 20.28 บาท ลดลง 39.15% ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ปัจจัยที่ทำให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของปริมาณสต็อกยางในประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่อย่างจีน การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางที่นำเข้ายางพาราจากไทย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ราคายางพาราปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มราคายางช่วงครึ่งหลังของ ปี 2561 มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการในประเทศยังคงมีความต้องการใช้ยางพารา ในขณะที่รัฐบาลสนับสนุนให้ใช้ยางมากขึ้น และปริมาณสต็อกยางของจีน (ชิงเต่า) ปรับตัวลดลง
ราคา‘สับปะรด’ร่วง50%
สับปะรดราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 5 เดือนแรก สับปะรดโรงงานกิโลกรัมละ 3.14 บาท ลดลง 50.07 % สับปะรดบริโภคกิโลกรัมละ 3.14 บาท ลดลง 35.21 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจาก ผลผลิตออกกระจุกตัวในช่วง พ.ค.-มิ.ย. และตลาดส่งออกชะลอการสั่งซื้อ ทำให้โรงงานแปรรูปต้องลดกำลังการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้มีสับปะรดส่วนเกินความต้องการของโรงงานแปรรูป
มาตรการดำเนินการช่วยเหลือ รัฐบาลให้นำสับปะรดส่วนเกินออกนอกระบบ โดยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต ผลักดันการส่งออกและขยายตลาดต่างประเทศ ณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดเพิ่มขึ้นและไปผลิตเป็นอาหารสัตว์



