ข่าว

ชูท่องเที่ยวลด"เหลื่อมล้ำ" ดันรายได้3.41ล้านล้านปี62 

ชูท่องเที่ยวลด"เหลื่อมล้ำ" ดันรายได้3.41ล้านล้านปี62 

03 ก.ค. 2561

ชูท่องเที่ยวลด"เหลื่อมล้ำ" ดันรายได้3.41ล้านล้านปี62 

 

ททท.เร่งปิดจุดอ่อนใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวโตต่ำ จี้ทุกตลาดปั้นรายได้เพิ่ม 10% ดันรายได้ปี 62 แตะ 3.41 ล้านล้าน สั่งทุกสำนักงานเร่งเครื่องภารกิจพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มเติมจากภารกิจการตลาด หนุนท่องเที่ยวเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำ ดันไทยเที่ยวไทยต้องทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3

ในการประชุมบูรณาการจัดทำแผนตลาดการท่องเที่ยวประจำปี 2562 (TATAction Plan 2019) ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)เพื่อเป็นกรอบการปฏิบัติงานและเป็นทิศทางเดียวกันในการทำการตลาดในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบ วานนี้ (2 ก.ค.)

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้มอบนโยบายหลักเพื่อเป้าหมาย 3 ประการให้ ททท.ดำเนินการ คือลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจสังคม, สร้างความยั่งยืนด้านท่องเที่ยว และสื่อสารให้ท่องเที่ยวเกิดคุณภาพ คือ ได้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงและตระหนักรับผิดชอบ 

โดยกระตุ้นให้ ททท.ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ได้เปรียบในด้านการสื่อสารโดยตรงถึงชาวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน และคนไทยอีกกว่า 160 ล้านคน เป็นหน่วยงานหลักนำกลยุทธ์การตลาดมาเป็นเครื่องมือให้กับรัฐ สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ โดยเฉพาะการใช้ทักษะเรื่องการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) เพิ่มคุณค่าให้แหล่งท่องเที่ยว ตอบสนองต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่แสวงหาประสบการณ์มากขึ้น

เร่งพัฒนาอุปทานท่องเที่ยว

นอกจากนี้เห็นว่า ททท.ต้องเตรียมปรับเป้าหมายการทำงาน มาสู่การพัฒนาอุปทานแหล่งท่องเที่ยว (Supply Side) ทำงานร่วมกับแหล่งท่องเที่ยว,ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระดับท้องถิ่นและชุมชนมากขึ้น ภายใต้การปรับโครงสร้างใหญ่ในรอบ16 ปี ล่าสุดได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการเพิ่มอำนาจหน้าที่จากด้านการตลาด มาเป็นด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แม้ว่าหลังจากหารือกับสำนักงบประมาณแล้วสรุปว่า การปรับโครงสร้างจะไม่ทันปีงบประมาณ 2562 และน่าจะเริ่มได้ในปี2563เป็นต้นไป แต่ระหว่างนี้หากมีแนวคิดใดที่คิดว่าจะทำได้ เช่น เป็นโครงการที่ร่วมมือกับท้องถิ่นในการสร้างความยั่งยืนก็ให้เสนอเป็นโครงการภายใต้งบบูรณาการขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องรอการปรับแผนประจำปี

“การปรับโครงสร้างททท.ด้วยการปลดล็อกเดิมที่จำกัดเฉพาะด้านมาร์เก็ตติ้งอย่างเดียวนั้นในช่วงแรกยังไม่ได้บังคับหรือบอกว่าเป็นหน้าที่ๆต้องไปพัฒนาด้านซัพพลายแต่นับจากนี้ถือเป็นสิทธิและน้ำใจทำในสิ่งที่ททท.ในฐานะที่คลุกคลีกับตลาดโดยตรงเห็นว่าเป็นปัญหาและต้องการยกบทบาทเดิมด้านมาร์เก็ตติ้งให้มากเพราะถือเป็นหน่วยงานกำลังสำคัญที่สุดในการสื่อสารให้คนเห็นประเด็นด้านความยั่งยืนในแบบที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากท้องถิ่นด้วย”

ดันรายได้ปีหน้า3.41ล้านล้าน

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ตั้งเป้าหมายรายได้ภาพรวมในปี 2562 ไว้ที่ 3.41 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ 2.29 ล้านล้านบาท และรายได้ในประเทศ 1.12 ล้านล้านบาท ซึ่งทั้งสองตลาดรับเป้าหมายการเติบโตราว 10% เท่ากัน เนื่องจากต้องการให้ปี 2562 เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิดด้านการตลาดทั้งหมด ไม่ทำแต่วิธีการแบบเดิม ซึ่งยังทำให้เกิดปัญหาที่แก้ไม่ได้ เช่น การเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่ยังขยับขึ้นต่อปีในอัตราต่ำมาก

เร่งเพิ่มคชจ.นักท่องเที่ยว/หัว

ในปี 2562 จึงขอให้ทุกสำนักงานต่างประเทศเพิ่มการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่อหัว4%เป็นอย่างต่ำ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยทำได้ถึง ต่อไปนี้หากกิจกรรมหรือโครงการใดที่เจาะตลาดความสนใจเฉพาะ(นิชมาร์เก็ต)ก็ต้องผลักดันเต็มที่ ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเติบโตด้านการใช้จ่ายต่อหัวโตใกล้เคียงกับปริมาณที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่มีเป้าหมายผลักดันอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี

นอกจากนั้น ขณะนี้ททท.เดินหน้าแผนวิสาหกิจระหว่างปี 2560-2564 มาได้ครึ่งทางแล้วจึงควรเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ผ่านกลยุทธ์ Go Strategy ซึ่งจะรับนโยบายจากรมว.ในการรุกพัฒนาแหล่งมากขึ้นมีเป้าหมายใหญ่ คือ Local Go Global หรือนำแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นเปิดตัวสู่ระดับโลก ด้วยแม่เหล็ก5เซ็กเตอร์ ได้แก่ ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม, ท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ, ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพความงามและแพทย์แผนไทย, ท่องเที่ยวเรือสำราญ และท่องเที่ยวเชื่อมโยงภูมิภาค

หวังท่องเที่ยวลดเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์นำรายได้ท่องเที่ยวเข้ามาลดความเหลื่อมล้ำได้และยังยึดโยงกับ 3 เรื่องหลัก คือ รักษาความเป็นไทย (Go Thainess) เจ้าของทรัพยากรจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์,รักษาความยั่งยืน (Go Sustainable) สอดคล้องกับขีดความสามารถโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับท่องเที่ยวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Eco Friendly) สนับสนุนผู้ประกอบการให้ดำเนินธุรกิจในแนวรับผิดชอบ เลิกการจัดงานสิ่งแวดล้อมที่เป็นแค่อีเวนท์ แต่ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงระยะยาว

รักษารายได้ในประเทศ1ใน3

นอกจากนั้น ย้ำว่าตลาดในประเทศต้องรักษาสัดส่วนรายได้ 1 ใน 3 ของรายได้รวมของท่องเที่ยวทั้งหมดให้ได้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากเกินไป และต้องเข้าไปจับงานด้านการพัฒนาแหล่งมากขึ้น ส่วนด้านอุปสงค์ท่องเที่ยวที่เป็นหน้าที่หลักของ ททท.อยู่แล้ว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกระตุ้นให้คนไทยออกไปเดินทางใช้จ่ายจริง โดยเฉพาะการเดินทางเข้าไปยังเมืองรอง อาทิ การใช้แนวคิดสร้างสรรค์ หรือ Go Creative ที่วัดผลเป็นค่าใช้จ่ายได้จริงไม่ตั้งแค่เป้าหมายสร้างการรับรู้แต่ไม่เห็นเม็ดเงินกลับมาที่แน่ชัดดังนั้นจึงมอบหมายให้ทั้ง40สำนักงานในประเทศไปคิดโครงการสร้างสรรค์มาสำนักงานละ1โครงการ เป็นต้น

เช่นเดียวกับแนวทาง Go Equality หรือสร้างความสมดุลทั้งเวลาและสถานที่ในการเดินทางกระจายความหนาแน่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จชัดเจนเช่นกัน ดังนั้นต่อไปจะต้องวัดผลให้ชัดเจน เช่น วันพักเฉลี่ยของโรงแรมต่างๆ (Occupancy Rate) ในช่วงวันธรรมดาหรือในเมืองรองต้องพิสูจน์การเติบโตได้ผ่านตัวเลขที่มากขึ้นซึ่งวิธีการที่จะทำได้คือปรับเปลี่ยนการมองกลุ่มเป้าหมายใหม่ ไม่พิจารณาจากฐานรายได้เท่านั้นแต่ต้องดูจากพฤติกรรมความชอบแล้วพัฒนาสินค้าให้ตอบสนอง

ส่วนการสร้างคุณค่าใหม่ให้แหล่งท่องเที่ยวผ่านเรื่องเล่าตามที่รมว.ท่องเที่ยว มอบทิศทางไว้นั้น มอบหมายให้ใช้แนวทาง Go more stories ร่วมมือกับแหล่งท้องถิ่นแสวงหาเรื่องราวให้ตลาดตามรอยเข้ามาเพื่อปูทางสู่การทำแบรนดิ้งจุดหมายท่องเที่ยว (Destination Branding) ในลำดับต่อไป

ดันต่างชาติเที่ยวเมืองรอง

สำหรับตลาดต่างประเทศใช้แนวคิด Discover Unique Local Experiences With Million Shade of Thailand โดยนำเอาแนวคิดส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรองมาบูรณาการใช้กับตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะทำไม่ได้พร้อมกันทั้ง 55 จังหวัด แต่ต้องคัดกรองและจับคู่กับตลาดต่างประเทศในพื้นที่ๆเหมาะสมและมีศักยภาพก่อนในลำดับแรกมอบหมายให้ทั้ง 29 สำนักงานต้องปลุกปั้นการขายเมืองรองให้ติดตลาดอย่างน้อยสำนักงานละ1จังหวัดเป็นอย่างต่ำ

ขณะเดียวกัน ให้แนวทาง Go Digital หรือส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทันสมัยและเหมาะสมตอบโจทย์แต่ละตลาดนำการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) มาใช้วางแผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและการทำการตลาดที่รัดกุมโดยต่อไปทุกสำนักงานต้องมีโครงการดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและวัดผลสำเร็จได้จริงเกิดขึ้นอย่างน้อย1โครงการภาคบังคับในปี 2562 ด้วย

“ททท.ต้องเดินหน้าแผนการตลาดอย่างมียุทธศาสตร์และเน้นความมีธรรมาภิบาลพร้อมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้ท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไทยให้ติดอันดับ1ใน20ของโลก”

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้การกำหนดเป้าหมายในปี 2562 จะให้ความสำคัญในเชิงรายได้ แต่ในเชิงจำนวนนักท่องเที่ยวก็ยังคาดการณ์การขยายตัว แบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 40 ล้านคน และตลาดในประเทศ 169 ล้านคน/ครั้ง

ที่มา กรุงเทพธุรกิจ