ข่าว

ผนึก4องค์กรการไฟฟ้านำไทยยั่งยืน

ผนึก4องค์กรการไฟฟ้านำไทยยั่งยืน

03 ก.ค. 2561

ผนึก4องค์กรการไฟฟ้านำไทยยั่งยืน   สนอง4ยุทธศาสตร์วิจัยชาติ 20 ปี

 

พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในยุค 4.0 ทว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป หลังมีการนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าไปต่อยอดใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งไม่เฉพาะภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาคประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ใช้ประโยชน์จากพลังงานดังกล่าว 

ผนึก4องค์กรการไฟฟ้านำไทยยั่งยืน

การพัฒนาด้านพลังงานถือเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ โดยกำหนดให้อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปีเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้า ถือเป็นพลังงานที่มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตประจำวัน และการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม แรงงาน ตลอดจนภาคประชาชน ดังนั้นเพื่อให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวบรรลุเป้าหมาย จึงจำเป็นต้องหาแนวทางในการผลักดันงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และการใช้พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กล่าวในวงเสวนา “พลังงานไฟฟ้าก้าวไกล วิจัยนำไทยยั่งยืน” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม โดยระบุว่า รัฐบาลได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560–2579) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาในด้านต่างๆ ใน 4 ยุทธศาสตร์ วช.ในฐานะเลขานุการร่วมสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการผลักดันงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกลไกที่สอดคล้องตามยุทธศาสตร์การวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีความจำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม ด้านพลังงานไฟฟ้า กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่หน่วยงานนโยบายด้านการวิจัย และนวัตกรรม หน่วยงานผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานผู้ใช้ประโยชน์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยกันหาคำตอบให้แก่การทำการวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้แก่ประเทศต่อไป

“สิ่งหนึ่งที่ต้องมุ่งเน้นคือความสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานด้วยการใช้เทคโนโลยีภายในประเทศ แต่ละปีมีการนำเข้าองค์ความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้าน ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีผลงานวิจัยมากมายเพียงแต่ปัญหาเราไม่มีโอกาสได้เจอกันระหว่างผู้วิจัยกับผู้ใช้ประโยชน์ ทำให้งานวิจัยขึ้นอยู่บนหิ้งหรือไม่มีใครอยากเอาไปใช้ เพราะไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ ท่านนายกฯ ให้นโยบายไปแล้วว่าโจทย์วิจัยจะต้องตั้งมาจากความต้องการก่อน” เลขาธิการวช.กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการเสวนา

ขณะที่ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ในฐานะประธานสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม ระบุว่า ในอดีตการผลิตไฟฟ้ามีอีแกต(EGAT)แค่รายเดียว ระบบสายส่งกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีกฟน. ส่วนภูมิภาคก็มีกฟภ.เป็นคนดูแล แต่ปัจจุบันมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น จะเห็นว่ามีการผลิตกระแสไฟต่างๆ มากขึ้น เราในฐานะผู้บริโภคมองพลังงานไฟฟ้าอย่างไร หลักๆ ก็มี 3 ประเด็น โดยประเด็นแรกในอนาคตพลังงานทุกอย่างจะมาจากไฟฟ้าเป็นหลัก อย่างเช่นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้ารถทุกคันจะต้องมีเครื่องผลิตไฟฟ้าใช้เอง

ยกตัวอย่างประเทศจีนในเวลานี้ ถือเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้า เพราะมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากที่สุดในโลก ส่วนไทยอาจจะช้า แต่ก็ไม่น่าจะเกิน 10 ปี ในขณะที่กระบวนการผลิตต่างๆ ในโรงงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ หุ่นยนต์ ก็ใช้พลังงานไฟฟ้า และในอนาคตพลังงานทุกอย่างก็จะมาจากไฟฟ้าทั้งหมด

ประเด็นต่อมาการผลิตไฟฟ้าจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีการใช้พลังงานสะอาดจากธรรมชาติมาผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้น มีการติดแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในโรงงานแทนการซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งจะช่วยในการประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น ทุกวันนี้ภาคอุตสาหกรรมมีการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าภาคการเกษตรและอาหาร เนื่องจากสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ใช้เองได้ ส่วนประเด็นที่สามเป็นการใช้เทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขับเคลืื่อนวงจรไฟฟ้าในรูปของบล็อกเชนได้เร็วขึ้น

“เมื่อใครๆ ก็สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ต่อไปโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็จะยิ่งลดลง แต่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็ยังมีความจำเป็น อย่างที่อเมริกามีครั้งหนึ่งท้องฟ้ามืดนานหลายชั่วโมง ไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ได้ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ก็จะมาช่วยเติมตรงนี้ได้” 

ไม่เพียงแค่ผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้นที่จะต้องปรับตัวรับมือพลังงานไฟฟ้า ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อย่างอีแกตก็มีการเตรียมการในเรื่องนี้หลายปีแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่มีกำลังกระแสไฟฟ้า 2-5 แสนโวลต์ ให้มีการส่งจ่ายกระแสไฟได้อย่างต่อเนื่องในระหว่างการซ่อมแซมโดยที่ไม่มีการหยุดจ่ายกระแสไฟ ซึ่งขณะนี้ทำได้สำเร็จไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ส่วนการส่งเสริมนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า  “วิบูลย์ ฤกษ์ศิระชัย” ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เผยว่า ขณะนี้กฟผ.ได้ร่วมกับสวทช.ในการวิจัยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ ซึ่งมี 3 ระยะ โดยระยะแรกขณะนี้ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ทำได้เฉพาะรุ่นและยี่ห้อ เนื่องจากแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน 

ส่วนระยะที่สองจะทำได้ในทุกรุ่นทุกยี่ห้อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งคาดว่าประมาณปี 2563 น่าจะได้รถยนต์ต้นแแบบหรืิอพิมพ์เขียวออกมา  สำหรับระยะที่สามจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถนำผลงานวิจัยเหล่านี้ไปต่อยอดและพัฒนาต่อไป

“มีอยู่ช่วงหนึ่งมีการปรับเปลี่ยนรถยนต์น้ำมันไปใช้แก๊ส อันนี้ก็เหมือนกันจะเปลี่ยนรถยนต์น้ำมันมาใช้ไฟฟ้าแทน” ผู้ว่าฯ กฟผ.เผย

ไม่เฉพาะกฟผ.ที่มุ่งส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเปลี่ยนมาจากน้ำมัน ทว่า กฟน.ก็ไม่ต่างกันที่พยายามผลิตยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบโดยร่วมกับสถาบันการศึกษาในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า จนประสบความสำเร็จและนำมาทดลองใช้ในการปฏิบัติงานของกฟน.แล้วด้วย

กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เผยว่า สำหรับนโยบายส่งเสริมนวัตกรรมไฟฟ้าของกฟน.นั้นได้มุ่งเป้าใน 5 ประเด็นหลัก โดยประเด็นแรก การนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อความสวยงามของทัศนียภาพ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วหลายเส้นทางในกรุงเทพฯ ประเด็นที่สอง การใช้สมาร์ท กริช ที่เน้นประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้า ประเด็นที่สาม การให้บริการโดยได้พยายามนำนวัตกรรมมาใช้ อย่างเช่นการใช้แอพพลิเคชั่นในการจ่ายเงินค่าไฟฟ้า เป็นต้น และประเด็นสุดท้ายการร่วมกับสถาบันศึกษาผลิตยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ ซึ่งขณะนี้ประสบความสำเร็จและสามารถทดลองนำมาใช้ในการปฏิบัติงานของกฟน.แล้ว

ด้าน  สมพงษ์ ปรีเปรม รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ได้กล่าวถึงปัจจัยขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในส่วนของกฟภ.ว่าจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกเป็นการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลกที่พลิกโฉมในทันที เช่นพลังงานหมุนเวียน ระบบเก็บกักพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีผลต่อการดำเนินกิจการของกฟภ. 

ส่วนที่สองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านคุณภาพพลังงานไฟฟ้า ความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและราคาค่าไฟฟ้า และส่วนที่สามเป็นนโยบายของภาครัฐบาลในการเปิดเสรีพลังงานไฟฟ้า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้าสู่ผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการวางแผนการผลิต ส่งและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าของกฟภ. ซึ่งหากไม่เตรียมการรับมือตั้งแต่วันนี้อนาคตจะมีปัญหาอย่างแน่นอน 

 “โคมไฟถนน”ผลงานโบแดงกฟภ.

ผนึก4องค์กรการไฟฟ้านำไทยยั่งยืน

โคมไฟถนนประหยัดพลังงาน นวัตกรรมที่เป็นผลงานวิจัยร่วมกันระหว่างการไฟฟ้านครหลวงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2561-2569 ปัจจุบันมีบริษัท ฉื่อ จิ้น ฮั้ว จำกัด รับไปต่อยอดเพื่อผลิตในเชิงพาณิชย์ สำหรับนวัตกรรมชิ้นนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในการส่องสว่างสำหรับไฟถนน มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่องสว่างของโคมไฟถนนและลดพลังงานไฟฟ้า โดยใช้แผ่นสะท้อนแสงที่ถูกออกแบบให้ผิวด้านในทำหน้าที่บังคับทิศทางของแสงจากหลอดไฟภายในดวงโคมให้ตกลงบนผิวถนน ซึ่งมีประสิทธิภาพทางแสงสูงกว่าโคมไฟถนนทั่วไปทำให้สามารถลดขนาดกำลังไฟฟ้าของหลอดไฟที่ใช้ได้ เช่น โคมไฟถนนเดิมใช้หลอดโซเดียมความดันสูงขนาด 250 วัตต์ หรือ 400 วัตต์ เมื่อเปลี่ยนมาใช้แผ่นสะท้อนแสงโคมไฟถนนตามการออกแบบนี้สามารถลดขนาดกำลังไฟฟ้าของหลอดไฟเป็นขนาด 150 วัตต์ หรือ 250 วัตต์ได้

สำหรับคุณลักษณะเฉพาะได้แก่ โคมไฟถนนสมรรถนะทางแสงสูง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการส่องสว่างของโคมไฟและลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของหลอดไฟของโคมไฟ โดยยังคงให้ค่าความส่องสว่างและค่าความสม่ำเสมอของแสงบนผิวถนนได้ตามข้อกำหนดและมาตรฐานทั่วไป ซึ่งงานติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างบนทางหลวงของกรมทางหลวงคือมีค่าความส่องสว่างไม่น้อยกว่า 21.5 ลักซ์ ค่าความสม่ำเสมอของแสงบนผิวถนนไม่น้อยกว่า 1:2.5 และ Emax/Emin ไม่เกิน 6:1