
พท.ร้องกกต.ฟัน2บิ๊กรัฐ-อ้าง"ประวิตร-สมคิด"ชักใยดูด
พท.ร้องกกต.ฟัน"ประวิตร-สมคิด"อ้างชักใยสามมิตรดูด ชี้ทำผิดรธน. "สมคิด"ตีมึนไม่รู้สามมิตรเคลื่อนไหว ด้านสนช.นัดประชุม 6 ก.ค.ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 2 กรกฎาคมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นหนังสือต่อประธานกกต. และเลขาธิการกกต. เพื่อให้กกต.ระงับและไม่อนุญาตให้จัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่มีนายชวน ชูจันทร์ เป็นผู้ยื่นขอจดจัดตั้งพรรค พร้อมทั้งดำเนินคดีและตรวจสอบกรณีกลุ่มสามมิตรที่นำโดยนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เนื่องจากมีลักษณะการกระทำดูดอดีต ส.ส.เพื่อไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยมีนายสมพล พรผล ผอ.สำนักงานกิจการพรรคการเมืองเป็นผู้รับหนังสือ
นายสุชาติ กล่าวว่า แม้วันนี้พรรคพลังประชารัฐ จะยังไม่เป็นพรรคการเมือง แต่ก็เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น โดยแกนนำของกลุ่มที่ในแวดวงพรรคการเมืองก็รู้ว่าคือนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงพาณิชย์ อยู่เบื้องหลัง มีการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะข้าราชการการเมือง ไปเดินสายพูดคุยเพื่อดูดอดีต ส.ส.ให้เข้าพรรค ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (4) ที่บัญญัติห้ามมิให้คณะรัฐมนตรี ใช้ทรัพยากรของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง รวมถึงมีการใช้ให้นายสมศักดิ์ และนายสุริยะ ไปเสนอให้ผลประโยชน์แก่อดีต ส.ส. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งก็จะเข้าข่ายผิด มาตรา 30, 31 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่กำหนดว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้ เสนอให้ หรือ สัญญาว่าจะให้เงิน หรือประโยชน์อื่นใด ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อมเพื่อจูงใจ ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค และห้ามมิให้ผู้ใดเรียก รับ หรือ ยอมรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จากพรรคการเมืองหรือจากผู้ใด เพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก โดยจะมีโทษตามมาตรา 109 จำคุก 5–10 ปี ปรับ 1-2 แสนบาท ทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
แฉเสนอล้างหนี้-เงินตั้งตัว
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า นายสมคิดใช้ทำเนียบในการยกร่างนโยบายของพรรค แล้วยังมีการนัดพบอดีต ส.ส. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. โดยมีการเสนอผลประโยชน์ให้ พร้อมทั้งให้ดูนโยบาย 10 ข้อ ที่พรรคพลังประชารัฐจะดำเนินการให้เสร็จ โดยอ้างว่าถ้าทำไม่เสร็จก็จะไม่มีการเลือกตั้ง ซึ่งนายสุชาติได้มีการอ้างถึงนายพิชัย เกียรติวินัยสกุล อดีต ส.ส.ลพบุรี และนายภิรมย์ พลวิเศษ อดีต ส.ส.นครราชสีมา ว่าได้รับการติดต่อจากบุคคลของกลุ่มสามมิตร พร้อมกับมีการนำข้อความการพูดคุยในไลน์มามอบให้แก่ กกต.เป็นหลักฐาน
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า วิธีการชักชวนของกลุ่มสามมิตร จะถามว่ามีหนี้เท่าไหร่ อยากได้เงินเดือนละเท่าไหร่ และอยากได้เงินก้อนเพื่อทำมาหากินเท่าไหร่ และมีการแบ่งเกรดของ ส.ส. เป็น เอ บี ซี เหมือนนักฟุตบอล เพื่อเป็นข้อเสนอในการต่อรองเข้าพรรค ทั้งนี้การมายื่นหนังสือเพื่อให้เกิดความยุติธรรมต่อบ้านเมืองนี้ ไม่ได้บาดหมางกับพรรคพลังประชารัฐ
“วันนี้ชาวบ้านกำลังดูอยู่ว่านายสมคิดอยู่เบื้องหลังกลุ่มสามมิตรจริงหรือไม่ ขอให้นายสมคิดออกมาพูด ถ้าไม่อยู่ ก็ต้องบอกให้ได้ว่านโยบาย 10 ข้อ ต้องทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง ทำไว้เพื่ออะไร เพราะนายสมคิดเป็นคนไปพูดกับนายภิรมย์ พลวิเศษ ที่นครราชสีมา เมื่อเดือนเมษายน แล้วนายภิรมย์ก็โทรมาชวนผม ผมก็บอกว่าจะเอาอะไรไปสู้พรรคใหญ่ๆ เขา นายภิรมย์ก็บอกว่าพรรคพลังประชารัฐเตรียมนโยบาย 10 ข้อไว้แล้ว ผมก็ไม่เชื่อ เขาจึงส่งมาให้ผมดูในไลน์” นายสุชาติกล่าวพร้อมเผยภาพการพูดคุยในไลน์มาให้สื่อดู
"สมคิด" ยันไม่รู้สามมิตรเคลื่อนไหว
ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ที่เดินสายพูดคุยทาบทามนักการเมืองร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ สมัยที่สองว่า ไม่ทราบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวดังกล่าว เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ติดตามนายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส จากนั้นก็มีภารกิจต่อ เพิ่งเดินทางกลับมาในคืนวันที่ 1 กรกฎาคม จึงได้เห็นข่าวที่ปรากฏเยอะแยะ และยังงงๆ อยู่เลย
เมื่อถามว่าแกนนำกลุ่มสามมิตรระบุดีลการเมืองผ่านท่าน นายสมคิดกล่าวว่า พวกนี้เป็นเพื่อนกันทั้งนั้น พรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็รู้จักกันหมด ส่วนที่มีการประกาศรวมตัวเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัยนั้น เป็นการคิดและตัดสินใจของแต่ละคน และกลุ่มสามมิตรคงเห็นว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่ ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ต่างก็สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่รู้เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร เพราะดูแลด้านเศรษฐกิจ ไม่ได้ดูแลด้านการเมือง
"บิ๊กป้อม” ยัวะ ลำเอียงตรงไหน
ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองโจมตีว่าลำเอียงให้กลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวทางการเมืองได้มากกว่าพรรคอื่นว่า กลุ่มสามมิตรเคลื่อนไหวพบปะกลุ่มการเมือง แล้วพรรคการเมืองอื่นๆ ที่นัดไปตีกอล์ฟ ไปคุยกัน ไม่เห็นว่าอะไรเลย ทำไมไม่โจมตีกัน และทำไมถึงไม่บอกว่าไปดูด ส.ส.บ้าง แล้วตนลำเอียงตรงไหน และยังไม่รู้จักเลยว่ากลุ่มสามมิตรเป็นใคร เขาไปทำอะไร และไปหาใคร
“ผมลำเอียงเรื่องอะไร ผมไม่รู้จัก นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ถ้าเขารู้จักผมก็รู้จักไป ส่วนที่มีชื่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ รวมในกลุ่มสามมิตรนั้น คงไม่ใช่ ผมยังไม่เคยเจอนายสุริยะเลย” พล.อ.ประวิตรกล่าว
เมื่อถามต่อว่า กลุ่มสามมิตรได้มีการพูดคุยกับคนในรัฐบาล เช่น นายสมคิด นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาไม่ได้คุยกับตน จะไปรู้ได้อย่างไร และที่บอกกลุ่มสามมิตรอยู่พรรคพลังประชารัฐ พรรคเกิดหรือยัง เป็นเพียงการจดแจ้งชื่อจัดตั้งพรรคที่ กกต.เท่านั้น
ยันหนุนบิ๊กตู่เป็นเรื่องสามมิตร
ส่วนที่ว่ากลุ่มสามมิตรมีการดูด ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นๆ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไปดูดให้ใคร พรรคของใคร ใครเป็นคนตั้ง กฎหมายก็ยังไม่เสร็จ ส่วนที่กลุ่มสามมิตรสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นเรื่องของเขา จะไปรู้อะไร
เมื่อถามต่อว่า กลุ่มดังกล่าวอ้างว่าไม่ใช่พรรคการเมือง การเคลื่อนไหวต่างๆ จึงไม่ขัดคำสั่ง คสช. พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่เกี่ยว เขาก็คุยของเขาไปเอง ไม่รู้เรื่องว่าเขาจะมาสนับสนุนใคร แต่ขออย่างเดียวอย่าปั่นป่วน เกิดความไม่เรียบร้อย หรือโฆษณาชวนเชื่อ ดังนั้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย คสช. เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ
“การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เป็นกลางของ คสช.นั้น ถามว่าไม่เป็นกลางอย่างไร ผมพูดอยู่คนเดียวจะเกี่ยวกับ คสช.อย่างไร และผมยังไม่ได้สั่ง คสช.ว่าให้ไปดำเนินการกับใคร ซึ่งทุกกลุ่มทุกพรรคการเมืองสามารถเคลื่อนไหวได้อยู่แล้วตามกรอบ ไปตีกอล์ฟกัน ผมก็ไม่เห็นว่าอะไร และถ้าจะมีการไปตีกอล์ฟกันมากขึ้นก็ไปตีกันเลย” รองนายกฯ ประวิตรกล่าว
คสช.เผยไม่ให้อิสระสามมิตร
ที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 ในฐานะทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ภายหลังถูกฝ่ายการเมืองวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมีอภิสิทธิ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ตามกรอบกฎหมายอำนาจหน้าที่ของ คสช. เราต้องดูแลความสงบเรียบร้อยและสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ที่จะดูแลประชาชนและนโยบายต่างๆ ที่เป็นไปตามกรอบระยะเวลา ยืนยันว่า คสช.ไม่สามารถดำเนินการใดๆ เกินกรอบกฎหมายได้ เรามีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ส่วนมุมมองและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายการเมืองว่า คสช.ให้อิสระกลุ่มสามมิตรในการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น คิดว่าแล้วแต่มุมมองของแต่ละฝ่าย ขณะเดียวกันภาคประชาชนก็ติดตามการดำเนินการของ คสช. ซึ่งการดำเนินการทุกๆ อย่างสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นไปตามกรอบหรือไม่
เมื่อถามว่า กลุ่มสามมิตรออกมาระบุว่าการลงพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ไม่ขัดกฎหมาย คสช. เพราะไม่ใช่พรรคการเมือง พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวว่า คสช.ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร อะไรก็ตามที่ไม่เกินกรอบกฎหมาย ก็สามารถทำได้ แต่หากขัดกฎหมาย คสช.ก็ติดตาม ส่วนกลุ่มสามมิตรต้องเคลื่อนไหวภายใต้กรอบกฎหมายของ คสช.เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นๆ หรือไม่นั้น ทุกอย่างเป็นไปตามหลักการคำสั่งของ คสช.ฉบับที่ 53/2560
ไม่เลือกปฏิบัติ-ไม่กลั่นแกล้ง
“คสช.ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร และไม่ได้ทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้รับความเป็นธรรม ทุกกลุ่มทุกฝ่ายต้องได้รับการตรวจสอบจาก คสช.เช่นเดียวกัน ส่วนที่มองกันว่าการที่คสช.ไม่ได้ประกบกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มจนกลายเป็นช่องโหว่ให้มีอิสระในการพูดคุยและพบปะกันนั้น หากไม่ละเมิดกฎหมาย ก็สามารถทำได้ แต่หากผิดกฎหมายหรือละเมิดคำสั่งของ คสช. ก็ต้องดำเนินการ” ผบ.มทบ.11 กล่าว
สำหรับกรณีที่กลุ่มสามมิตรแสดงจุดยืนที่จะเข้าร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั้น พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวว่า คสช.ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร และไม่ได้ให้น้ำหนักไปในเรื่องของการเมืองเนื่องจากเราจะเน้นเรื่องการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศและสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลให้สามารถเดินต่อไปได้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานในอนาคต
ยันห้ามทำอะไรเกินขอบเขตก.ม.
“ฝ่ายกฎหมายของ คสช.กำลังพิจารณาอยู่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรเป็นไปตามกฎหมายของ คสช.หรือไม่ หากเกินเลยไปจะมีมาตรการและขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว หากละเมิดกฎหมาย ก็ต้องแจ้งเตือน ห้ามปรามป้องกันระงับยับยั้ง” พล.ต.ปิยพงศ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่ากรณีที่รัฐบาลใช้วิธีดูด ส.ส.จากพรรคการเมืองนั้น พล.ต.ปิยพงศ์กล่าวว่าเป็นเรื่องของฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวกับ คสช. เพราะเราดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
อัดสะท้อนบิ๊กตู่เคยประณาม
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มสามมิตรเดินสายทำกิจกรรมในลักษณะคล้ายการทำกิจกรรมทางการเมือง พร้อมปรากฏข่าวว่าเตรียมเดินสายแถลง 10 นโยบายเพื่อประชาชน รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เองก็หนุนกลุ่มสามมิตรว่า เวลานี้เท่ากับว่าคสช.ทำทุกวิถีทางเพื่อให้สามารถสืบทอดอำนาจต่อไปได้ และปกครองประเทศตามแนวความคิดตัวเองออกไปให้นานที่สุดโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่การออกกติกา ต่อมาก็ออกคำสั่งที่มุ่งทำลายพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม แล้วสร้างความได้เปรียบให้แก่พรรคการเมืองใหม่ๆ ที่สนับสนุนตน พร้อมใช้อำนาจของตนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้ การดูดนักการเมืองโดยใช้เงื่อนไขคดีความต่างๆ สิ่งเหล่านี้ตรงกันข้ามกับข้ออ้างของคสช.ในการเข้ามายึดอำนาจ และอยู่ในอำนาจ สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ชอบพูดถึงนักการเมือง และพรรคการเมืองในทางที่เสียหายว่าเป็นที่รวมของคนไม่มีความคิด ไม่มีอุดมการณ์ สร้างความเสียหายให้ประเทศ เป็นที่ที่มีคนเข้ามาลงทุนแล้วถอนทุน และบอกให้ประชาชนรู้จักเลือกคนใหม่ๆ อย่าเลือกคนเก่าๆ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก็คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยประณามหยามเหยียดนักการเมืองไว้
“เราก็จะเห็นว่าสิ่งนี้แหละสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์มอบให้ประเทศชาติและประชาชน ทำให้เห็นว่าที่ทำๆ กันมาสี่ปีนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปตามที่อ้าง แถมจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในอนาคตด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการทำการเมืองแบบล้าหลังมากๆ ยังใช้กลไกต่างๆ ที่ฉ้อฉล ไม่เป็นธรรม และยังเป็นระบบที่มีการก้าวก่ายแทรกแซงจนไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่อ้าง เช่น กระบวนการตรวจสอบการทุจริต การเป็นอิสระขององค์กรอิสระ นำไปสู่ความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม และนำไปสู่การปกครองที่ทุจริตฉ้อฉลได้โดยที่ประชาชนไม่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุล นี่คือบทสรุปที่คสช.มอบให้ประชาชนก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง
ชี้เพราะ“ทักษิณ”ไม่ใช่สุริยะ
ขณะที่นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้กรณีนายสุริยะ แกนนำกลุ่มสามมิตร ระบุเป็นเลขาธิการพรรคไหนพรรคนั้นก็ได้เป็นรัฐบาลว่า ตอนที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง เป็นเพราะมีหัวหน้าพรรคชื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ชนะการเลือกตั้งเพราะมีนายสุริยะ เป็นเลขาธิการพรรค นโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวยมาจากนายทักษิณ ไม่ใช่มาจากนายสุริยะ ส่วนที่ระบุถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ไม่ยึดอำนาจประชาชนจะเข่นฆ่ากันนั้น ตอนนั้นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว และผู้ชุมนุมแต่ละฝ่ายก็เริ่มอ่อนกำลัง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นออกมาทำหน้าที่เต็มกำลังบ้านเมืองจะมีทางออกตามวิถีทางประชาธิปไตย แต่ท่านไม่ได้ใช้กำลังที่มีอยู่ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่กลับทำการรัฐประหารทำให้ความขัดแย้งยังไม่ยุติจนมาถึงทุกวันนี้
ท้ารีบจัดเลือกตั้งมั่นใจเพื่อไทยชนะ
นายวรชัย กล่าวอีกว่า การที่นายสุริยะระบุว่าการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสูงถึง 4.8 นั้น ต้องถามว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมาไปอยู่ที่ไหน ทำไมงบประมาณของประเทศถึงขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี คำตอบคือรายได้ไปอยู่ที่กลุ่มนายทุน และรายได้ที่ได้มาไม่เพียงพอต่อรายจ่ายของรัฐบาล ประชาชนคนรากหญ้ายังลำบากอยู่ ถ้ามั่นใจว่าสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ ประชาชนได้ประโยชน์ ขอท้าให้รีบจัดการเลือกตั้ง ต่อให้ดูดอดีตส.ส.ไปเท่าไร แต่มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง เพราะผลงานก่อนหน้านี้ประชาชนได้ประโยชน์ทั้งประเทศ
ซัดหนุน คสช.หวังแต่ผลประโยชน์
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่า หากใครมีผลประโยชน์ก็มักจะคว้าไว้โดยไม่เห็นหัวประชาชน ทั้งนี้พรรคการเมืองบางพรรคที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นใหม่ หากไม่มีจุดยืนทางด้านการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ควรออกมาชี้หน้าด่าคนอื่นให้ตัวเองดูดี เพราะหากยังชักชวนให้เห็นว่า ระบอบเผด็จการเป็นสิ่งที่ดี การยึดอำนาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็จะทำให้สังคมไทยในอนาคตตกต่ำลง และคงจะไม่มีใครสอนลูกหลานเรื่องความถูกต้องได้
“วันนี้เห็นได้ชัดว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆแต่กลับอ้างทำเพื่อประชาชน ทั้งที่ยังไม่มีจุดยืนทางการเมืองแต่กลับไปส่งเสริมระบอบเผด็จการด้วยการดูด ส.ส. เพื่อให้มีโอกาสเป็นรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ควรเป็นเรื่องที่สังคมต้องรังเกียจ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย และไม่เอาเผด็จการอย่างชัดเจนมาโดยตลอด” รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าว
“มาร์ค” เชื่อ “อภิรักษ์”ไม่ย้าย
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีข่าวนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรค ปชป. ที่ถูกกลุ่มสามมิตรดูดนั้นว่า มั่นใจว่านายอภิรักษ์ไม่มีกรณีที่จะย้ายพรรค พูดได้เลยโดยไม่ต้องพูดกับเจ้าตัว เพราะทำงานกับนายอภิรักษ์มา 14-15 ปีแล้ว นายอภิรักษ์เป็นคนมีความมั่นคง เป็นสมาชิกพรรคก่อนที่จะเข้ามาสู่การเมืองนาน และก่อนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. วันที่นายอภิรักษ์เข้ามาพรรคอยู่ในภาวะที่ลำบากมาก เรียกว่าระดับชาติก็แพ้การเลือกตั้ง เป็นที่คาดหมายว่ายังต้องฝ่ายค้านอยู่ โดยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตอนนายอภิรักษ์เข้ามา พรรค ปชป.ไม่เคยได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. จึงมองว่าความมั่นคงตรงนี้วางใจได้ และหลังจากที่ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ก็ได้โทรศัพท์ไปหานายอภิรักษ์ว่าไม่ได้คุยกันก่อนแต่ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่าไม่ย้าย ซึ่งนายอภิรักษ์ก็บอกว่าถูกต้องแล้ว แต่ที่ช่วงหลังนายอภิรักษ์ไม่ค่อยได้มาพรรค ตนก็ทราบ เพราะนายอภิรักษ์มาคุยว่าหลังจากมีการรัฐประหารก็ไปทำธุรกิจและภาระค่อนข้างเยอะ ไปดูแลธุรกิจที่ตัวเองริเริ่มทำ
“ผมก็มั่นใจอย่างนี้ และคุณอภิรักษ์ก็บอกว่า บังเอิญคนที่ใกล้ชิดกับกลุ่มสามมิตร บางคนมีตำแหน่งในรัฐบาลก็เป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน ก็มีการพูดคุย แต่ไม่ได้ลึกลงไปขนาดนี้ ผมก็บอกว่าทราบว่ามีความพยายามที่จะติดต่อกับคุณอภิรักษ์ ผมก็บอกว่ามั่นใจและวางใจ จึงเฉยๆ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ยอมรับมีความพยายามทาบทาม
เมื่อถามว่า ไม่คิดว่าระบบอุปถัมภ์จะดึงนายอภิรักษ์ไปได้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล คนในพรรค ปชป.จำนวนหนึ่งที่อยู่มาถึงวันนี้ก็เคยเจอกับข้อเสนออะไรแบบนี้มา ที่ไปก็มี ที่อยู่ก็มี เช่น นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตรองหัวหน้าพรรค ที่อยู่แพร่ ก็เคยเจอข้อเสนอเยอะ และยังมีอีกหลายๆ คน ซึ่งก็พอมองออกว่าบุคคลไหนที่มีความหนักแน่น ก็ดูอยู่ว่าจะมีความหนักแน่นแค่ไหน ซึ่งหลายคนยอมรับว่าอาจจะมองผิด เพราะไม่คิดว่าจะไป แต่ไปก็มีเยอะ คนที่อยู่ก็มีเยอะ
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า เมื่อมีการย้ายพรรคกันอย่างนี้ เป็นเรื่องที่ตอบยากกว่าใครคุมใคร เพราะต่างก็แสวงหาผลประโยชน์ ฝ่ายหนึ่งก็คิดแค่ว่าขอให้มีฐานเสียงก็พอ อีกฝ่ายก็คิดว่าจะเข้าไปอยู่ในศูนย์อำนาจได้อย่างไร ฉะนั้นตราบเท่าที่ผลประโยชน์ตรงกันก็ไปด้วยกันได้ พอถึงจุดที่เกิดสถานการณ์ไม่ลงตัวในที่สุดก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็เป็นที่มาของพรรคเฉพาะกิจที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายยุคหลายสมัย สิ่งที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไร สังคมจะให้ความสำคัญกับการที่จะต้องสนับสนุนพรรคการเมืองที่ไม่มีลักษณะอย่างนี้ เพื่อให้การเมืองหลุดพ้นจากวงจรอย่างนี้มากกว่า ทั้งนี้เชื่อว่ามีความไม่แน่นอนกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง และสถานการณ์หลังการเลือกตั้งอีกหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น ยังไม่ได้มองไปไกลว่าภารกิจสำเร็จแล้วจะไปมีปัญหากันทีหลัง
ร่างแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ถึงสนช.แล้ว
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ว่า หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว และมีการปรับแก้ไขร่างฯ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งร่างฯ ไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว โดยจะไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอีกตามที่มีกระแสเรียกร้องของบางฝ่าย
ส่งร่างก.ม.ท้องถิ่นเข้าสนช.สิงหานี้
นอกจากนี้ นายวิษณุยังกล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายท้องถิ่น 6 ฉบับว่า การจัดทำร่างฯ ดังกล่าวยังไม่เสร็จเรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจาก กกต. และ เมื่อเสร็จแล้วคงจะไม่มีการปรับแก้ไขใดๆ อีก คาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม สนช.เพื่อพิจารณาได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งหากจะมีการปรับแก้อะไร ก็คงจะอยู่ในขั้นตอนของ สนช.ที่จะดำเนินการ
นัด6ก.ค.ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ
วันเดียวกัน พล.อ.สุชาติ หนองบัว โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชาติ สนช. กล่าวถึงการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ชาติของ สนช. ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ว่า กมธ.พิจารณาวันนี้เป็นวันสุดท้าย ไม่มีการปรับแก้หรือเพิ่มเติมเนื้อหา เพียงแต่มีการจัดทำเป็นข้อเสนอแนะและข้อสังเกตแนบท้าย ตามเสียงสะท้อนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้นำไปใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิรูปให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และการจัดทำแผนแม่บทตามยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ภายหลังจากแผนยุทธศาสตร์ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้แล้ว ซึ่งตามขั้นตอนคือจะมีคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทนี้ขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกส่วนราชการทุกกระทรวงเข้ามาให้ความคิดเห็นเพื่อนำมาประกอบกับข้อสังเกตจาก กมธ.ชุดนี้ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บท โดยบางส่วนอาจมีกรอบเวลา 5 ปี 10 ปี ต่างกันไป จากนั้นก็จะนำแผนแม่บทนี้ส่งให้คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยขั้นตอนเหล่านี้จะไม่ต้องผ่านสภาแล้ว
ภราดรซัดคสช.ไม่มีความเข้าใจ
วันเดียวกัน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงร่างยุทธศาสตร์ชาติ ที่สนช.จะพิจารณาในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ ว่า รัฐบาลคสช.ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนว่าคืออะไร ตามนิยามยุทธคือ การรบหรือการปฏิบัติที่เป็นแบบแผน ศาสตร์คือ องค์ความรู้ เมื่อรวมกันก็หมายถึง การปฏิบัติตามแบบแผนโดยใช้องค์ความรู้ ตามองค์ประกอบ 3 ประการคือ 1.เป้าหมาย (ends) 2. แนวทาง (ways) และ 3.กลไกขับเคลื่อน (means) ทั้งหมดนี้หมายความว่า ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับมียุทธศาสตร์ชาติกว้างๆ ไว้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกแผนอะไรมาตีกรอบไว้อีก โดยเป้าหมายคือ เอกราชอธิปไตย ความผาสุกของประชาชน แนวทางคือ ระบอบประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพเสมอภาค การมีส่วนร่วม
พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ส่วนกลไกขับเคลื่อนก็ทำผ่านฝ่ายบริหารกำหนดแผนตอบสนองประชาชน เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อตอบเป้าหมายในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน มีฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย และมีตุลาการคอยตรวจสอบถ่วงดุล การกำหนดให้ยุทธศาสตร์ชาติมีโทษทางอาญาและถอดถอนทางการเมือง จึงสะท้อนถึงความไม่เข้าใจยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลเอง การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยกำหนดกรอบไว้ยาวถึง 20 ปี จะกลายเป็นเงื่อนไขและข้อจำกัดในที่สุด เพราะไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคดิจิทัล 4.0 ที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
รมว.เกาหลีใต้เยี่ยมคารวะนายกฯ
ด้านภารกิจของนายกรัฐมนตรี วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรับบาล นางคัง คยอง-ฮวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ แสดงความยินดีกับความสำเร็จของการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีเกาหลีใต้กับผู้นำ เกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 27 เมษายน และการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐกับผู้นำเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีอย่างยั่งยืน
รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวยินดีกับความสำเร็จจากการเยือนไทยของนักธุรกิจเกาหลีใต้ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเห็นว่าไทย-เกาหลีใต้ ควรเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น โดยการเชื่อมโยงนโยบาย New Southern Policy ของเกาหลีใต้ กับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงการอีอีซีของไทย ซึ่งนายกฯ ตอบรับว่า ไทยได้เปิดกว้างและมีความพร้อมในการรองรับการลงทุนใหม่ๆ และหวังว่าฝ่ายเกาหลีใต้จะเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
‘คณิน บุญสุวรรณ’เสียชีวิตวัย 72 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 อดีตประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย เสียชีวิตแล้วที่บ้านพัก ด้วยวัย 72 ปี ในช่วงค่ำที่ผ่านมา (1 ก.ค.) หลังเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวระบุว่า เพิ่งไปเยี่ยมนายคณินที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว ทราบว่า ช่วงวาระสุดท้าย แต่ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้
สำหรับประวัติ “นายคณิน” เกิดวันที่ 15 ตุลาคม 2489 เกิดที่ จ.ชลบุรี การศึกษาจบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท ทางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮุสตัน มลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ในทางการเมือง ปี 2522 นายคณิน เป็น ส.ส.ชลบุรีสมัยแรกในการเลือกตั้งซ่อม พรรคกิจสังคม แต่ในปี 2526 ไม่ได้ลงสมัครรับเลือก ในปี 2528 เป็น ส.ส.กทม. เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ในเดือนตุลาคม 2535 เป็นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ 26 ธันวาคม 2539 ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดชลบุรี (ส.ส.ร.ชลบุรี) และเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)



