
รัฐปัดสองมาตรฐาน เอื้อ"สามมิตร"
โฆษกรัฐปัดสองมาตรฐาน ชี้ห้ามคนการเมืองกินข้าว-ตีกอล์ฟไม่ได้แต่อย่าทำผิดก.ม. ด้าน"สามมิตร"หนุน"บิ๊กตู่"สำรวจพบโดนใจประชาชน ด้านปชป.-พท.จี้กกต.ตรวจสอบ
การเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นไปอย่างคึกคักรับสัญญาณโรดแม็พที่คาดว่าจะมีการเลือกตั้งในต้นปี 62 ขณะที่ คสช.ยังคงกฎระเบียบเพื่อให้พรรคและกลุ่มการเมืองเคลื่อนไหวทำกิจกรรมได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางเสียงครหาจากบางกลุ่มที่อ้างว่าสูญเสียผลประโยชน์
วันที่ 1 กรกฎาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองแสดงความคิดเห็นว่าคสช.สองมาตรฐานปล่อยให้กลุ่มสามมิตรเดินสายพูดคุยกับอดีตส.ส.ได้ แต่ยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะกลุ่มไหน ทั้งกลุ่มที่ชื่นชมหรือกลุ่มที่มีความคิดเห็นตรงกันข้าม ทุกคนต้องอยู่ในกฎกติกาเดียวกันอะไรที่ถูกกฎหมายท่านทำได้ไม่ว่า อะไรที่ผิดกฎหมายก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เรื่องการพบปะ ไปกินข้าวกัน ไปตีกอล์ฟกันไปห้ามลำบาก และไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำ แต่ทำกันทุกกลุ่ม เรื่องบางเรื่องถ้าคสช.ไปห้ามปรามก็จะถูกถอนหงอกเอาว่า มนุษย์ในสังคมกินข้าวกันไม่ได้หรืออย่างไร ตีกอล์ฟกันไม่ได้หรือในเมื่อเป็นเพื่อนกัน
โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เจอมากับตัวพบเห็นนักการเมืองคนละพรรคมารับประทานอาหารร่วมกัน 5-6 คน ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเป็นการรับประทานอาหารร่วมกัน ถ้าหากไปยุ่งก็จะโดนด่าว่าทำไมคนรู้จักกันกินข้าวด้วยกันไม่ได้หรืออย่างไร ไปตีกอล์ฟ ไปออกกำลังกาย ใครจะไปทำอะไรได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมรับทราบและคสช.ก็รับทราบดีว่าบุคลิกลักษณะของสังคมไทยเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอะไรที่ถูกต้องตามกฎหมายท่านทำเถอะไม่มีใครว่า อะไรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากเกินไป เช่น การประชุมพรรคคงไม่ได้ ทั้งนี้ คสช.เองก็ระวังไม่ทำอะไรที่ให้ถูกตำหนิกลับมาว่า ปัดโธ่ ระวังหน่อย ระหว่างเรื่องที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายกับเรื่องวัฒนธรรมสังคมไทย เราระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน
"แต่ถ้ากลุ่มที่สนับสนุนไปจัดการประชุมพรรคเกิน 5 คน คสช.ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพียงแต่วันนี้พรรคการเมืองพยายามจะสร้างกระแสปลุกประเด็น คสช.มีมาตรฐานที่แตกต่าง ไม่มีหรอก มีมาตรฐานเดียว และนายกรัฐมนตรีพยายามจะไม่มองการเมืองในปัจจุบัน ใครถามท่านก็บอกเป็นเรื่องในอนาคต วันนี้ท่านมีปัญหาเยอะแยะให้แก้ไขมากมาย และผลสัมฤทธิ์จากความตั้งใจซึ่งไม่ได้เกิดจากรัฐบาลเพียงคนเดียว เกิดจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเจ้าหน้าที่หรือแม้กระทั่งรายงาน ทำให้ต่างประเทศพึงพอใจในความตั้งใจจริงของเราจนยกระดับเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2 ในปัจจุบันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อันนี้เป็นกำลังใจในการทำงาน ซึ่งนายกฯ อยากใช้เวลา สมาธิในเรื่องนี้ เรื่องการเมืองอย่าไปอินกับมันมาก เป็นเรื่องอนาคต” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
สามมิตรชี้หนุ่นบิ๊กตู่อ้างปชช.ชอบ
นายภิรมย์ พลวิเศษ เลขาฯ กลุ่มสามมิตร เปิดเผยกรณีกลุ่มสามมิตรที่ถูกโจมตีอย่างหนักในการเคลื่อนไหวดูดอดีตส.ส.ของพรรคการเมืองว่า เหตุผลที่กลุ่มสามมิตรอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะเท่าที่ลงพื้นที่สัมผัสกับชาวบ้านมา 7 ปี ชาวบ้านชี้ให้เห็นชัดเจนว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นขวัญใจคนจนคือทำงานโดนใจชาวบ้านคนยากคนจนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่เดิมได้เงินคนละ 300 บาท ปัจจุบัน 500 บาท ครอบครัวที่ไม่พร้อมเรื่องฐานะก็มีกับข้าวมีอาหารให้ลูกหลานได้กินทุกวัน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแบ่งเบาภาระของทุกครัวเรือนทั่วประเทศได้สบายขึ้น รวมทั้งเรื่องราคาพืชผลการเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ 19 บาทต่อกิโลกรัม มันสำปะหลังราคาสูงกิโลกรัมละเกือบ 4 บาท ข้าวโพดกิโลกรัมละ 10 บาท น้ำมันปาล์มกิโลกรัมละ 4 บาท และราคาทุเรียนวันนี้ไม่ต้องพูดถึงเป็นเศรษฐีทุกคน ฉะนั้นมาตรการที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำวันนี้ประชาชนได้ประโยชน์ทุกคน
นายภิรมย์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ถนนทุกสายพูดกันมากว่ากลุ่มสามมิตรมีดีตรงไหน ทำไมอดีตส.ส.และอดีตส.ว.อยากจะเข้ามาร่วมทำงานด้วย ซึ่งเป็นเพราะกลุ่มสามมิตรเข้าใจปัญหาและหัวอกประชาชนทุกกลุ่มว่าจะแก้ปัญหาประเทศและประชาชนอย่างไร และเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ควรจะต้องอยู่ทำงานไปข้างหน้าอีก 4 ปีเพื่อความต่อเนื่อง
“ที่ผ่านมากลุ่มสามมิตรได้ศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดมากับหลายกลุ่มและออกเดินสายไปพบกับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากคนจนในหลายจังหวัดเพื่อรับทราบปัญหา เมื่อตกผลึกแล้วจะนำความคิดที่ดีเสนอไปยังรัฐบาล ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาบางเรื่องถูกใจประชาชนแล้ว และเราจะเติมเต็มความต้องการของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ มาหลอมรวม เพื่อให้รัฐบาลคราวหน้าทำต่อไป” นายภิรมย์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเปิดตัวและเปิดเผยรายชื่ออดีตส.ส.และอดีตส.ว.ที่จะเข้ามาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐอีกหรือไม่ นายภิรมย์ ตอบว่า ยังไม่กล้าบอกฟันธงว่าจะมีเพิ่มหรือลด แต่ขอเวลาให้กลุ่มสามมิตรได้ทำงานก่อนว่าเราทำงานได้แบบไหนและเขามั่นใจกับพวกเราได้แค่ไหนว่าสามมิตรจะเป็นตัวประสานถึงรัฐบาล แต่วันนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราเดินถูกทาง
ยันเป็นแค่“กลุ่ม”ไม่ขัดคำสั่งคสช.
ส่วนการที่อดีตส.ส.บางพรรคกล่าวหาว่ากลุ่มสามมิตรมีคสช.หนุนหลังสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้นั้น นายภิรมย์ กล่าวว่า กลุ่มสามมิตรไม่ใช่พรรคการเมือง เมื่อไม่ใช่พรรคก็ไม่ผิดกฎหมายคสช. เราทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับกลุ่มปัญหา กลุ่มก้าวหน้า เราคือกลุ่มสามมิตร ไม่ใช่พรรคทางการเมือง จึงถามว่าจะผิดกฎหมายตรงไหน และไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม หรือคสช.คนอื่น ก็ยังไม่เคยพบ ไม่ได้คุยกัน ขนาดตนเป็นเลขาฯกลุ่มสามมิตร แต่เห็นว่า คสช.หรือรัฐบาลทำงานถูกใจพวกเรา ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกใจ อดีต ส.ส. อดีตส.ว.ก็ถูกใจ ก็แค่นี้เอง ไม่เห็นผิดกฎหมายตรงไหน และเราไม่ได้พาดพิงถึงพรรคอื่นที่ตั้งมาก่อนสักคำ เราทำการเมืองสายกลาง สามมิตรผูกทุกมิตร ฉะนั้นอาจจะไปกระทบพรรคอื่นตามที่หัวหน้ากลุ่มนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ บอกแล้วว่าอาจจะไปกระทบกระทั่งพรรคอื่นเรื่องความรู้สึกก็ขอโทษด้วย โดยกลุ่มสามมิตรจะไม่ไปเฉพาะ จ.เลย เท่านั้น แต่จะเดินสายไปทุกจังหวัดทุกภาค
“ที่ถูกโจมตีจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าไปดูดแล้วเอาเงินมาจากไหนนั้น ผมถามว่าท่านรัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข เป็นเจ้าของโรงโม่ เจ้าของบริษัทรับเหมาชั้นหนึ่งกรมทางหลวงปีละหลายพันล้านบาท เราจะไปดูดเขากี่ล้านเขาถึงจะมา หรือที่มีข่าวว่านายสันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำพรรคเพื่อไทยจะมาร่วมกับเราด้วยนั้น จะเอาเงินไปซื้อกลุ่มนายสันติได้ไหม และยังมีข่าวนายวิรัช รัตนเศรษฐ หรือตระกูลรัตนเศรษฐ ในโคราช ก็รู้ว่าท่านยิ่งใหญ่แค่ไหนเรื่องเงินเรื่องทอง ฉะนั้นอย่าคิดว่าพวกเราจะไปใช้เงินดูดคนนั้นคนนี้ ไม่เป็นความจริง การดูดของกลุ่มเราคือไปดูดเอาสมอง ดูดความคิดที่จะมาพัฒนาประเทศชาติมากกว่า ผมบอกเลยว่า ถ้ามีเงินไปดูดมันต้องดังกว่านี้ ถ้าจ่ายคนละ 40-50 ล้านตามที่เขากล่าวหา คิดดูถ้า 100 คนก็ต้องใช้เงินถึง 5,000 ล้าน จะใช้กี่รถตู้ขนเงินไปจ่ายเขาแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายเขา ทุกวันนี้ผมเห็นว่าการซื้อตัวหรือดูดอดีตส.ส.มันเป็นการเมืองแบบเก่า พวกเราเอาสมองเอานโยบายนำหน้า นี่คือข้อเท็จจริง เราจะไม่เอาทุนนำหน้าพรรคเหมือนการเมืองแบบเก่า" เลขาฯ กลุ่มสามมิตรระบุ
นายภิรมย์ กล่าวด้วยว่า ในโอกาสข้างหน้า นายสุริยะจะนำเสนอว่าเราตกผลึกเรื่องนโยบายแล้ว 1-10 ข้อคืออะไร มันจะเป็นไฮไลท์ของคำว่าสามมิตรที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนและจะเห็นได้ชัดเจนว่าเราไม่ได้ดูด แต่เขามาด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา โดยเฉพาะเท่าที่สอบถามอดีต ส.ส.เพื่อไทยที่มาร่วมงานกัน เขาบอกเลยว่าไม่อยากเป็นฝ่ายค้านเพราะโอกาสจะได้ทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ มีน้อย
เพื่อไทยปัด“สันติ”ถูกดูดพ้น
ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.คมนาคม จะย้ายไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตรว่า ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวปล่อยออกมาเพื่อสนับสนุนกระแสดูด สร้างความสับสนให้กลุ่มส.ส.ที่เขาจะไปดูด ใครไม่ตรวจสอบข้อมูลก็จะหลงเชื่อ แต่จากการพูดคุยกันของผู้ใหญ่ภายในพรรคกับนายสันติยืนยันว่านายสันติไม่คิดย้ายไปไหน แต่เจ้าตัวไม่อยากออกมาตอบโต้เพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าผู้มีอำนาจของรัฐที่ต้องเป็นคนกำกับดูแลการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีพฤติกรรมที่วางตัวไม่เป็นกลางและที่สำคัญคือทำให้วัตถุประสงค์ที่คสช.อ้างเพื่อยึดอำนาจว่าจะปฏิรูปการเมืองเพราะว่านักการเมืองปัจจุบันมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ใช้เงินซื้อเสียงแสวงหาผลประโยชน์หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่วันนี้คนที่เข้ามาเพื่อที่จะปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลับไปให้ท้ายบุคคลที่มีวิธีการสวนกับการปฏิรูปการเมือง ทั้งที่รู้ว่า 3 ส.อะไร แต่บอกว่าทำได้ ไม่มีปัญหา ไม่ผิด ถือว่าขัดหลักการที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองชัดเจนและยังหมิ่นเหม่ที่จะผิดกฎหมายพรรคการเมืองที่ให้บุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไปชี้นำหรือครอบงำพรรคอื่น
“พฤติกรรมของ 3ส.ที่ไปชวนคนโน้นคนนี้ให้มาร่วมงานด้วยเห็นได้ชัดเจนว่าสุ่มเสี่ยง ถึงแม้จะอ้างว่ายังไม่ได้มีการตั้งพรรคการเมืองสามารถพูดคุยได้ แต่ประเด็นนี้กฎหมายเขียนว่าคำว่าบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคหมายถึงใครก็ได้ที่ไปก้าวก่ายงานของพรรคโน้นพรรคนี้ จึงตีความได้ว่าหมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย และผู้ใหญ่ที่มีอำนาจซึ่งจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ดูแลการเลือกตั้งกลับมาพูดให้ท้ายถือว่าไม่เหมาะสมและทำให้ข้ออ้างของการรัฐประหารเรื่องการปฏิรูปการเมืองล้มเหลวหมด” นายสามารถกล่าว
นายสามารถ กล่าวอีกว่า การออกมาปกป้องกลุ่มที่สนับสนุนคสช.ไม่ได้มองว่าเป็นการบีบพรคเพื่อไทย เพราะเราชินกับการถูบจับจ้องจับผิด ส่วนบุคคลที่เขาเดินสายมาดูดไปนั้น ก็เอาน้ำโคลน น้ำเน่า เลือดเสียออกไป ทำให้พรรคเพื่อไทยดีขึ้นด้วยซ้ำ ขณะนี้คนที่ออกไปมีแค่ จ.เลย 3 คนเท่านั้น อย่างไรก็ตามการพูดคุยของพรรคยืนยันว่าทำไปตามกฎหมาย เรามีการพูดคุยทางโทรศัพท์หรือกินกาแฟกันบ้าง แต่ไม่ได้มานั่งประชุมพูดคุย จึงไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมือง ตรงกันข้ามกับพรรคที่กำลังตั้งใหม่ที่ก็มีการประชุมพูดคุยกันอย่างโจ่งแจ้งแต่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร
เหน็บกกต.ต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือ
พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ระบุว่าการเดินสายพูดคุยทางการเมืองเพื่อทาบทามอดีตนักการเมืองไปร่วมงานของกลุ่มสามมิตรไม่ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพราะไม่ได้รวมตัวกันเพื่อปั่นป่วนทำให้เกิดความวุ่นวายในรัฐบาล ว่า การพูดลักษณะนั้นเห็นได้ว่าสองมาตรฐาน กลุ่มสามมิตรจะทำอะไรก็ได้ กระทั่งเดินสายดูดนักการเมืองก็ไม่ผิดคำสั่งคสช. แต่พรรคเพื่อไทยจะขยับทำอะไรต้องถูกจับจ้องกล่าวหาว่าผิดคำสั่งคสช. เป็นการทำกิจกรรมทางการเมืองไปหมด ทั้งนี้ได้รับรายงานจากอดีตส.ส.ภาคต่างๆ ของพรรคว่ามีทั้งทหารตำรวจฝ่ายปกครองไปล็อบบี้เคลื่อนไหว โดยได้บอกให้ทุกคนใช้ความอดทนต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและให้ประชาชนตัดสินและหวังว่าประชาชนคงจะเข้าใจ
นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 30 ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองหรือผู้ใด ให้เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจให้บุคคลสมัครเข้าเป็นสมาชิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี มีโทษปรับให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง และนำไปสู่การยุบพรรค นับเป็นความผิดทางการเมืองที่รุนแรง และสวนทางกับการปฏิรูปการเมืองหรือไม่
ทั้งมีการเสนอเงิน เสนองบประมาณ หรือคำสัญญาที่จะช่วยเหลือเรื่องคดีความ จะช่วยให้อดีต ส.ส.ที่ถูกดูด รอดพ้นจากคดี หากช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้ จะต้องเข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทำลายระบบนิติรัฐของประเทศหรือไม่ รัฐบาล คสช.มาแล้วก็ไป แต่กกต.ควรจะสนใจ ใส่ใจในเหล่าเรื่องนี้หรือไม่ งบจัดการเลือกตั้ง 5 พันล้านบาท ถ้าทำได้เท่านี้ก็ควรพิจารณาตัวเอง ทำอย่างไร กกต.จึงจะเป็นองค์กรที่เป็นหลัก เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน สุจริตและเที่ยงธรรม โดยเสมอภาค ไม่นำองค์กรไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อการสืบทอดอำนาจของใคร หรือไม่
ปชป.ชี้ปชช.จับตาพรรคใหม่-คสช.
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละกลุ่มบุคคลที่จะออกมาสนับสนุนใคร สิ่งสำคัญคือผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะต้องสร้างบรรยากาศให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใสไม่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อการเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผู้มีอำนาจจะต้องระมัดระวัง ไม่ทำให้สังคมเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะไม่ได้แสดงออกชัดเจนว่า ยินดีต่อการสนับสนุนนั้นหรือไม่ แต่ก็ถือว่ามีผลต่อความไม่เป็นธรรมทางการเมือง ที่ควรมีการดำเนินการทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเตรียมประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง พร้อมปฏิเสธแสดงความเห็นต่อท่าทีของ พล.อ.ประวิตร ที่มีท่าทีชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เช่นกันนั้น ส่วนตัวมองว่าประชาชนและสังคมจะจับตาดูเองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่
เมื่อถามว่ามีกระแสดูดส.ส.หลายพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่ล่าสุดมีข่าวดึงตัว นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตส.ส.ของพรรค นายองอาจ กล่าวยืนยันว่า นายอภิรักษ์ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ขณะที่เจ้าตัวขอเวลาดำเนินธุรกิจของตนเองในขณะนี้ก่อน ซึ่งตนไม่สามารถคาดการณ์แทนหรือตอบได้ว่าอนาคตนายอภิรักษ์จะลงเล่นการเมืองหรือไม่
“ประเด็นการดูด ส.ส.ของกลุ่มการเมืองจะขัดต่อกฎหมาย พ.ร.ป.พรรคการเมืองหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องไปดูว่าขัดกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่าพรรคจะไม่ทำหนังสือถึงคสช. เพื่อขอดำเนินกิจกรรมพรรคการเมืองก่อนที่คสช.จะประชุมพิจารณาผลการหารือร่วมพรรคการเมืองกับคสช.ก่อนหน้านี้” นายองอาจกล่าว
ไม่เห็นด้วยแนวคิดกทม.ยกเลิกส.ข.
พร้อมกันนี้นายองอาจยังกล่าวคัดค้านการยกเลิกสมาชิกสภาเขตกทม.(ส.ข.)ภายหลังกรุงเทพมหานคร(กทม.)ทำหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่..) พ.ศ. ...โดยมีเนื้อหาให้ยกเลิกการเลือกตั้งส.ข. และไปใช้รูปแบบการแต่งตั้งหรือคัดเลือกโดยตรงจากผู้อำนวยการเขต ที่เรียกว่าประชาคมเขต ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในฐานะผู้เลือกตัวแทนระดับท้องถิ่นโดยตรง ขณะเดียวกันยังทำให้การทำงานไม่เกิดความโปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ส.ข.ได้ทำงานและพัฒนาพื้นที่ระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดกับประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งหากมีการยกเลิกเสมือนการถอยหลังเข้าคลองและไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
เมื่อถามว่ามีการอ้างสาเหตุยกเลิกส.ข.ว่ามาจากรายงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ว่า ส.ข.เป็นหัวคะแนนนักการเมืองนั้น นายองอาจ กล่าวว่า ส.ข.ไม่ได้เป็นหัวคะแนนของใคร แต่ถือเป็นนักการเมืองท้องถิ่นอยู่แล้ว มีการทำงานใกล้ชิดกับนักการเมืองทุกกลุ่ม และเป็นตัวแทนประชาชน ในการตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารเขต ซึ่งหากส.ข.มาจากการแต่งตั้งแล้วส.ข.คนไหนจะไปตรวจสอบคนที่แต่งตั้งมาได้ ซึ่งก็เท่ากับว่าทำให้ประชาชนเสียผลประโยชน์อย่างมาก
กกต.เผยยื่นขอจดตั้ง113พรรค
รายงานข่าวจาก กกต.เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำขอจดแจ้งการเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองต่อกกต.จนถึงปัจจุบันมีกลุ่มการเมืองยื่นคำขอจำนวนทั้งสิ้น 113 พรรค โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ออกหนังสือใบรับรองแจ้งการจัดตั้งพรรค (พ.ก.7/2 ) จำนวน 80 พรรค ส่วนการยื่นจัดตั้งพรรคการเมือง มีพรรคที่ยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้ง จำนวน 10 พรรค โดยมีผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรค จำนวนทั้งสิ้น 7,602 คน โดยทั้ง 10 พรรค อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของคุณสมบัติ ข้อมูล เอกสารหลักฐานต่างๆ จำนวน 8 พรรค และอยู่ระหว่างเสนอนายทะเบียนเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณา จำนวน 2 พรรค คือ พรรคประชามติและพรรคทางเลือกใหม่
ปชช.ชี้ควรเคาะวันกาบัตรให้ชัด
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,136 คน เรื่องช่วยกันคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2562 โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 26-30 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนกรณีที่รัฐบาลได้มีการหารือกับ กกต. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และพรรคการเมือง เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง โดยมีการวางกรอบเวลาการเลือกตั้งในช่วง 24 กุมภาพันธ์–5 พฤษภาคม 2562 ทำให้การกำหนดวันเลือกตั้งในปี 2562 เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
ทั้งนี้พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.17 เห็นด้วย เป็นข่าวดี อยากให้มีการเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 27.08 มองว่า เป็นเพียงการคาดคะเน ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ส่วนความเชื่อมั่นว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 36.88 ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าจะมีเลือกตั้ง เพราะบ้านเมืองยังมีปัญหา ยังมีความวุ่นวาย มีข้อมูลหลายกระแส ยังไม่รู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ขณะเดียวกันผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 57.54 ต่างมองว่า นายกรัฐมนตรีควรออกมาประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยระบุวัน เวลา ที่แน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ขณะที่ผลดีของการเลือกตั้งในปี 2562 คือเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้ใช้สิทธิ มีส่วนร่วมทางการเมือง ส่วนผลเสียคือ เศรษฐกิจแย่ลงกว่าเดิม ต่างชาติไม่เชื่อมั่น ไม่มาลงทุน อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 52.34 เชื่อว่า เลือกตั้งแล้วการเมืองไทยจะดีขึ้น เพราะการเมืองมีเสถียรภาพ เป็นประชาธิปไตย ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต่างชาติเชื่อมั่น
ภริยาประธานสนช.ถึงแก่กรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอารยา วิชิตชลชัย ภรรยา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงแก้อนิจกรรม ด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เมื่อช่วงคืนวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยนางอารยาได้รับการรักษาโรคมะเร็งปอดมากว่า 5 ปี สิริอายุรวมทั้งสิ้น 64 ปี ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 5 วัดโสมนัสวิหาร เขตป้อมปราบฯ กทม.
โดยในวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และสวดพระอภิธรรมในเวลา 18.00 น. วันอังคารที่ 3 และวันพุธที่ 4 กรกฎาคม เวลา 18.30 น. พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมในพระราชานุเคราะห์ และวันพฤหัสบดีที่ 5-วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม เวลา 18.30 น. สวดพระอภิธรรม เสร็จแล้วบรรจุศพ



