
ห้ามเข้าถ้ำพระยาปราบหวั่นซ้ำรอยถ้ำหลวง
ราชบุรีปิดป้ายห้ามเข้า "ถ้ำพระยาปราบ" ฤดูฝน-ฝนตกหนัก หวั่นซ้ำรอย "ถ้ำหลวง"
28 มิ.ย. 61 นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอเมือง จ.ราชบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพลับพลา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในตำบลเกาะพลับพลา ได้นำป้าย "ฤดูฝน/ฝนตกหนักอันตราย ห้ามเข้าเด็ดขาด" ไปติดไว้ที่หน้าถ้ำพระยาปราบ หมู่ 6 ต.เกาะพลับพลา อ.เมือง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นถ้ำที่มีการสำรวจพบเมื่อ 20 ปีก่อน และมักจะมีผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยภายในถ้ำแวะเวียนเข้าไปเที่ยวเป็นประจำ สภาพภายในถ้ำดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศลักษณะคล้ายกับถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ที่มีกลุ่มนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีมหมูป่า รวม 13 ชีวิต เข้าไปติดอยู่ภายในหลายวัน ยังไม่สามารถช่วยเหลือนำออกมาได้ ซึ่งนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้สั่งการให้นายอำเภอทุกแห่งเร่งสำรวจถ้ำที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เนื่องจากหวั่นเกรงจะเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้น
นายรณภพ เวียงสิมมา นายอำเภอเมือง จ.ราชบุรี เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวว่ามีนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี่แม่สายเข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย นั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้ทุกอำเภอสำรวจ ถ้ำ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่อาจจะเกิดอันตรายในฤดูน้ำหลากได้ ซึ่งเขตพื้นที่ อ.เมือง นั้นได้ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งสำรวจถ้ำ พบว่า มีถ้ำพระยาปราบซึ่งอยู่ในเขาพระยาปราบ ภายในถ้ำมีลักษณะคล้ายกับถ้ำที่เกิดเหตุที่ จ.เชียงราย โดยลักษณะทางเข้าจะแคบๆ เมื่อเข้าไปในถ้ำจะพบห้องโถงใหญ่ โดยถ้ำลักษณะนี้จะเป็นที่ชื่นชอบของนักผจญภัย ซึ่งในฤดูแล้งสามารถเข้าไปในถ้ำได้สะดวกพอสมควร แต่หากเป็นช่วงหน้าฝนอย่างเมื่อสักครู่ที่เข้าไปดูบริเวณหน้าปากถ้ำนั้น มีน้ำอยู่เต็มถ้ำ ซึ่งถ้าเกิดตอนเข้าไปแล้วน้ำแห้งและมีฝนตกหนักขึ้น อาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกับที่ จ.เชียงราย ได้ ทาง อบต.เกาะพลับพลา จึงได้จัดทำป้ายแจ้งเตือนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งฤดูฝนหรือนอกฤดูฝนที่เกิดฝนตกหนัก ห้ามเข้าโดยเด็ดขาด
นายธวิทย์ กุศลอภิบาล อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะพลับพลา เปิดเผยว่า เป็นถ้ำในสมัยโบราณ มีมาอยู่คู่กับเขาพระยาปราบนานแล้ว ต่อมามีคนเข้าไปสำรวจและออกมาบอกกับชาวบ้านว่า ข้างในถ้ำมีลักษณะสวยงามมาก สมัยตนเองยังเป็นเด็กๆ มีพระได้เข้าไปอยู่ในถ้ำ รวมถึงชาวต่างประเทศได้เข้าไปสำรวจพร้อมกับเก็บตัวแมงมุมที่อาศัยอยู่ในถ้ำใส่กล่องกลับไป แล้วยังบอกว่าถ้ำที่นี่สวยงามมีหินงอกหินย้อย ภายในถ้ำจะมีห้องโถง น้ำไหลผ่าน ส่วนใหญ่ที่เข้าไปจะเป็นช่วงฤดูแล้ง ส่วนตนเองนั้นเคยเข้าไปสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2543 โดยจังหวัดมีโครงการให้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวในสมัยนั้น ซึ่งเคยได้เข้าไปสำรวจภายในถ้ำมาแล้วด้วยกว่า 10 ปีผ่านมาแล้ว ซึ่งหากคำนวณระยะทางเข้าไปในถ้ำจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่โยธาของ อบต.เกาะพลับพลา นั้นคาดว่ามีความยาวประมาณ 250 เมตร และจะมีห้องโถงขนาดกว้าง 50 คูณ 50 เมตร จะมีซอกซอยต่างๆ ให้เดินได้อีก ช่วงหน้าฝนจะไม่ค่อยมีคนเข้าไป ส่วนใหญ่จะมีผู้ใหญ่บ้านนำป้ายมาติดเตือนประชาชนในพื้นที่ไม่ให้เข้าไปด้านใน เกรงจะเกิดอันตราย ซึ่งเคยมีการร่วมกันหลายฝ่ายสำรวจพื้นที่แล้วว่าจะนำดินโคลนด้านในถ้ำออกมา เพื่อจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้น แต่ต่อมาไม่ได้มีการสานต่อนโยบายจากจังหวัดอีกจนเงียบไป สำหรับทางออกของถ้ำจะมีปล่องอยู่ด้านบนถ้ำจะมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
สำหรับประวัติถ้ำพระยาปราบ ได้มีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่า มีพระยาคนหนึ่งแต่ไม่ทราบชื่อ นำกองกำลังมาปราบทหารพม่าอยู่ที่เขาแห่งนี้ เมื่อพม่ายกกองทัพออกไป ชาวบ้านจึงตั้งชื่อเขาลูกนี้ว่า “เขาพระยาปราบ” จนถึงปัจจุบันต่อมาได้เคยมีการเข้าไปสำรวจ พบว่า จะมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว บริเวณปากถ้ำเป็นรูแคบต้องคลานและลอดช่องหินเข้าไปด้านใน เมื่อลอดเข้าไปในถ้ำชั้นแรกจะเป็นห้องโถงใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม น้ำหยดที่ลงมาจากเขาสะสมหลายพันปี ก่อให้เกิดหินงอกหินย้อยมีรูปร่างลักษณะเป็นชั้นๆ ลวดลายคล้ายฟันปลา เมื่อกระทบแสงไฟเกิดเป็นประกายระยิบระยับเหมือนประกายเพชร บางแห่งเคาะเป็นเสียงดังคล้ายระฆัง ยังคงอยู่เป็นธรรมชาติปราศจากการทำลายของมนุษย์ ซึ่งเส้นทางการเดินสลับซับซ้อนวกไปวนมา หากไม่ใช้เชือกผูกไว้ที่ปากถ้ำแล้วดึงเชือกลงไปด้วย ก็จะกลับออกมาไม่ถูก เนื่องจากด้านในของถ้ำเป็นพื้นที่กว้าง ที่สำคัญคนที่เข้าไปนั้นสามารถหายใจได้สะดวก เนื่องจากด้านบนนั้นมีปล่องที่สามารถมองทะลุขึ้นมาเห็นด้านบนได้ มีความลึกประมาณ 3 - 4 เมตร นอกจากนี้ด้านในยังมีฝูงค้างคาวเกาะอาศัยอยู่บนผนังถ้ำ และยังพบรากไทรที่เลื้อยคลานมาตามซอกหิน ย้อยลงมาจากผนังถ้ำเป็นสายมองดูเป็นศิลปะที่สวยงาม



