
"บิ๊กตู่"เคาะก.ย.ถกพรรคปลดล็อก-สอบภาพผกก.หนุ่ยเดินตาม"ปู"
'บิ๊กตู่'ยันนั่งหัวโต๊ะถกพรรคการเมืองรอบสองกันยายนนี้ "ศรีวราห์" สั่งสอบภาพผกก.หนุ่ยเดินตาม"ปู"เรียกรายงานตัวด่วน ส่วนครม.ไฟเขียวญาติ"บิ๊กป้อม"นั่งกรรมการกฟภ.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 มิถุนายน ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุมที่บริเวณโถงกลางตึกบัญชาการ 1 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) นำคณะเข้าพบนายกฯ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการรณรงค์ “กำจัดลูกน้ำยุงลาย ลดป่วยตายด้วยโรคไข้เลือดออก” โดยมี “กวาง” กมลชนก เขมะโยธิน ดารานักแสดงร่วมรณรงค์
บิ๊กตู่เหน็บคนลายกัดเจ็บกว่ายุง
ขณะที่นายกฯ ได้สอบถามสถานการณ์พร้อมกำชับการควบคุมการแพร่ระบาดยุงลาย พร้อมขอให้ช่วยกันกำจัดยุงลาย กำจัดไข่ยุงป้องกันตัวเอง ต้องรู้ป้องกันอย่างไร จะได้ป้องกันตัวเองถูก และปีนี้ฝนตกชุก ขอให้คว่ำภาชนะเลี้ยงปลาป้องกันลูกน้ำ ต้องช่วยกันเพราะทรัพยากรมนุษย์สำคัญที่สุด ถ้าป่วยไข้ไปวันหน้าจะมีปัญหา ดังนั้นทุกคนต้องเรียนรู้ป้องกันก่อนการแก้ไข ทุกหน่วยงานต้องร่วมกัน ขอให้จัดกิจกรรม เพราะการกำจัดยุงลายต้องรณรงค์ป้องกันทั้งประเทศ “วันนี้โรคมีหลายโรค โรคจากยุงก็มี โรคจากคนก็มี ยุงลาย คนลายก็มี แต่คนลายกัดเจ็บ”
ปลื้มนร. ร้องคืนความสุขให้ฟัง
จากนั้น พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก นำคณะเข้าพบเพื่อจัดแสดงนิทรรศการตามโครงการบทเพลงรักแห่งแผ่นดิน ปีที่ 8 “อุ่นใจใต้ร่มพระบารมี”
ต่อมานายกิตตินันท์ ชินสำราญ หรือ กิต เดอะวอยซ์ ขับร้องเพลง “สยามินทร์ราชามหาวชิราลงกรณ” โดยนายกฯ กล่าวว่า บทเพลงนี้มีความหมายดี โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้คือสิ่งที่พระองค์ท่านรัชกาลที่ 9 เริ่มไว้ทั้งหมด ซึ่งรัชกาลที่ 10 ทรงต่อยอด สืบสานรักษาไว้ เป็นสิ่งที่ประเทศไทยเราไม่เหมือนประเทศอื่น ไปไหนภูมิใจ ไปต่างประเทศก็พูดกับเขาถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จากนั้นนายวัชรากร วังก้อน หรือน้องปุ๊บปั๊บ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 6 โรงเรียนท่าบ่อ อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย ได้ร้องท่อนฮุกของเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” ขณะที่นายกฯ ขอให้ร้องทั้งเพลง พร้อมกล่าวว่า เพลงนี้เพราะและมีความหมายดีทั้งเพลง จากนั้นนายกฯ ขอให้ช่วยกันร้องเพลงนี้ทั้งเพลง และนายกฯ ได้ร่วมร้องด้วย และเมื่อร้องจบนายกฯ กล่าวว่า “ทั้งเพลงมีโรดแม็พของมันอยู่”
น้ำตาคลอฟังเพลงเทิดพระเกียรติ
ขณะเดียวกันนายกฯ ยังขอให้กิต เดอะวอยซ์ ร้องเพลง “con te partiro” และเพลง ”La vie en vose” ซึ่งเป็นเพลงแนวคลาสสิก โดยนายกฯ กล่าวว่า เราอยู่แบบพหุสังคม ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหนก็มีความสุขในแผ่นดินไทย และทุกเพลงมีความหมาย ที่ให้ร้องให้ฟังไม่ใช่ว่าจะเป็นพวกไฮคลาส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสอนและรับสั่งไว้ว่า เราต้องเรียนรู้เขาเหมือนกัน เพลงทั้งหมดนี้เป็นเพลงตอนที่ตามเสด็จก็พอจำได้อยู่บ้าง ทำนองและเสียงเพลงต่างๆ ไพเราะ ส่วนเพลงไทยก็ไพเราะเหมือนกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าระหว่างที่นายกฯ ฟังเพลง “สยามินทร์ราชามหาวชิราลงกรณ” และเพลง “คู่ฟ้าคู่แผ่นดิน” นายกฯ ถึงกลับน้ำตาคลอ
จวกปู-แม้วเหตุรำคาญพวกต้าน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งว่า ก่อนเลือกตั้งอยากให้บ้านเมืองสงบ จะต้องปรองดองให้ได้ก่อน ไม่อยากไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร สิ่งที่พูดไปเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้โจมตีคนที่หนีไปอยู่ต่างประเทศ เพราะระหว่างเดินทางเยือนอังกฤษและฝรั่งเศส มีคนมาต่อต้าน ซึ่งบางทีก็รำคาญ ไม่อยากให้ทำเช่นนั้น ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้ไปต่อว่าอะไรใคร
“วันนี้ต้องทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตย เลือกตั้งให้ได้ ซึ่งก็มีการคุยกันมาแล้ว ถ้าไปไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน จึงอยากให้ทุกคนช่วยกัน” นายกฯ กล่าว
ย้ำถกพรรคการเมืองรอบสองก.ย.นี้
เมื่อถามถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้คิดว่าควรจะมีระบบไพรมารีโหวตอยู่หรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะทุกเรื่องที่เสนอมาจากพรรคการเมืองต่างๆ รัฐบาลและคสช.กำลังพิจารณา เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น โปร่งใส ถูกต้อง และยุติธรรม ส่วนการให้เสรีในการหาเสียงต่างๆ มีกำหนดเวลาอยู่แล้ว และคาดว่าจะเพียงพอต่อการหาเสียง อาจจะมากบ้างน้อยบ้างก็ต้องทำได้ เพราะกำลังขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน และไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯ หรือคสช. เนื่องจากต้องรับผิดชอบเรื่องความมั่งคง ซึ่งต้องทำให้สถานการณ์นิ่งและมีเสถียรภาพ แต่ไม่ใช่ในระหว่างนี้จะมุ่งการเมืองอย่างเดียว จนทำให้การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ แย่ลงไปหมด จะทำอย่างไร จึงต้องไปปรามคนอื่นบ้าง ส่วนการนัดประชุมพรรคการเมืองในครั้งถัดไปนั้น จากการสอบถามฝ่ายความมั่งคง คาดว่าจะเกิดในช่วงเดือนกันยายนนี้ เพราะยังมีเวลาอยู่ โดยช่วงนี้ก็รับฟังการสื่อสารมาโดยตลอด
กั๊กเปิดตัวก.ย.-ยันยู่ยาวเลือกตั้งจบ
ส่วนที่ถามจะประกาศตัวเข้าสู่วงการเมืองในช่วงเดือนกันยายนนี้ ตามที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่เข้าใจว่าอะไรคือการเปิดตัวหรือปิดตัว วันนี้ขอทำงานก่อนได้หรือไม่ เพราะไม่รู้ว่าจะเปิดและปิดอะไร ซึ่งเวลาก็มีอยู่ตามเวลาไง จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร และพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ลงมายังรัฐบาล จากนั้นจะมีการหารือนักการเมืองอีกครั้งเนื่องจากทุกอย่างนับหนึ่งได้ตอนนั้น เมื่อกฎหมายออกมาพร้อม
“ขอให้สื่อเผยแพร่สิ่งที่ดีของประเทศเราด้วย หากเสนอแต่ความขัดแย้งก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะยังไงผมก็ยังอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมก็อยู่รับผิดชอบจนกว่าการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ทุกอย่างมีระยะเวลาอยู่แล้ว จะเร่งรัดอะไรกัน และฝากนักการเมือง พรรคการเมืองให้คิดเพื่อประเทศชาติด้วย ถ้าไม่มีคดีความก็มาช่วยกันพัฒนาประเทศ หากมีคดีก็ต่อสู้กันไป เพราะผมประนีประนอมให้ใครไม่ได้ ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างระมัดระวังที่สุด” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ยันไม่เคยก้าวล่วงอดีตนายกฯ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า หลังจากลงจากเครื่องไม่ได้หงุดหงิดเพราะไปเจอใคร แต่เห็นคนไทยบางคนที่ไปประท้วง ซึ่งเป็นภาพไม่งดงาม ทำให้อาจหงุดหงิดอยู่บ้างกับคนเหล่านี้ แต่มีอีกพวก 300-400 คนที่มาให้กำลังใจ ที่มองถึงความเปลี่ยนแปลงของไทยที่กำลังเกิดขึ้นและคาดหวังอนาคต แต่มีคนเพียงไม่กี่คน ไม่ได้หมายถึงใครที่เป็นอดีตนายกฯ เพราะไม่เคยไปก้าวล่วง เว้นแต่อย่ามาก้าวล่วงก่อน ซึ่งให้เกียรติเสมอ แต่ไม่ได้ไปเกี้ยเซียะใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถทำได้มีกฎหมายทุกตัว เป็นเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แต่คนอื่นๆ ที่อยู่ที่นั่นไม่รู้อยู่ได้อย่างไร และยังไปพูดจาเสียหายทุกเรื่อง อีกทั้งดูโทรทัศน์ต่างประเทศมีข่าวทุกประเทศถูกนำเสนอ จึงขอฝากสื่ออะไรที่ไม่ดีไม่งาม หากเผยแพร่มากๆ ก็จะไปถึงต่างประเทศหมด
พ้อไม่โง่ภาษาอังกฤษวอนอย่าดูถูก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ไปต่างประเทศฟังรู้เรื่องหมด ไม่ใช่ว่าเก่งแต่ล่ามก็เก่งแปลที่พูดทุกอย่าง หากเป็นการพูดคุยธรรมดาปกติก็พอคุยได้บ้าง พอจะฉลาดอยู่บ้าง จึงขออย่าดูถูกกันเองมากนัก ซึ่งเขาไม่ได้พูดเพราะเป็นตนแต่พูดกับประเทศไทย แล้วเราจะทำให้ขัดแย้งกันอีกทำไม จะให้ต่างชาติอ้อมไปที่อื่นหรืออย่างไร ไม่เข้าใจตรงนี้ จึงขอให้เสนออะไรที่เป็นเรื่องดีและความก้าวหน้าด้วย ขณะเดียวกันวันนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย จึงขอความกรุณาเสนอทั้งสองทางทั้งดีด้วย ส่วนเรื่องร้ายเล็กน้อยอย่าไปขยายความให้ร้ายมาก ซึ่งจากการเปิดดูคลิปและวิดีโอรู้สึกโมโหจนเลิกโมโหไปแล้ว เพราะมีคนส่วนหนึ่งที่ยังแย่ แต่ยืนยันไม่ทำให้เสียสมาธิ เพราะมีสติ เกิดปัญญาในการคิดและสั่งงานทุกวัน
"ผมพยายามพูดในสิ่งที่ดีๆ แต่สื่อก็ไปหยิบเอาประเด็นว่าผมพูดผิดตรงไหน อะไรเป็นประเด็นที่จะเขียนและขายข่าวได้มานำเสนอ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน สมเด็จพระสังฆราช ทรงประทานพรลงมาว่า ทุกคนต้องมีสติ เพราะเมื่อมีสติก็จะเกิดปัญญาถ้าไม่มีสติก็ไม่เกิดปัญญา สติปัญญาก็ไม่ได้ใช้ ก็เอาไปใช้เพื่อสร้างความขัดแย้งกันต่อไป นี่คือคำจากพระจากสมเด็จพระสังฆราช” นายกรัฐมนตรีกล่าว
เมิน“ไทม์” เปรียบ“สฤษดิ์น้อย”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการห้ามนิตยสารไทม์ที่เปรียบเทียบเป็น “สฤษดิ์น้อย” ขายภายในประเทศไทย ว่าใครจะไปห้าม ห้ามได้หรือไม่ ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก เพราะเขามาสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเอาคนอื่นมาสัมภาษณ์ด้วย แต่อยู่ที่คนไทยเชื่อมั่นแค่ไหนอย่างไร เพราะคิดว่ามาทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่มีห้ามขายทั้งสิ้น ก็จะไปอุดหนุนซื้อมาสัก 10 ฉบับเลย ซื้อมาเก็บไว้ แต่หน้าไม่หล่อเลย หน้าปกอ่ะ ถ่ายรูปไปตั้งร้อยกว่ารูป และพยายามสร้างท็อปปิกขึ้นมาเท่านั้นเอง ก็เหมือนสื่ออื่นๆ ก็เข้าใจ
เผยนอนไม่หลับปปช.เดือดร้อน
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงปัญหาระบบไฟฟ้าบีทีเอส ขัดข้อง ส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับความเดือดร้อนว่าเรื่องนี้มีปัญหามาโดยตลอด เพราะบีทีเอสใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งวันนี้มีปัญหาในด้านระบบสัญญาณ ซึ่ง กสทช.กำลังแก้ไขปัญหาอยู่ โดยแบนด์วิด (การรับส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต) อาจจะใกล้กับสัญญาณของรถไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลเข้าใจถึงความลำบากของประชาชน รัฐบาลเป็นทุกข์ในทุกเรื่องที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะตน กินไม่ได้นอนไม่หลับในทุกเรื่อง
“ผมเดินทางไปที่อังกฤษและฝรั่งเศสก็มีปัญหาเช่นกัน มีการหยุดงานประท้วง แต่การประท้วงของเขาเป็นไปในลักษณะที่รถไฟเคยวิ่ง 10 ขบวน ก็เหลือแค่ 8 ขบวน ไม่ประท้วงหมด เขาไม่ทำอะไรให้เกิดความเดือดร้อนมาก ซึ่งประชาชนก็ต้องยอมรับ เพราะเป็นเรื่องของประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประท้วงทุกอย่างจนเหมือนทุกอย่างล้มเหลว อย่างไรก็ตาม เราจะต้องเร่งรัดการพัฒนา และการลงทุนกับต่างชาตินับจากนี้จะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทย ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาดูแลประชาชนและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่จะให้สิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว เราจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความไร้รอยต่อ ซึ่งทุกประเทศยินดีที่จะสร้างงานสร้างอาชีพ รับคนไทยเข้าทำงานในบริษัท” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
“พท.”ป้อง“แม้ว-ปู”ปมโจมตีไทย
ขณะที่นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าไม่ควรให้เกียรติคนที่ทำผิดแล้วหนีไปอยู่ต่างประเทศรวมถึงพลเมืองชั้นสองนั้น อยากถามพล.อ.ประยุทธ์ว่าหมายความถึงนายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ใช่หรือไม่ ทั้งนี้ นายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถามว่านายกฯ ที่มาจากการยึดอำนาจ สากลโลกไม่ยอมรับ ควรเป็นนายกฯ ชั้นไหน มีเครดิตเท่ากันหรือไม่ สังคมโลกจะยอมรับนายกฯ แบบไหนมากกว่ากัน จะเห็นว่าต่างประเทศยอมรับและให้เกียรตินายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างมาก เพราะทั้งคู่เคยเป็นนายกฯ ของประเทศไทย จะไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลก
นายวรชัยกล่าวอีกว่า ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่านายทักษิณให้สัมภาษณ์โจมตีประเทศไทยนั้น ไม่เห็นว่าอดีตนายกฯ ทั้งคู่จะให้สัมภาษณ์โจมตีประเทศไทยตรงไหน มีเพียงการระบุว่าคนที่ทำรัฐประหารและยึดอำนาจไปนั้นบริหารประเทศถอยหลัง ทำประเทศมีหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น เกษตรกรเกือบทุกประเภทยากจน ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ถือเป็นการพูดถึงสถานการณ์และตัวบุคคล โดยท่านพูดด้วยความเป็นห่วงคนไทยและรักประเทศไทย ไม่ได้เป็นการโจมตีประเทศเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นอยากถามว่าใครกันแน่ที่ทำประเทศล้าหลัง พล.อ.ประยุทธ์ควรดูตัวเองด้วย
บิ๊กป้อมรายงานผลถกพรรคต่อครม.
วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้รายงานให้ที่ประชุมครม.ทราบถึงกรณีการเชิญผู้เกี่ยวข้องในแวดวงการเมืองมาร่วมพูดคุย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ร่วมชี้แจง โดยหารือกันในหลายประเด็นทั้งปัจจัยในการพิจารณาจัดการเลือกตั้ง กรอบเวลาตามโรดแม็พ แนวทางการดำเนินการในอนาคต รวมถึงเปิดโอกาสให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้ซักถามและแสดงความคิดเห็น พล.อ.ประวิตร แจ้งว่ามีพรรคการเมืองมาร่วมพูดคุยกว่า 70 พรรค มีตัวแทนทั้งสิ้น 227 คน ซึ่งผลจากการหารือสรุปได้ว่าการหารือในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองและกกต. เชื่อว่าสามารถช่วยผ่อนคลายปัญหาความไม่เข้าใจแก่พรรคการเมืองและประชาชนได้ช่วยสร้างความมั่นใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
“พล.อ.ประวิตรได้นำรายละเอียดปัญหาต่างๆ ในการพูดคุยมานำเรียนนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว สำหรับการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการทางการเมืองให้กกต.และพรรคการเมืองสามารถดำเนินการในบางเรื่องที่คิดว่ามีความจำเป็นสำหรับเตรียมการ หรือเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งตามโรดแม็พ” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
‘วิษณุ’ชี้อย่าห่วงปมนับเวลาเลือกตั้ง
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการจัดการเลือกตั้งช่วงระยะเวลา 150 วันจะนับรวมช่วงเวลาที่คณะกรรมการการเลือก (กกต.) จะรับรองผลการเลือกตั้งหรือไม่ ว่าอย่าไปพูดให้ยาว ยืนยันว่าหากมีปัญหาขัดแย้งไม่ใช่รัฐบาลเป็นคนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ใครสงสัยก็ไปส่งเอง ศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับก็ไม่รู้ และกกต.ชุดปัจจุบันก็ไม่ได้สงสัย แต่ขณะนั้นนายสมชัย ศรีสุทธิยากร สงสัยอยู่คนเดียว ถ้าชุดใหม่เข้ามาไม่สงสัยเรื่องก็จบ ไม่ต้องตีตนไปก่อนไข้ ถ้าจัดการเลือกตั้งเวลาเหลือมากกว่า 60 วันอยู่แล้ว
ดูดอีกอดีตรมช.ศธ.โผล่ทำเนียบ
เกี่ยวกับกระแสดูดอดีตส.ส.พรรคกรเมืองต่างๆ เข้าพรรคพลังประชารัฐนั้น วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตรมช.ศึกษาธิการ ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ปรากฏตัวที่ทำเนียบรัฐบาลในขณะที่กำลังมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเมื่อถามถึงนายสุรพร ก็เดินเข้ามาทักทายกลุ่มผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาลอย่างอารมณ์ดี โดยนายสุรพร ตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า “มากินกาแฟ” และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามการมาปรากฏตัวในครั้งนี้ นายสุรพร ตัดบทว่า “เดี๋ยวคงได้เจอกันบ่อยๆ”
มีรายงานว่า นายสุรพร มีความใกล้ชิดกับกลุ่มสามมิตร ของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงคาดว่านายสุรพรอาจจะได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางการเมืองในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ซึ่งเป็นพี่ชายของนายสุรพร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์และอีกหลายตำแหน่งที่สำคัญที่เกี่ยวข้องด้านการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงินซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นในช่วงรัฐบาลชุดนี้
ศรีวราห์สอบภาพผกก.หนุ่ยเดินตามปู
ความคืบหน้ากรณีปรากฏภาพพ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย ผกก.ฝ่ายวิจัยและพัฒนา กองพัฒนาการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล อดีตนายตำรวจติดตามน.ส.ยิ่งลักษ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินตามและถือถุงช็อปปิ้งให้อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา อยู่ระหว่างหลบหนี ซึ่งก่อนหน้านี้มีการส่งต่อในโลกออนไลน์ พร้อมอ้างว่าภาพดังกล่าวถ่ายที่ประเทศอังกฤษ
วันเดียวกันเมื่อเวลา 15.20 น. ที่บน.6 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) กล่าวชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า หลังปรากฏภาพได้สอบถามไปยัง พล.ต.ท.สราวุฒิ การพาณิช ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) ทราบว่า พ.ต.อ.วทัญญู ได้ยื่นลาราชการระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน-13 กรกฎาคม โดยระบุว่าลาไปจัดการเรื่องที่เรียนของบุตรที่ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อปรากฏภาพดังกล่าวหากพิสูจน์ว่าเป็นภาพจริงไม่ใช่การตัดต่อและเป็นภาพในปัจจุบัน ถือว่าไม่เหมาะสมในฐานะที่ยังรับราชการอยู่ แม้อยู่ระหว่างลาก็ยังเป็นราชการ หากอยู่ในราชอาณาจักรไทยถือว่าผิดกฎหมายอาญา แต่กรณีนี้ถือว่าผิดวินัย
รองผบ.ตร.กล่าวต่อว่า สั่งการให้สันติบาลระงับการลาแล้ว ทำให้ พ.ต.อ.วทัญญู ต้องรีบกลับมารายงานตัว ไม่เช่นนั้นถือว่าขาดราชการ ขณะเดียวกันสั่งการผบช.ส.ตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามประมวลจริยธรรมตำรวจ และให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวจริงหรือตัดต่อ หากเป็นภาพจริงไม่เหมาะสม แม้พ.ต.อ.วทัญญู จะสนิทสนม เคยเป็นนายตำรวจติดตาม แต่การทำเช่นนี้ถือว่าไม่ถูกต้องเพราะยังเป็นตำรวจอยู่ โดยก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยปรากฏข้อมูลว่าพบปะ ติดต่อกัน
‘วัส’ เซ็งศาลไม่รับคำร้องเซตซีโร่กสม.
ด้านนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้สัมภาษณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งสำเนาคำสั่งที่ 44/2561 ที่ไม่รับคำร้องเซตซีโร่กสม. ไว้พิจารณาวินิจฉัยมาให้แล้ว โดยศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่าการเซตซีโร่กสม. มิได้เกิดจากการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญปี 2560 คุ้มครองไว้อันเป็นผลมาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 48 แต่เป็นผลของพ.ร.ป.ว่าด้วย กสม. พ.ศ.2560 มาตรา 60 วรรคหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้จะต้องให้ศาลอื่นเป็นผู้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 เพื่อพิจารณาวินิจฉัย
“เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสไปเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโปงขบวนการล้มหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญรับรองหรือคุ้มครองเอาไว้ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะคลาดเคลื่อน เพราะคำร้องของผมและคณะเป็นเรื่องคดีอื่นที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 7 (13) ประกอบมาตรา 48 ของพ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการร้องขอเกี่ยวกับการกระทำตามมาตรา 7(11) ประกอบมาตรา 46 ดังนั้นกรณีตามมาตรา 48 ไม่ใช่เรื่องต่อเนื่องจากมาตรา 46 เพราะทั้งกรณีตามมาตรา 46 และมาตรา 48 มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวโดยระบุขั้นตอนการร้องขอไว้ทั้งสองมาตรา และเพื่อไม่ให้ต้องเขียนข้อความซ้ำๆ กันทั้งสองมาตรา กฎหมายจึงบัญญัติให้นำข้อความในอีกมาตราหนึ่งมาใช้บังคับด้วย” นายวัส กล่าว
มติเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่มีนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน เพื่อเชิญผู้สมัครเข้ารับการสรรหาจำนวน 3 คนที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 กำหนด ประกอบด้วย 1.นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด 2.น.ส.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) 3.น.ส.จิตรา พรหมชุติมา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดปราจีนบุรี เข้ารับการสัมภาษณ์และแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดิน ก่อนที่คณะกรรมการสรรหาจะลงมติเลือก นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต เป็นผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 8 (2) ผู้มีประสบการณ์ในการดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 20 ปี โดยเป็นผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้คณะกรรมการสรรหาจะจัดทำรายงานเพื่อเสนอชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินดังกล่าวต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำเข้าที่ประชุมสนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบประวัติและความประพฤติก่อนลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อไป
รัฐสภาใหม่วุ่นยังไม่ลงตัว
วันเดียวกันที่รัฐสภา นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาปรับลดงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่มูลค่า 8 พันล้านบาท ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับลดงบด้านไอทีลง แต่ตัวเลขยังไม่ชัดเจนว่าปรับลดงบมาเหลือเท่าไหร่ สาเหตุที่ล่าช้าเพราะติดปัญหาด้านเทคนิคที่บางรายการไม่สามารถปรับลดลงมาได้ เนื่องจากจะมีผลกระทบตามมา โดยการปรับลดจะมีแนวทางการพิจารณา 3 แนวทาง คือ 1.ปรับลดลงมาทุกรายการ 2.ปรับลดเฉพาะบางรายการ และ 3.ปรับลดสเปก ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าจะพิจารณาปรับลดแล้วส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เมื่อไร แต่จะพยายามทำให้เร็วที่สุด เพราะถ้าช้าจะมีผลกระทบต่อการส่งมอบพื้นที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่จะต้องล่าช้าออกไปอีก
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เร่งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปรับลดงบไอทีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากบริษัท ซิโน-ไทย ต้องการปิดฝ้าเพดานแต่ยังไม่สามารถปิดฝ้าได้เพราะติดปัญหาในเรื่องการติดตั้งระบบไอที ซึ่งขณะนี้ถึงขั้นตอนที่จะต้องปิดฝ้าเพดานอาคารต่างๆ แล้ว แต่เราได้ขอร้องไปยังบริษัทซิโน-ไทย อย่าเพิ่งปิดฝ้า ซึ่งเขาก็มีหงุดหงิดบ้าง เพราะถ้าไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาก็จะเกิดความเสียหายแก่บริษัท
เห็นชอบร่างระเบียบยุทธศาสตร์ชาติ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบว่าด้วยการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอครม.ตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน และดำเนินการต่อไปได้ คือ ให้ยกเลิกภารกิจของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในการรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศปี 2560–2561 ของส่วนราชการ ทุกวันที่ 11 ของทุกเดือน และให้หน่วยงานของรัฐรายงานผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ เมื่อร่างระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รับความเห็นของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ กำหนดให้ สศช. จัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินการประจำปีตามยุทธศาสตร์ชาติเสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครม. หัวหน้าองค์กรในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ และรัฐสภาทราบภายใน 90 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาที่สศช.กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรายงานผลการดำเนินการ
อย่างไรก็ตามสศช.จะต้องเผยแพร่รายงานผลการดำเนินการที่ได้รับจากหน่วยงานของรัฐรายงานสรุปผลการดำเนินการประจำปีให้ประชาชนทราบทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของ สศช. โดยเร็ว
เพิ่มรองเลขาฯศาลรธน.ไม่จำกัด
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอแก้ไขร่างพ.ร.บ.สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2542 สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นหลายประการ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีแนวคิดแก้ไขพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ เดิมพ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน โดยได้มีการขอแก้ไขให้มีจำนวนรองเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญได้ตามความเหมาะสม ให้สอดคล้องกับภารกิจ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องคำนึงคือ ขอให้คณะกรรมการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาว่าควรมีจำนวนเท่าไรในแต่ละช่วงเวลาเนื่องจากเป็นตำแหน่งสำคัญและมีค่าตอบแทนค่อนข้างสูง
พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมตัวแทนจากสำนักงบประมาณเสนอว่าจำนวนรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญนั้น ควรพิจารณาเปรียบเทียบการกำหนดตำแหน่งระดับสูงของหน่วยงานอิสระ ที่มีภารกิจและปริมาณงานในลักษณะที่ใกล้เคียงกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ให้ญาติ“บิ๊กป้อม”นั่งบอร์ดกฟภ
พล.ท.สรรเสริญ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย คือ 1.นายมานิตย์ มณีธรรม รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 2.นายธำรง ธวัชวะชุม รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
นอกจากนี้ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 4 คน แทนผู้ที่ดำรงตำแหน่งครบวาระ 3 ปี ดังนี้ 1.นายสุรงค์ บูลกุล กรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 2.นายวีรกร อ่องสกุล กรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ) 3.นายปฏิคม วงษ์สุวรรณ กรรมการ 4.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล กรรมการ (ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคธุรกิจ)
(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)



